Archive for April, 2011
สศอ. เผยดัชนีอุตฯ ไตรมาส 1/2554 สะดุดเล็กน้อย -2.1%
อุตฯไทยไตรมาส 1/2554 หดตัวเล็กน้อย -2.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนกำลังการผลิตยังอยู่ในระดับที่สูง 62.6% ขณะที่บางสาขาอุตฯ เริ่มมีผลกระทบจากเหตุคลื่นยักษ์ถล่มญี่ปุ่นบ้างแล้ว

นางสุทธินีย์ พู่ผกา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) ในไตรมาสที่ 1/2554 หดตัวเล็กน้อย -2.1%เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยถือเป็นไตรมาสแรกที่ MPI กลับมาติดลบหลังจากฟื้นตัวเป็นบวกจากวิกฤตเศรษฐกิจตั้งแต่ช่วงปลายปี 2552 ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานที่สูงมากในปี 2553 หลังช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลก หลายอุตสาหกรรมมีการเร่งการผลิตอย่างมากเพื่อชดเชยสินค้าคงคลังที่ลดลงทำให้ในปี 2554 บางอุตสาหกรรมมีการชะลอการผลิตลงจากระดับสินค้าคงคลังที่มีสูงมาก อย่างไรก็ตาม สศอ. จะได้มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ส่วนอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยในไตรมาสที่ 1/2554 อยู่ที่ระดับ 62.6%
นางสุทธินีย์ กล่าวว่า ในปี 2554 สศอ.คาดการณ์การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมยังอยู่ในกรอบการประมาณการเท่าเดิม ทั้งนี้แม้ว่าจะเกิดปัจจัยที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม อาทิ ภัยธรรมชาติในญี่ปุ่น ปัญหาอุทกภัย แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อพิจารณารวมถึงเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวชัดเจน การขยายการลงทุนทั้งจากความต้องการของตลาดต่างประเทศที่ปรับตัวดีขึ้นและการย้ายฐานการผลิตบางส่วนมาไทย รวมถึงตลาดเกิดใหม่และอาเซียนที่ยังมีทิศทางการขยายตัวดี ด้วยเหตุนี้ จึงยังคงกรอบประมาณการอัตราการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมไทยในปี 2554 ทั้งปีโดย MPI อยู่ในระดับ 6.0-8.0 % และ GDP ภาคอุตสาหกรรมอยู่ในระดับ 5.5 – 6.5 %
สรุปภาพรวมอุตสาหกรรมรายสาขา เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ดังนี้
อุตสาหกรรมอาหาร
ไตรมาสที่ 1/2554 การผลิตและการส่งออกในภาพรวม เพิ่มขึ้นประมาณ 5.2%และ 16.8% ตามลำดับ เนื่องจาก การผลิตในสินค้าสำคัญ ได้รับผลดีจากภาวะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว โดยเฉพาะในตลาดส่งออกหลักของไทย เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และยุโรป ซึ่งระดับราคาสินค้าในตลาดโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนแนวโน้มการผลิตและการส่งออกปี 2554 คาดว่า จะปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก ปี 2553 ประมาณ 5.7% และ 10.5% ตามลำดับ โดยเป็นผลจากระดับราคาสินค้าอาหารในตลาดโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากผลผลิตทางการเกษตรสำคัญๆ หลายประเภทของโลกมีปริมาณลดลงจากภาวะภัยธรรมชาติในแต่ละพื้นที่
อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม
ไตรมาส 1/2554 การผลิต การจำหน่ายในประเทศ การส่งออกมีทิศทางที่ขยายตัวได้ดี เนื่องจากสิ่งทอต้นน้ำยังมีการส่งออกได้ดี จากความต้องการของประเทศเพื่อนบ้านที่ยังไม่มีอุตสาหกรรมประเภทต้นน้ำในหลายประเทศ เช่น ลาว เวียดนาม กัมพูชา และพม่า ในส่วนของเสื้อผ้าสำเร็จรูปความต้องการในตลาดโลกเริ่มกลับมาขยายตัว ตามการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจโลก เช่น ตลาดสหรัฐอเมริกา ส่วนแนวโน้มทั้งปี 2554 คาดว่าการผลิตเส้นใยสิ่งทอ ผ้าผืน และเสื้อผ้าสำเร็จรูป จะยังขยายตัวเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 5% เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มดีขึ้น และมีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง
อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์
ในไตรมาสที่ 1/ 2554 การผลิตและการจำหน่ายปูนซีเมนต์ในประเทศชะลอตัวเล็กน้อย แต่คาดว่าภาพรวมทั้งปีจะยังขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ตามธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากมีการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนที่ขยายตัวออกสู่ชานเมือง และส่วนหนึ่งมาจากการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยที่เสียหายหลังจากปัญหาน้ำท่วมในช่วงปลายปี 2553 ซึ่งจะส่งผลทำให้การใช้ปูนซีเมนต์ในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น แนวโน้มอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ในประเทศของปี 2554 คาดว่าจะขยายตัวได้ดี จากโครงการสาธารณูปโภคของรัฐบาล ซึ่งจะส่งผลทำให้การใช้ปูนซีเมนต์ในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
ในไตรมาสที่ 1/2554 ปรับตัวลดลง -6.94% จากการผลิตที่ปรับตัวลดลงของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ เนื่องจากการผลิตอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ได้เร่งผลิตในช่วงก่อนหน้าค่อนข้างมากยังคงมีสต๊อกสินค้าในตลาดผู้ค้าส่งจำนวนหนึ่งประกอบกับช่วงครึ่งปีแรกไม่ใช่เป็นช่วง High season และฐานตัวเลขที่สูงในปีก่อน แต่สำหรับอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้ามีการขยายตัวค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น คอมเพรสเซอร์ สายไฟฟ้า มีความต้องการเพิ่มขึ้นทั้งตลาดในประเทศและส่งออก ประมาณการการผลิตโดยรวมทั้งปี 2554 คาดว่าการผลิตจะขยายตัว10.78%
อุตสาหกรรมรถยนต์
ในไตรมาส 1/2554 สามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งการจำหน่ายในประเทศ และการส่งออก ทั้งนี้ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทย และต่างประเทศ ยังสามารถขยายได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีการผลิตรถยนต์ทั้งสิ้น 468,981 คัน เพิ่มขึ้น 22.50% แบ่งเป็นการผลิตรถยนต์นั่ง 177,259 คัน รถกระบะ 1 ตันและอนุพันธ์ 284,991 คัน และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์อื่นๆ 6,731 คัน โดยจำหน่ายในประเทศ 238,619 คัน เพิ่มขึ้น 43.06% รถยนต์นั่ง 106,206 คัน รถกระบะ 1 ตัน 102,796 คัน รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ 14,874 คัน และ รถยนต์ PPV รวม SUV 14,743 คัน ทั้งนี้ จากข้อมูลดังกล่าว พบว่า การจำหน่ายรถยนต์นั่งมีอัตราการขยายตัวสูงสุด โดยส่วนใหญ่เป็นการจำหน่ายรถยนต์นั่งขนาดเล็ก การส่งออก 234,407 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.18% คิดเป็นมูลค่า 102,215.48 ล้านบาท
สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมรถยนต์ไตรมาสที่ 2/2554 คาดว่า ในภาพรวมจะมีการปรับลดการผลิตรถยนต์โดยรวมเหลือเพียง 50% เนื่องจากโดยปกติในเดือนเมษายน 2554 จะมีการลดการผลิตรถยนต์ เพราะมีเทศกาลวันหยุดยาวหลายวัน อีกทั้งในปีนี้ได้เกิดภัยพิบัติในประเทศญี่ปุ่น ส่งผลกระทบต่อโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศไทย โดยการผลิตรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2554 จนถึงเดือนมิถุนายน 2554 จะปรับลดเหลือ 50%
โดยคาดว่า การผลิตรถยนต์ในช่วงเดือน พฤษภาคม-มิถุนายน 2554 จะหายไปประมาณ 150,000 คัน สาเหตุหลักเนื่องจาก ปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนสำคัญ ได้แก่ ชิ้นส่วนสมองกล (Micro Computer Chip) ซึ่งมีฐานการผลิตอยู่บริเวณแถบที่ประสบภัยพิบัติ
แนวโน้มอุตสาหกรรมรถยนต์ ปี 2554 แม้ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในประเทศญี่ปุ่น แต่ผู้ประกอบการรถยนต์ยังคงแผนการผลิตไว้เท่าเดิม โดยคาดว่าปี 2554 จะมีการผลิตรถยนต์ 1,800,000 คัน เพิ่มขึ้น 9.40% แบ่งเป็นการจำหน่ายในประเทศ 800,000 คัน คิดเป็นสัดส่วน 44% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมด และการส่งออก 1,000,000 คัน คิดเป็นสัดส่วน 56% ของการผลิตรถยนต์ ทั้งนี้ จะต้องมีการประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดอีกครั้ง
นอกจากนี้ นางสุทธินีย์ ได้สรุปตัวเลข MPI เดือนมีนาคม 2554 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน เป็นดังนี้ ดัชนีผลผลิต (มูลค่าเพิ่ม) อยู่ที่ระดับ 198.28 ลดลง -6.67% จากระดับ 212.45 ดัชนีการส่งสินค้า อยู่ที่ระดับ 208.06 ลดลง -2.71% จากระดับ 213.85 ดัชนีสินค้าสำเร็จรูปคงคลัง อยู่ที่ระดับ 181.77 ลดลง -0.94% จากระดับ 183.49 ดัชนีแรงงานในภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 122.98 ลดลง -0.30% จากระดับ 123.34 ดัชนีผลิตภาพแรงงานในภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 160.06 เพิ่มขึ้น 4.14% จากระดับ 153.69 โดยอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 66.0%
ที่มา : สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม
กพช.ไฟเขียวลอยตัว LPG ภาคอุตฯ เริ่มก.ค.
นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีมติเห็นชอบให้ตรึงราคาขายปลีกก๊าซ LPG และก๊าซ NGV สำหรับภาคครัวเรือนและขนส่ง รวมทั้งราคาขายปลีก NGV ออกไปถึงสิ้นเดือน ก.ย.54 จากเดิมที่จะสิ้นสุดในสิ้นเดือนมิ.ย.54 เป็นสิ้นเดือนกันยายน 2554

โดยราคาขายปลีก NGV จะถูกตรึงไว้ที่ 8.50 บาท/กก. และยังคงอัตราเงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในอัตรา 2 บาท/กก.จนถึงระยะเวลาดังกล่าวเช่นกัน
สำหรับราคาขายปลีก LPG ในภาคอุตสาหกรรม ให้ทยอยปรับราคาขายปลีกให้สะท้อนต้นทุนโรงกลั่นน้ำมันโดยเริ่มตั้งแต่ ก.ค.54เป็นต้นไป โดยปรับราคาขายปลีกไตรมาสละ 1 ครั้ง จำนวน 4 ครั้งๆ ละ 3 บาท/กก. ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ไปจัดทำแนวทางการปรับราคา LPG ภาคอุตสาหกรรมเพื่อนำเสนอคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) พิจารณาเห็นชอบ และเสนอต่อ กพช. ต่อไป
นพ.วรรณรัตน์ กล่าวด้วยว่า กพช.ยังมีมติเห็นชอบการปรับเลื่อนกำหนดโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2553-2573 (PDP 2010) ออกไป 3 ปี จากเดิมแผนโครงการแรกจะเข้าระบบได้ในปี 63 เลื่อนเป็นปี 66 ทั้งนี้ สืบเนื่องจากสำนักพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์(สพน.) อยู่ระหว่างการดำเนินการปรับปรุงตามผลการประเมินล่าสุดของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)
ประกอบกับเกิดเหตุการณ์ระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ประเทศญี่ปุ่นส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการยอมรับโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของคนไทย รวมทั้งท่าทีของรัฐบาลในหลายประเทศก็ต้องการทบทวนโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ด้วย
การปรับเลื่อนกำหนดการเข้าระบบของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์โรงแรกออกไปนี้ จะทำให้มีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์บรรจุอยู่ในแผน PDP 2010 รวม 4 โรง จากเดิม 5 โรง เพราะการเลื่อนโรงไฟฟ้าฯ โรงแรกออกไป 3 ปี ทำให้โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์โรงที่ 5 ตกไปอยู่นอกกรอบของแผน PDP 2010
ในการนี้ที่ประชุมฯ ได้มอบหมายให้ สพน. รับไปดำเนินการศึกษาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงการเตรียมความพร้อม และสร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชนอย่างต่อเนื่องต่อไป
นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ กพช.ได้พิจารณาการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าของประเทศไทย และเห็นชอบให้ใช้หลักเกณฑ์การกำหนดโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าประเทศไทยปี 2554-2558 เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยให้มีการประกาศใช้ค่าไฟฟ้าตั้งแต่ในรอบเดือน ก.ค.54 เป็นระยะเวลา 2 ปี และให้มีการทบทวนในปี 56 เพื่อการประกาศใช้ต่อไปอีก 3 ปี
พร้อมกับเห็นชอบการกำหนดประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าใหม่ โดยสาระสำคัญมีการเปลี่ยนแปลงผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทหน่วยงานราชการจะถูกจัดประเภทมาอยู่ในกิจการขนาดเล็ก กิจการขนาดกลาง หรือกิจการขนาดใหญ่ตามปริมาณการใช้ไฟฟ้าของหน่วยงานนั้นๆ และเห็นชอบให้ผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยซึ่งติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าขนาด 5(15) แอมแปร์และใช้ไฟไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือนได้รับการอุดหนุนค่าไฟฟ้าฟรี โดยกระจายภาระให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภท ยกเว้นผู้ใช้ไฟประเภทบ้านอยู่อาศัย กิจการขนาดเล็ก และประเภทสูบน้ำเพื่อการเกษตร
รวมทั้งเห็นชอบให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) พิจารณาปรับลดค่าไฟฟ้าจากการลงทุนที่ต่ำกว่าแผนของการไฟฟ้าในปี 2551-2553 พร้อมทั้งค่าสูญเสียโอกาสทางการเงินในอัตราที่เหมาะสม รวมทั้งนำผลตอบแทนการลงทุนของการไฟฟ้าที่สูงกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้มาปรับลดค่าไฟฟ้าด้วย
ที่ประชุมฯ ได้เห็นชอบร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโครงการน้ำงึม 3 ซึ่งเป็นความร่วมมือในการพัฒนาไฟฟ้าในลาว มีขนาดกำลังการผลิต 440 เมกะวัตต์ โดยมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ในเดือน ม.ค.60 และเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจการรับซื้อไฟฟ้าโครงการน้ำเงี้ยบ 1 ซึ่งจะมีกำลังการผลิตติดตั้ง 289 เมกะวัตต์ คาดมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชน์ได้ในปี 61
นอกจากนี้ ที่ประชุม กพช.เห็นชอบกรอบแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี (2554 - 2573) ซึ่งได้กำหนดกรอบการพัฒนาแผนอนุรักษ์พลังงานของประเทศตามภาคเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรม ภาคอาคารธุรกิจขนาดใหญ่ ภาคอาคารธุรกิจขนาดเล็กและบ้านอยู่อาศัย และภาคการขนส่ง โดยเมื่อถึงปี 73 จะสามารถลดการใช้พลังงานได้ทั้งสิ้น 30,000 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ(ktoe) ของปริมาณการใช้พลังงานขั้นสุดท้าย พร้อมกับเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานในการจัดทำแผนปฏิบัติการ และผลักดันสู่การปฏิบัติต่อไป
รมว.พลังงาน กล่าวด้วยว่า ที่ประชุม กพช.ยังมีมติอนุมัติในหลักการให้สถาบันบริหารกองทุนพลังงาน(องค์การมหาชน)หรือ สบน. เปิดวงเงินจำนวน 20,000 ล้านบาท ไว้สำหรับกรณีที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเกิดการขาดสภาพคล่องในการดูแลราคาน้ำมันขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศไม่เกิน 30 บาท/ลิตร ในช่วงที่รัฐบาลรักษาการระหว่างรอการเลือกตั้ง ซึ่งจะดำเนินการกู้เงินหรือจะออกหุ้นกู้ก็ให้ สบน.เป็นผู้พิจารณาต่อไป
ปัจจุบันมี กองทุนน้ำมันฯ มีเงินเหลืออยู่ประมาณ 3,841 ล้านบาท ซึ่งหากราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับนี้ก็จะทำให้ชดเชยราคาน้ำมันได้ถึงสิ้นปี
สภาอุตฯเผย สถานะทางเศรษฐกิจไทยภายใตสถานการณการปะทะไทย-กัมพูชา
สภาอุตฯเผย สถานะทางเศรษฐกิจไทยภายใตสถานการณการปะทะไทย-กัมพูชา
โดย ดร.ธนิต โสรัตน
รองประธานสภาอุตสาหกรรมแหงประเทศไทย
วันที่ 26 เมษายน 2554
ประเทศไทยและกัมพูชา มีชายแดนติดตอกันตั้งแตจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร บุรีรัมย สระแกว จันทบุรีและจังหวัดตราดรวมเปนระยะทาง 803กิ โลเมตร ซึ่ งการที่ ไทยมี ชายแดนติ ดต อกั มพู ชาตั้ งแตตะวันออกเฉียงเหนือถึงชายฝงตะวันออก ทําใหมีจุดผานแดนทั้งที่เปนถาวรและชองผานดานชั่วคราว อยูหลายจุดตั้งแตผานแดนถาวรชองจอม อ.กาบเชิง จังหวัดสุรินทร ซึ่งขามไปที่เมืองสําโรง จ.อุดรมีชัย ของกัมพูชา เดิมประเทศไทยมโครงการจะสรางถนนที่สามารถเชื่อมไปถึง อัลลองเวง และจาก เมืองสําโรง จะมีเสนทางหมายเลข 68 เชื่อมกับเสนทางหมายเลข 6 โดยเสนทางหมายเลข 6 สามารถเชื่อมโยงไปยัง อ.อรัญประเทศ จ.สระแกว ของไทย โดยผาน จ.บันเตียเมียนเจย จนถึงปอยเปต ฝงตรงขามคือ อ.อรัญประเทศ โดยเสนทางหมายเลข 6 เปนเสนทางที่เชื่อมโยง กัมปงจามและเขาสู่พนมเปญ
ดานชองสะงํา จ.สุรินทร ขามไปคือ จ.อุดรมีเมียเจีย มีถนนหมายเลข 69 เขาไปเชื่อมโยงถนนหมายเลข6 และไปสู อ.อรัญประเทศ ของไทย
จุดผานแดนถาวรอรัญประเทศ-ปอยเปต จ.สระแกว เปนดานชายแดนไทย-กัมพูชาที่ใหญท่ีสุด มีสินคากวารอยละ 60 ผานดานนี้ ซึ่งเดิมไทยและกัมพูชามีแผนที่จะพัฒนาโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ต.บานไร่ และเขตเศรษฐกิจพิเศษโอเนียงในประเทศกัมพูชา โดยจุดผานแดนอรัญประเทศจะใชเสนทางหมายเลข 5 หากจะไปนครวัด ก็ผานบันเตียเมียเจีย ไปสูเมืองเสียบเรียบหากจะไปพนมเปญก็ใชถนนหมายเลข 5 ผานพระตะปอง-โพธิสัตว กัมปองชนัง และนครพนมเปญ จากพนมเปญ สามารถใชเสนทางเอเชียสาย A1 เขาสวายเรียงขามพรมแดนเวียดนามที่ดานหมกบาย สูนครโฮจิมินต์
จุดผานแดนถาวรบานหาดเล็ก-จามเยียม เปนดานศุลกากรในจังหวัดตราด โดยสามารถใชเสนทางหมายเลข 48 เขาไปสูเกาะกง ผานเมืองแสรอําเปล –สีหนุวิลล กัมปอด ขามไป เวียดนามที่เมืองฮาเตียงซึ่งเปนบริเวณที่เวียดนามมีนิคมอุตสาหกรรมหลายแหง เชื่อมโยงเกอนเหลย และโฮจิมินต์
ดานการคา
การคาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ผานมาขยายตัวอยางตอเนื่อง ยกเวนในป 2552 ติดลบรอยละ 22.16 ในปี2553 ขยายตัวรอยละ 54.18 คิดเปนมูลคา 2,556.8 ลานเหรียญสหรัฐ คิดเปนมูลคา 79,800 ลานบาท เปนมูลคาการสงออก 72,602 ลานบาท และเปนการนําเขา 6,639 ลานบาท ไทยไดดุลการคา 65,937 ลานบาท ซึ่งสินคาสงออกที่สําคัญของไทยคือ น้ํามันสําเร็จรูป น้ําตาลทราย ปูนซิเมนต สําหรับสินคานําเขาที่สําคัญไดแก ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร สินแร และไมซุงไมแปรรูป
ดานการลงทุน
ในป 2553 ไทยมีโครงการการลงทุนผานสํานักงาน Combodia Board หรือ CIB ในกัมพูชาทั้งสิน ประมาณ31 ลานบาท โดยที่นักลงทุนไทยเปนนักลงทุนรายใหญลําดับที่ 15 ของกัมพูชา โดยมี ไตหวัน จีน เกาหลี ฮองกง เวียดนาม และมาเลเซีย เปนนักลงทุนหลายใหญ ในป 2553 การลงทุนภาพรวมของกัมพูชาซึ่งไดรับการสงเสริมการลงทุนจาก CIB คิดเปนมูลคาการลงทุน 5,356.8 ลานบาท
อยางไรก็ดี ในชวง 1 ส.ค. 2537 ถึง 30 มิ.ย. 2552 ไทยมีโครงการลงทุนในกัมพูชา 81 โครงการคิดเปนมูลคาการลงทุน 226.59 ลานเหรียญสหรัฐ หรือ 7,024.2 ลานบาท เปนการลงทุนในธุรกิจโรงแรมถึง 9 โครงการมูลคา 4,290.4 ลานบาท สวนใหญอยูในจังหวัดเสียมเรียบ รองลงมาเปนการลงทุนในธุรกิจอุตสาหกรรมการเกษตรมูลคา 2,346.7 ลานบาท อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุงหม 221 ลานบาท
สําหรับการลงทุนของเครือซิเมนตไทย มีการกอสรางโรงงานซีเมนต ที่ จ.กัมปอต โรงงานผลิตซิเมนต์บล็อก การปลูกยูคาลิปตัส และการผลิตกระเบื้องมุงหลังคา ในดานการใหบริการโทรคมนาคม โดยบริษัท กัมโบเดีย ชินวัตร หรือ เอ็มโฟน ใหบริการโทรศัพทเคลื่อนที่ ดานวิทยุโทรทัศนเปนการรวมทุนระหวางกลุมกันตนาในนามบริษัทไมกามีเดีย ในการบริหารสถานีโทรทัศนชอง 5
ประเด็นผลกระทบจากการสูรบ
จากการสูรบตามแนวชายแดน ที่บริเวณชองจอม หากการรบไมขยายตัวไปมากกวาที่เปนอยูก็จะไม่กระทบเพียงการคาชายแดนที่ชองจอมและชองสะงํา สวนดานอรัญประเทศและที่จุดผานแดนหาดเล็กยังไมมีรายงานวากระทบหรือมีการปดดาน
การคาชายแดนไทยทั้งระบบในป 2553 มีมูลคาทั้งสิ้น 777,375 ลานบาทคาดวาจะเพิ่มเปนรอยละ 23.7 ปีนี้คาดวาจะมีมูลคาประมาณ 850,000 ลานบาท โดยมีมาเลเซียเปนคุคาอันดับ 1 สัดสวนรอยละ 64.05 อันดับ 1พมาสัดสวนรอยละ 17.76 อันดับ 3 สปป.ลาว รอยละ 11.05 และกัมพูชาอันดับ 4 สัดสวนรอยละ 7.09
ขณะนี้ยังคงเร็วไปที่จะบอกวากรณีไทย-กัมพูชาจะมีผลกระทบการสงออกของ ซึ่งคาดวาจะมีการสงออกได้ไมต่ำกวา 80,000 ลานบาท เฉพาะการคาชายแดนก็ประมาณ 51,000 ลานบาท อีกทั้งธุรกิจของไทยที่ลงทุนในกัมพูชาประมาณกวา 100 โรงงานจะไดรับผลกระทบมากนอยเพียงไร
สรุปสถานการณและผลกระทบเศรษฐกิจไทย-กัมพูชาลาสุด
1. ผลกระทบยังจํากัดอยูท่ีบริเวณชายแดน จ.สุรินทร ทั้งชองสะงํา และชองจอม สวนดานอรัญประเทศและดานคลองลึกยังคงเปดตามปกติ
2. การขนสงที่ไปชายแดนสวนใหญชะลอการสงมอบสินคา เพราะไมมั่นใจความปลอดภัยหากจะมีการซื้อขายกันก็จะนัดการสงมอบสินคา ณ ชายแดน
3. ในดานการงดจายกระแสไฟฟาใหกัมพูชา กระทรวงพลังงานยังไมมีนโยบายในการงดจายกระแสไฟฟาเพราะจะมีผลกระทบอยางมากซึ่งจะไมเปนผลดีกับทั้ง 2 ประเทศ (วันที่ 26 เมษายน 2554)
4. ในดานการสงออกน้ํามันเชื้อเพลิง ซึ่งกัมพูชาพึ่งพิงประเทศไทยในอัตราสูง ในป 2553 เปนมูลคา 2,259 ลานบาท สําหรับในป 2554 คาดวาจะมีมูลคาประมาณ 3,500 ลานบาท ซึ่งกระทรวงพลังงานยังไมมีนโยบายการงดสงมอบหากไมมีคาสั่งจากหนวยงานดานความมั่นคง (วันที่ 26 เมษายน 2554)
5. ดานการทองเที่ยว นักทองเที่ยวไทยที่จะเดินทางไปนครวัด มีการยกเลิกการเดินทางเกือบทั้งหมด ยกแวนการเดินทางไปซื้ อสิ นคาที่ ชายแดน ซึ่งหากสถานะการณสู รบยั งไม ยุติในเร็ววั นจะสงผลกระทบตอการทองเที่ยวของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งสําหรับประเทศไทยปนี้คาดวาจะมีนักทองเที่ยว ประมาณ 15 ลานคน
6. สถานการณทั่วไปในกรุงพนมเปญยังเปนปกติ การยั่วยุผาน SMS และสื่อตางๆ ยังไมมากเหมือนที่เกิดขึ้นในป 2549
ปตท.รายงานสถานการณ์ราคาน้ำมันประจำสัปดาห์ และแนวโน้มในสัปดาห์นี้ ที่ 25 - 29 เม.ย. 54
ฝ่ายบริหารความเสี่ยงราคาและวิเคราะห์ตลาดต่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) รายงานถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันว่า ราคาน้ำมันดิบสัปดาห์ที่ 18-22 เม.ย. 54 ราคาน้ำมันดิบดูไบ (Dubai) เฉลี่ยลดลงจากสัปดาห์ก่อน 0.14 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรล อยู่ที่ระดับ 115.89 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรล และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ลดลง 0.02 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรล อยู่ที่ 122.70 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรล และน้ำมันดิบเวสเท็กซัส (WTI) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.54 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรลอยู่ที่ 109.75 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินลดลง 0.15 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรล อยู่ที่ 129.07 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรล และน้ำมันดีเซลลดลง 1.52 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรล อยู่ที่ 137.35 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรล ทั้งนี้ ตลาดน้ำมันปิดทำการในวันที่ 22 เม.ย. 54 เนื่องจากเป็นวันหยุด Good Friday ก่อนเทศกาลขอบคุณพระเจ้า (Easter) โดยมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคาได้แก่

(-) รัฐมนตรีกระทรวงน้ำมันของซาอุดิอาระเบียกล่าวว่าการลดปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในเดือน มี.ค. 54 ลง 0.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากเดือน ก.พ. 54 มาอยู่ที่ 8.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากอุปทานน้ำมันล้นตลาด
(-) กระทรวงการคลังญี่ปุ่นรายงานปริมาณนำเข้าน้ำมันดิบเดือน มี.ค. 54 ลดลง 6.6% จากเดือน มี.ค. 53 (Y-O-Y) อยู่ที่ 3.61 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากโรงกลั่นหลายแห่งปิดฉุกเฉินจากเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิ
(-) 22 เม.ย. 54 Kuwait National Petroleum Co. ของคูเวตแถลงบริษัทฯ กลับมาดำเนินการผลิตน้ำมันดิบหลังจากปิดทำการเมื่อ 20 เม.ย. 54 เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวนจากพายุทราย
(-) มูลค่าหนี้สาธารณะของกรีซสูงถึง 3 แสนล้านยูโร หรือประมาณ 4.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้มีการคาดการณ์ว่ากรีซอาจจำเป็นต้องปรับโครงสร้างหนี้เพื่อลดความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้
(+) Energy Information Administration (EIA) รายงานปริมาณสำรองน้ำมันเชิงพาณิชย์ของสหรัฐฯ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 15 เม.ย. 54 ลดลงจากสัปดาห์ก่อนทุกชนิด โดยน้ำมันดิบลดลง 2.32 ล้านบาร์เรล อยู่ที่ระดับ 356.97 ล้านบาร์เรล, Gasoline ลดลง 1.58 ล้านบาร์เรล อยู่ที่ระดับ 208.10 ล้านบาร์เรล และ Distillates ลดลง 2.50 ล้านบาร์เรล อยู่ที่ระดับ 148.34 ล้านบาร์เรล
(+) กระทรวงการขนส่งสหรัฐฯ รายงานระยะทางการขับรถทางหลวงเดือน ก.พ. 54 เพิ่มขึ้น 0.9% (Y-O-Y) หรือ 2 พันล้านไมล์ อยู่ที่ประมาณ 2.2 แสนล้านไมล์ เพิ่มขึ้นติดต่อกัน 12 เดือน
(+) National Association of Realtors (NAR) รายงานยอดขายบ้านมือสอง (Existing Home Sales) เดือน มี.ค. 54 เพิ่มขึ้น 3.7% (M-O-M) อยู่ที่ 5.10 ล้านหน่วย/ปี (เดือนก.พ. อยู่ที่ 4.92 ล้านหน่วย/ปี) และกระทรวงพาณิชย์รายงานการก่อสร้างบ้านใหม่ (Housing Starts) เดือน มี.ค. 54 เพิ่มขึ้น 7.2% (M-O-M) อยู่ที่ 549,000 หน่วย
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์นี้ ในระยะสั้นคาดว่าราคาน้ำมันดิบ WTI จะแกว่งตัวอยู่ที่ระดับ 107-115 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรล และ Brent จะแกว่งตัวอยู่ที่ระดับ 119-127 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรล ตามลำดับ โดยราคาน้ำมันจะทรงตัวในระดับสูงเนื่องจากความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือยังไม่ยุติและอาจทำให้อุปทานน้ำมันดิบตึงตัว สอดคล้องกับ Reuters Poll ล่าสุดในเดือน เม.ย. 54 ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในไตรมาส 2/54 ประมาณ 5 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล จากเดือน มี.ค. 54 โดยคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบ WTI และ Brent จะเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 104.63 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล และ 113.99 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ตามลำดับ โดยราคาน้ำมันดิบ WTI ปี 2554 จะเฉลี่ยที่ระดับ 98.92 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล และน้ำมันดิบ Brent จะเฉลี่ยที่ระดับ 108.16 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล อย่างไรก็ตาม นาย Nobuo Tanaka ผู้บริหารระดับสูงของ International Energy Agency (IEA) เห็นว่าราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวในระดับสูงอาจชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และ Standard & Poor’s ปรับลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือระยะยาวของประเทศสหรัฐฯ (Outlook) จากระดับมีเสถียรภาพ (Stable) เป็นติดลบ (Negative) เนื่องจากขาดแผนงานที่ชัดเจนในการลดการขาดดุลงบประมาณ รวมถึงเศรษฐกิจยุโรปที่ยังมีความเปราะบางและมาตรการทางการเงินที่เข้มงวดของจีน ยังเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันอ่อนตัวลงได้
เอสวีโอเอ ปี 2554 เดินหน้ารุกตลาดเดสก์ท็อป-โน้ตบุ๊ก ตั้งเป้าหมาย 7,500 ล้านบาทสร้างจุดแข็งเน้นการบริการ สร้างแบรนด์ SVOA
เอสวีโอเอเดินหน้ารุกตลาดช่องทางการจัดจำหน่ายและการบริการ ตั้งเป้า 7,000-7,500 ล้านบาทพร้อมก้าวไปเป็นหนึ่งในผู้นำด้านช่องทางการจัดจำหน่ายและการบริการที่ดีที่สุดในประเทศไทย
เอสวีโอเอวางเป้าหมายปี 2554 ตั้งเป้าหมายกวาดรายได้ 7,000-7,500 ล้านบาท และเติบโตเพิ่มขึ้น 10-15 เปอร์เซ็นต์ จากธุรกิจช่องทางการจัดจำหน่ายและการบริการ รุกตลาดเดสท์ท็อป พร้อมแตกไลน์สินค้าใหม่ เครื่องแม่ข่ายขนาดเล็กและเครื่องเกมเมอร์รุกตลาดเฉพาะกลุ่ม ชูจุดแข็งรับประกัน 3 ปีพร้อมให้บริการถึงสถานที่ตั้งเครื่อง พร้อมเปิดคอนเซ็ปต์ใหม่ “บริการด้วยใจไทยด้วยกัน”
นายวีระ อิงค์ธเนศ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึง ทิศทางของเอสวีโอเอในปี 2554 ว่า กระแสความนิยมและการเติบโตอย่างรวดเร็วของสมาร์ตโฟนแท็บเล็ต ซึ่งเป็นดีไวซ์ใหม่ๆ ส่งผลกระทบต่อตลาดของเอสวีโอเอบ้าง เราจึงต้องปรับมามองหาจุดแข็งขององค์กรและช่องว่างในตลาด ในมุมมองของเอสวีโอเอเรามองว่าตลาดของดีไวซ์ แม้จะมีโอกาสทางธุรกิจแต่ก็มีคู่แข่งที่มีศักยภาพสูงเป็นจำนวนมาก จะทำให้เราเสียเปรียบในการแข่งขันอย่างมาก เอสวีโอเอจึงกลับมาให้ความสำคัญกับการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้มากขึ้น โดยมีเป้าหมายที่จะก้าวไปเป็นหนึ่งในผู้นำด้านช่องทางการจัดจำหน่ายและบริการที่ดีที่สุดในเมืองไทย เพราะดีไวซ์นั้นไม่ว่า จะเป็นแบรนด์ใด มีประสิทธิภาพดีขนาดไหน ก็ล้วนแต่ต้องการช่องทางการจัดจำหน่ายที่เข้าถึงผู้บริโภคได้มากที่สุดด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งเอสวีโอเอมีความถนัดในด้านนี้มาอย่างยาวนาน ดังนั้นเราจึงวางตำแหน่งธุรกิจของเราเป็น Distribution Center และ Service Center เพราะเชื่อว่าถ้าจะต้องตั้งศูนย์บริการและมีพนักงานบริการ 500 คน ผู้ผลิตดีไวซ์คงไม่ลงทุน ในอนาคตตั้งเป้าว่าแบรนด์ไหนจะเจาะตลาดเมืองไทย จะวางใจและเลือกใช้เอสวีโอเอเป็นช่องทางในการจำหน่ายสินค้าและบริการ
ส่วนธุรกิจคอมพิวเตอร์ที่เอสวีโอเอถนัด ในปีนี้จะโฟกัสในตลาดเดสท์ท็อปเป็นหลัก เนื่องจากเห็นโอกาสที่คู่แข่งหลายแบรนด์หันไปให้ความสำคัญในตลาดใหม่ ทำให้คู่แข่งลดน้อยลงในขณะที่ความต้องการเดทส์ท็อปยังเติบโตต่อเนื่อง โดยจะขยายตลาดสินค้าประเภทเดสก์ท็อปไปสู่ตลาดใหญ่ ๆ ให้มากขึ้นโดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1. งานด้านประมูลงานราชการและหน่วยงานของรัฐ และสถานศึกษา ซึ่งตลาดส่วนนี้ยังคงเปิดกว้างและมีความต้องการเครื่องเดสก์ท็อปคอมพิวเตอร์อยู่เป็นจำนวนมาก และ 2. กลุ่มตลาด ดีพาร์ทเมนท์สโตร์และคอนวีเนียนสโตร์ อาทิ บิ๊กซี เทสโก้โลตัส แม็คโคร เป็นต้น ซึ่งมีกลุ่มตลาดลูกค้าในระดับล่างกำลังซื้อคอมพิวเตอร์ในราคาที่ไม่สูงนักและเราสามารถกำหนดสเปกได้ ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊กมีราคาที่เหมาะกับลูกค้ากลุ่มนี้”
ด้านนายจักเรศ ลือวัฒนานนท์ ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในปีนี้คอมพิวเตอร์เอสวีโอเอเพิ่มไลน์สินค้าใหม่ คือเครื่องแม่ข่ายขนาดเล็ก SVOA Foundation Server สำหรับองค์กรขนาดเล็กและขนาดกลาง โดยเจาะกลุ่มตลาดเอสเอ็มอี ทั้งในภาคเอกชน และงานประมูลทางภาครัฐ ประเภท กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี, โรงเรียน, โรงพยาบาล, หน่วยงานราชการ เช่น อบต, อบจ ที่มีผู้ใช้งานพร้อมกันไม่เกิน 15 คน และเครื่องสำหรับเกมเมอร์ รุกตลาดไอคาเฟ่และเกมเมอร์พร้อมไปกับเปิดตลาดด้านซอฟต์แวร์โปรแกรมจัดการร้านเกมและอินเตอร์เน็ต “SV I-Café Administration” หรือ เอสเวีย (SVIA) เพื่อให้บริการร้านเกมและอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ที่มีกว่า 30,000 แห่งทั่วประเทศ”
“ในส่วนที่เติบโตเพิ่มมากขึ้นทุก ๆ ปี และจะเป็นจุดที่แข็งแกร่งของเอสวีโอเอ คือการบริการ ซึ่งป็นยูนิตหนึ่งที่สำคัญมาก เอสวีโอเอมีบริการหลังการขายที่มีประสิทธิภาพมาเกือบ 30 ปี มีสาขาเอสวีโอเอ 12 สาขาและศูนย์บริการ150 แห่งทั่วประเทศ โดยในปีนี้เอสวีโอเอวางแผนมุ่งสร้างบริการหลังการขายที่เป็นเยี่ยมให้กับลูกค้า สำหรับเดสท์ท้อปเอสวีโอเอรับประกันสินค้านานถึง 3 ปีเต็ม พร้อมบริการซ่อมถึงสถานที่ตั้งเครื่อง (ออนไซต์เซอร์วิส) ทุกเครื่อง รวมถึงเอสวีโอเอยังสนับสนุนการให้บริการหลังการขายกับสินค้าของลูกค้าแบรนด์อื่น ๆ กว่า 13 แบรนด์ดัง สามารถเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการของเอสวีโอได้ ซึ่งเอสวีโอเอพร้อมให้บริการในทุกรูปแบบของการบริการ ภายใต้มาตรฐานการบริการที่เป็นระบบและครบวงจรและสโลแกนใหม่ “บริการด้วยใจไทยด้วยกัน” โดยในปีนี้ตั้งเป้ายอดขายรวมของเอสวีโอเอที่ 7,000-7,500 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 10-15 เปอร์เซ็นต์จากยอดขายปีที่แล้ว นายวีระ กล่าวเพิ่มเติม
แซส สามารถคว้าอันดับหนึ่งบริษัทที่น่าทำงานที่สุดอีกครั้งจากนิตยสารฟอร์จูน นับเป็นปีที่สองติดต่อกันที่ผู้นำด้านการวิเคราะห์เชิงธุรกิจ
บริษัท แซส ผู้นำในตลาดซอฟต์แวร์และบริการด้านการวิเคราะห์เชิงธุรกิจ ได้รับอันดับหนึ่งต่อเนื่องเป็นปีที่สองใน 100 บริษัทที่น่าทำงานที่สุดของนิตยสารฟอร์จูน โดยบริษัท แซส ได้รับการจัดอันดับดีเยี่ยมในด้านการให้บริการสุขภาพ การดูแลบุตรของพนักงาน และการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน จะเห็นได้ว่านับตั้งแต่ปี 2541 ที่มีการจัดอันดับบริษัทที่น่าทำงานที่สุดขึ้นเป็นครั้งแรก บริษัท แซส ก็มีรายชื่อติดอันดับในทุกปี และในปีนี้ก็เป็นครั้งที่ 8 ที่ บริษัท แซส ยังคงติดอยู่ใน 10 อันดับแรกเช่นกัน

ดร.จิม กูดไนท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร (ซีอีโอ) บริษัทแซส กล่าวว่า “นับว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับปีที่ดีเยี่ยมของแซส โดยในปี 2553 เราสามารถจัดจำหน่ายซอฟต์แวร์ได้ในปริมาณที่มากกว่าที่เคยทำไว้ในอดีตและยัง ได้ขยายอัตรากำลังคนเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2.4% พนักงานของเรามีความสำคัญต่อความสำเร็จของเรา และเนื่องจากเรากำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 36 ในการดำเนินธุรกิจ เราจึงต้องการลงทุนให้มากขึ้นและต่อเนื่องเพื่อให้พนักงานเกิดความพึงพอใจ มีสุขภาพที่แข็งแรง และเกิดความคิดที่สร้างสรรค์”
“วัฒนธรรมของแซสแสดงให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีชีวิตชีวา โดยที่ทุกคนจะรู้สึกท้าทายและสามารถก้าวหน้าได้ในสายวิชาชีพ อีกทั้งยังสามารถรักษาสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานได้ด้วย” นางเจนน์ แมนน์ รองประธานฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ บริษัท แซส กล่าว และว่า “บริษัท แซส ได้พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งแล้วว่า การสร้างวัฒนธรรมของพนักงานที่มีความสุขและมีสุขภาพแข็งแรงจะผลักดันความ สามารถในการผลิตและทำให้บริษัทสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมและให้บริการลูกค้า ได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ”
การที่บริษัท แซส ให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องต่อสิทธิประโยชน์และการสนับสนุนโครงการต่างๆ ในด้านการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานของพนักงาน เนื่องจากบริษัทเชื่อว่าพนักงานที่มีความสุขและสุขภาพดีจะเป็นกุญแจสำคัญใน การผลักดันวัตกรรมที่จะทำให้บริษัท แซส เป็นผู้นำในกลุ่มผู้ค้าของตลาดการวิเคราะห์เชิงธุรกิจได้ ด้วยการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ภายในสถานที่ทำงาน เช่น การให้บริการด้านสุขภาพ การดูแลบุตรของพนักงาน ตลอดจนพื้นที่สันทนาการและศูนย์ออกกำลังกายขนาดใหญ่ถึง 66,000 ตารางฟุต รวมทั้งโปรแกรมต่างๆ ที่สนับสนุนให้พนักงานมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง ทำให้บริษัทมีอัตราการลาออกของพนักงานอยู่ในระดับต่ำสุดในแวดวงอุตสาหกรรม โดยคิดเป็น 2.6% เมื่อเทียบกับอัตราทั่วไปของอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ที่ระดับ 22% จะเห็นได้ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาบริษัท แซส มีต้นทุนการสรรหาและรักษาพนักงานอยู่ในระดับต่ำ สามารถสร้างสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดอย่างยิ่งกับลูกค้า ตลอดจนสร้างนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีความมุ่งมั่นและลงทุนในระยะยาวเพื่อให้พนักงานเกิดความพึงพอใจสูงสุด ทั้งหมดนี้ได้สนับสนุนให้บริษัท แซส มีอัตราการขยายตัวทั้งในด้านรายได้และผลกำไรอย่างเห็นได้ชัด

นายทวีศักดิ์ แสงทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท แซส ซอฟท์แวร์ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า “สำหรับประเทศไทย เรามุ่งเน้นด้านความสุขในการทำงานของพนักงานเช่นเดียวกัน เพราะเป็นนโยบายของแซสทั่วโลก ว่า ถ้าพนักงานมีความสุขในการทำงานและมีสวัสดิการที่ดีแล้ว คุณภาพและความใส่ใจต่อการบริการลูกค้าก็จะเพิ่มทวีคูณมากขึ้น โดยหนึ่งในสวัสดิการของพนักงานที่ผ่านมาเราได้ให้พนักงานใช้บริการ สถานที่ออกกำลังกายและสปาฟรีได้ตามความต้องการ ทั้งยังมีแผนพัฒนารายบุคคลให้แก่พนักงานแตกต่างกันตามความเหมาะสมและความ สนใจ ซึ่งนี่เป็นส่วนที่เราให้ความสำคัญมุ่งพัฒนาให้เหนือมาตรฐานตลาดทั่วไป พร้อมทั้งหมั่นสอบถามความต้องการของพนักงานแต่ละคนว่า ต้องการสวัสดิการอะไรที่เพิ่มเติม เพื่อให้ตรงกับความต้องการของพนักงาน ซึ่งเราก็มีความมุ่งมั่นที่จะติดอันดับ บริษัทที่น่าทำงานที่สุดในประเทศไทยเช่นเดียวกัน ”
สำหรับรายชื่อบริษัททั้งหมดที่ติดอันดับและบทความที่เกี่ยวข้องได้ รับการตีพิมพ์ในนิตยสารฟอร์จูน ฉบับวันที่ 7 กุมภาพันธ์ และสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ FORTUNE.com/bestcompanies
ในการคัดเลือกบริษัท 100 อันดับที่น่าทำงานที่สุดในครั้งนี้นั้น นิตยสารฟอร์จูนได้ร่วมมือกับสถาบันจัดอันดับสถานที่ทำงาน (Great Place to Work Institute) ด้วยการ สำรวจพนักงานในองค์กรของสหรัฐอเมริกาอย่างละเอียด โดยในปีนี้มีบริษัทเข้าร่วม 311 แห่ง และ 2 ใน 3 ของคะแนนที่ได้นั้น มาจากผลการสำรวจดัชนีความน่าเชื่อถือของสถาบัน ซึ่งจะส่งแบบสอบถามไปยังกลุ่มตัวอย่างแบบสุ่มของพนักงานในแต่ละบริษัท การสำรวจดังกล่าวได้สอบถามเกี่ยวกับทัศนคติของพวกเขาเกี่ยวกับความน่า เชื่อถือของการบริหารจัดการ ความพึงพอใจในงาน และความสัมพันธ์อันดีที่มีต่อบริษัท สำหรับคะแนนส่วนที่ 3 ได้มาจากการตอบกลับขององค์กรที่สถาบันจัดอันดับสถานที่ทำงานได้ตรวจสอบทาง ด้านวัฒนธรรมองค์กร ได้แก่ คำถามโดยละเอียดเกี่ยวกับโครงการให้ค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ รวมถึงชุดคำถามปลายเปิดเกี่ยวกับการว่าจ้าง การสื่อสารภายในองค์กร การฝึกอบรม โครงการให้การยกย่องพนักงาน และอื่นๆ
ติดตามข้อมูลล่าสุดของแซสผ่านทางเพจ Facebook ของจิม กูดไนท์ ซีอีโอของบริษัทได้ที่ http://on.fb.me/Jim_Goodnight
สัมมนาฟรี! Energy Efficiency with Bosch Rexroth Pneumatics (เปิดรับจำนวนจำกัด)
Energy Efficiency with Bosch Rexroth Pneumatics
Save up to 55% of your energy costs with Rexroth pneumatics !
วิทยากร
ผู้ผลิตโดยตรงจากต่างประเทศ พร้อมผู้เชียวชาญเฉพาะด้านจากกลุ่มบริษัทแอโรฟลูอิด
วันเวลาและสถานที่ฝึกอบรม
วันที่ 20 พฤษภาคม 2554 เวลา 13.30 – 16.30 น. ห้องอบรม 221 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค
ค่าใช้จ่ายในการเข้าฝึกอบรม
ฟรี ! จำกัดสิทธิ์ 2 ท่าน / บริษัทเท่านั้น
หัวข้อในการฝึกอบรม
-
วิธีการออกแบบระบบ และการเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสม
-
การจัดการพลังงานสูญเปล่ากับระบบส่งลม และก่อลม
-
อุปกรณ์ปรับความดัน กับเทคนิคพิเศษในการลดการใช้พลังงาน
-
วิธีการแก้ปัญหา ลมรั่ว – ซึม
-
วิธีการใช้ลมอัดให้ได้ประโยชน์สูงสุด
ปิดรับสมัครวันที่ 10 พฤษภาคม 2554
ติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
ศูนย์พัฒนาบำรุงรักษาไฮดรอลิคเชิงรุก (Aerofluid Training Center)
โทร : 02-577-2999 ต่อ 122,124 E-Mail : training@aerofluid.com
หรือเข้าดูรายละเอียดของงานสัมมนาเพิ่มเติม ได้ที่ www.aerofluid.com

การบำรุงรักษาและซ่อมบำรุง / ระบบนิวแมติกและนิวแมติกไฟฟ้า (Maintenance and Troubleshooting of Pneumatic and Electro-Pneumatic Systems)
ศึกษาระบบการเตรียมลม และการวางแผนการซ่อมบำรุง การถอดประกอบอุปกรณ์นิวแมติก
วิทยากร
คุณยอด เหมียนสอาด Pneumatic Product Specialist
วันเวลาและสถานที่ฝึกอบรม
วันที่ 8-10 มิถุนายน 2554 เวลา 08.30 – 16.00 น. ณ ศูนย์พัฒนาบำรุงรักษาไฮดรอลิคเชิงรุก
หัวข้อในการฝึกอบรม
• ความรู้พื้นฐานของระบบนิวแมติกส์ สัญลักษณ์ของอุปกรณ์และวงจรนิวแมติกส์เบื้องต้น
• การออกแบบวงจรนิวแมติกส์เบื้องต้น การเลือกใช้อุปกรณ์ให้เหมาะสมกับโหลดและลักษณะงาน
• การทดสอบอุปกรณ์นิวแมติกส์ในเครื่องจักรเพื่อตรวจเช็คว่าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานหรือไม่
• การเปลี่ยนชิ้นส่วน ชุดอะไหล่ซ่อมของ กระบอกสูบ วาล์ว ชุดบริการลม และการทดสอบอุปกรณ์หลังการเปลี่ยนชิ้นส่วน
• การเติมน้ำมันหล่อลื่น ให้ชุดจ่ายน้ำมันในระบบลมอย่างถูกวิธี และการปรับน้ำมันหล่อลื่นให้เหมาะสมกับเครื่องจักรแต่ละประเภท
• การวางแผนการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน และการวางแผนการซ่อมบำรุงอย่างเป็นระบบ
• การค้นหาจุดบกพร่องของอุปกรณ์นิวแมติกในเครื่องจักรที่ใช้งาน
สมัครวันนี้รับสิทธิพิเศษ สมัคร 2 ท่าน ฟรี 1 ท่าน (เฉพาะหลักสูตรที่มีค่าธรรมเนียมเท่ากัน)
ติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
ศูนย์พัฒนาบำรุงรักษาไฮดรอลิคเชิงรุก (Aerofluid Training Center)
โทร : 02-577-2999 ต่อ 122,124 E-Mail : training@aerofluid.com
หรือเข้าดูแผนการอบรมประจำปี 2554 ได้ที่ www.aerofluid.com

สสว.จัดสัมมนามองจีนอย่างสร้างสรรค์
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เป็นประธานเปิดการสัมมนาให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ SMEs เรื่อง “มุมมองจีนที่สร้างสรรค์เพื่อขับเคลื่อนผู้ประกอบการไทย” โดยได้รับเกียรติจาก นายประเสริฐศักดิ์ องค์วัฒนกุล ประธานกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมและยานยนต์ เขตประเทศจีน เครือเจริญโภคภัณฑ์ และนายไกรสินธุ์ วงศ์สุรไกร รองประธานคณะกรรมการกฎระเบียบและการค้าระหว่างประเทศ รองประธานคณะกรรมการธุรกิจเกษตรและอาหาร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นวิทยากร ณ ห้องบอลรูม โรงแรมโฟร์ซีซันส์ กรุงเทพฯ
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs ของไทย มองเห็นโอกาสและประโยชน์ที่จะได้รับจากการที่ประเทศจีนเข้ามาลงทุนในไทยและ ซื้อสินค้าของไทย สามารถพัฒนาการทำธุรกิจร่วมมือกันในเชิงเศรษฐกิจต่างๆ

บีโอไอบุกแอฟริกาตะวันออก สร้างตลาดใหม่ให้นักลงทุน
บีโอไอสร้างโอกาสให้นักลงทุนไทย เยือนยูกันดา และเคนยา หาลู่ทางลงทุนกลุ่มบริการและโครงการสร้างพื้นฐาน ตามนโยบายส่งเสริมลงทุนไทยในต่างประเทศ พบช่องทางต่อยอดเป็นแหล่งกระจายสินค้าไทยตีตลาดแอฟริกา

นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 24- 30 เมษายน 2554 บีโอไอจะเดินทางไปศึกษาลู่ทางลงทุน ณ สาธารณรัฐยูกันดา และสาธารณรัฐเคนยา หลังจากวิเคราะห์โอกาสและลู่ทางการลงทุนกลุ่มประเทศตลาดใหม่ในทวีปแอฟริกาตะวันออก พบว่าอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร อุตสาหกรรมก่อสร้าง เครื่องจักรกลการเกษตร เป็นอุตสาหกรรมที่ยูกันดาและเคนยาต้องการ จึงเป็นโอกาสดีของนักลงทุนไทยที่จะเข้าไปลงทุน
กิจกรรมสำคัญของการศึกษาลู่ทางการลงทุนในครั้งนี้ จะหารือกับหอการค้าและอุตสาหกรรมของยูกันดาและเคนยา เพื่อวิเคราะห์โอกาสและศึกษากฎระเบียบในการทำธุรกิจของนักลงทุนไทย หลังจากนั้นจะพบกับนักธุรกิจและบริษัทชั่นนำของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร และวัสดุก่อสร้าง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเด่นที่นักลงทุนไทยมีศักยภาพและความพร้อม
“นอกเหนือจากประเทศไทยในอาเซียน และเอเชียใต้แล้ว บีโอไอยังส่งเสริมให้นักลงทุนไทยเข้าไปเปิดตลาด ในกลุ่มประเทศแถบแอฟริกาอย่างยูกันดาและเคนยา ที่เป็นกลุ่มประเทศคาดหวัง แม้ที่ผ่านมาการลงทุนของไทยในประเทศเหล่านี้จะไม่มาก แต่ยังมีโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่ม และเพิ่มโอกาสในการกระจายสินค้าไทยไปยังประเทศอื่นในกลุ่มแอฟริกาตะวันออก เพราะเคนยาเป็นศูนย์กลางด้านการค้า การเงิน รวมทั้งศูนย์กลางการกระจายสินค้าไปสู่ประเทศในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก” เลขาธิการบีโอไอกล่าว
สำหรับยูกันดานั้น มีนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติเพื่อกระตุ้นให้เกิดการปฏิรูปเศรษฐกิจในยูกันดา ที่ผ่านมาภาคเกษตรกรรมถูกปรับลดระดับความสำคัญลง ขณะที่ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการมีความสำคัญมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 45 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ซึ่งเกิดจากการเติบโตของภาคโทรคมนาคม และการบริการเพื่อการท่องเที่ยว
ส่วนเคนยาอยู่ในระหว่างการเร่งพัฒนาสาธารณูปโภคขั่นพื้นฐานต่างๆ ตั้งแต่ ถนน รถไฟ ไฟฟ้า ประปา โดยเฉพาะโครงการพัฒนาระบบชลประทาน ซึ่งธุรกิจก่อสร้างไทยน่าจะมีบทบาทเข้าไปรองรับงานก่อสร้างจากการลงทุนดังกล่าวได้
