Welcome to eArticles | Modern Manufacturing An Innovative Industrial Magazine

Archive for April, 2011

มี.ค. 54 ยอดผลิตรถยนต์สูงสุด สร้างสถิติการผลิตรถยนต์

without comments

นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์  สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  (ส.อ.ท.) เปิดเผยจำนวนยอดขายภายในประเทศ การผลิต และการส่งออกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนมีนาคม 2554 ดังต่อไปนี้

ยอดการจำหน่าย
ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนมีนาคม 2554 มีจำนวนทั้งสิ้น 93,008 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์  2554 ร้อยละ 20.46 และเพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว ร้อยละ 47.5 ยอดขายรถยนต์ยังคงเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้จากเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศที่มีทิศทางดีขึ้น  ผู้บริโภคมีกำลังซื้อมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็กรุ่นใหม่ยังคงได้รับความนิยมจากผู้บริโภคซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นลำดับมาตั้งแต่ต้นปี  ราคาสินค้าเกษตรยังมีราคาสูง รวมถึงการส่งออกที่ยังคงเติบโตสูง ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 192,120 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคม 2553 ร้อยละ 13.4 และเพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2554 ร้อยละ 14.84
ตั้งแต่เดือนมกราคม - มีนาคม 2554 รถยนต์มียอดขาย 238,619 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ในระยะเวลาเดียวกัน ร้อยละ 43.1 ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 520,991 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - มีนาคม 2553 ร้อยละ 11.7

การผลิต

จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนมีนาคม 2554 มีทั้งสิ้น 172,004 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคม  2553 ร้อยละ 13.8 และเพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2554 ร้อยละ 14.1
จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนมกราคม - มีนาคม 2554 มีจำนวนทั้งสิ้น 468,981 คัน เพิ่มขึ้น จากเดือนมกราคม - มีนาคม 2553 ร้อยละ 22.5
รถยนต์นั่ง เดือนมีนาคม 2554 ผลิตได้ 65,044 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคม 2553 ร้อยละ 47.9
ยอดผลิตของรถยนต์นั่ง ตั้งแต่เดือนมกราคม - มีนาคม 2554 มีจำนวน 177,259 คัน เท่ากับร้อยละ 37.8 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - มีนาคม 2553 ร้อยละ 56.17
รถยนต์โดยสารขนาดต่ำกว่า 10 ตัน และมากกว่า 10 ตัน ขึ้นไป ในเดือนมีนาคม 2554 ผลิตได้ 39 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคม 2553 ร้อยละ 50 รวมเดือนมกราคม - มีนาคม 2554 ผลิตได้ 131 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - มีนาคม 2553 ร้อยละ 40.86
รถยนต์บรรทุก เดือนมีนาคม 2554 ผลิตได้ทั้งหมด 106,921 คัน ลดลงจากเดือนมีนาคม 2553 ร้อยละ 0.2 และตั้งแต่เดือนมกราคม - มีนาคม 2554 ผลิตได้ทั้งสิ้น 291,591 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - มีนาคม 2553 ร้อยละ 8.3
รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนมีนาคม 2554 ผลิตได้ทั้งหมด 104,596 คัน ลดลงจากเดือนมีนาคม 2553 ร้อยละ 0.69 และตั้งแต่เดือนมกราคม - มีนาคม 2554 ผลิตได้ทั้งสิ้น 284,991 คัน เท่ากับร้อยละ 60.77 ของยอดการผลิตทั้งหมด โดยเพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - มีนาคม 2553 ร้อยละ 7.9 โดยแบ่งเป็น

  • รถกระบะบรรทุก 111,241 คัน  เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - มีนาคม 2553 ร้อยละ 19.62
  • รถกระบะดับเบิลแค็บ 146,408 คัน  เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - มีนาคม 2553 ร้อยละ 5.33
  • รถกระบะ PPV 27,342 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม - มีนาคม 2553 ร้อยละ 14.85

รถบรรทุกขนาดต่ำกว่า 5 ตัน - มากกว่า 10 ตัน เดือนมีนาคม 2554 ผลิตได้ 2,325 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคม 2553 ร้อยละ 28.03 รวมเดือนมกราคม - มีนาคม 2554 ผลิตได้ 6,600 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - มีนาคม 2553 ร้อยละ 28.65
ผลิตเพื่อส่งออก
เดือนมีนาคม 2554 ผลิตได้ 80,210 คัน เท่ากับร้อยละ 46.63 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนมีนาคม 2553 ร้อยละ 3.08 ส่วนเดือนมกราคม - มีนาคม 2554 ผลิตเพื่อส่งออกได้ 235,563 คัน เท่ากับร้อยละ 50.23 ของยอดการผลิตทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2553 ระยะเวลาเดียวกัน ร้อยละ 9.05
รถยนต์นั่ง เดือนมีนาคม 2554 ผลิตเพื่อการส่งออก 20,346 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคม 2553 ร้อยละ 34.82 ยอดผลิตส่งออกของรถยนต์นั่งตั้งแต่เดือนมกราคม - มีนาคม 2554 จำนวน 64,431 คัน เท่ากับร้อยละ 36.35  ของยอดผลิตรถยนต์นั่ง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - มีนาคม 2553 ร้อยละ 53.87
รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนมีนาคม 2554 มียอดการผลิตเพื่อการส่งออก 59,864 คัน ลดลงจากเดือนมีนาคม  2553 ร้อยละ 11.53 และตั้งแต่เดือนมกราคม - มีนาคม 2554 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 171,132 คัน เท่ากับร้อยละ 60.05 ของยอดการผลิตรถกระบะ ซึ่งลดลงจากเดือนมกราคม - มีนาคม 2553 ร้อยละ 1.72 โดยแบ่งเป็น

  • รถกระบะบรรทุก 32,700 คัน    ลดลงจากเดือนมกราคม - มีนาคม 2553 ร้อยละ 7.13
  • รถกระบะดับเบิลแค็บ 121,640 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - มีนาคม 2553 ร้อยละ 2.99
  • รถกระบะ PPV 16,792 คัน   ลดลงจากเดือนมกราคม - มีนาคม 2553 ร้อยละ 19.33

ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ
เดือนมีนาคม 2554 ผลิตได้ 91,794 คัน เท่ากับร้อยละ 53.37 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคม 2553 ร้อยละ 34.23 เนื่องจากยอดขายภายในประเทศที่สูงขึ้น และเดือนมกราคม - มีนาคม 2554 ผลิตได้ 233,418 คัน เท่ากับร้อยละ 49.77 ของยอดการผลิตทั้งหมด และเพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - มีนาคม 2553 ร้อยละ 39.91
รถยนต์นั่ง เดือนมีนาคม 2554 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 44,698 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคม 2553 ร้อยละ 54.73 ยอดผลิตจำหน่ายในประเทศของรถยนต์นั่ง ตั้งแต่เดือนมกราคม - มีนาคม 2554 112,828 คัน เท่ากับร้อยละ 63.65 ของยอดการผลิตรถยนต์นั่ง โดยเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมกราคม - มีนาคม 2553 แล้ว เพิ่มขึ้นร้อยละ 57.51 จากยอดขายรถยนต์นั่งในประเทศที่เติบโตขึ้นร้อยละ 60.3
รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนมีนาคม 2554 มียอดการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 44,732 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคม 2553 ร้อยละ 18.78 และตั้งแต่เดือนมกราคม - มีนาคม 2554 ผลิตได้ทั้งสิ้น 113,859 คัน เท่ากับร้อยละ 39.95 ของยอดการผลิตรถกระบะ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - มีนาคม 2553 ร้อยละ 26.54 จากยอดขายรถกระบะที่เติบโตขึ้นร้อยละ 30.3 ซึ่งแบ่งเป็น

  • รถกระบะบรรทุก 78,541 คัน     เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - มีนาคม 2553 ร้อยละ 35.91
  • รถกระบะดับเบิลแค็บ 24,768 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - มีนาคม 2553 ร้อยละ 18.52
  • รถกระบะ PPV 10,550 คัน  ลดลงจากเดือนมกราคม - มีนาคม 2553 ร้อยละ 6.6

รถบรรทุก เดือนมีนาคม 2554 ผลิตได้ 2,325 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคม 2553 ร้อยละ 28.03 รวมเดือนมกราคม - มีนาคม 2554 ผลิตได้ 6,600 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - มีนาคม 2553 ร้อยละ 28.65

รถจักรยานยนต์
เดือนมีนาคม 2554 ผลิตรถจักรยานยนต์ได้ทั้งสิ้น 537,480 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคม 2553 ร้อยละ 141.02 แยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 465,166 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ร้อยละ 164.29 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 72,314 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ร้อยละ 53.87
ยอดการผลิตรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม - มีนาคม 2554 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,025,836 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ร้อยละ 64.44 แยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 817,787 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ร้อยละ 69.98  และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 208,049 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ร้อยละ 45.77

การส่งออก
รถยนต์สำเร็จรูป

เดือนมีนาคม 2554 ส่งออก 85,626 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคม 2553 ร้อยละ 1.82 และมากกว่าเดือนกุมภาพันธ์ 2554 ร้อยละ 6.11 โดยมีมูลค่าการส่งออก 37,742.82 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมีนาคม 2553 ร้อยละ 3.77

  • เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 2,533.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคม 2553 ร้อยละ 63.4
  • ชิ้นส่วนรถยนต์อื่นๆ มีมูลค่าการส่งออก 14,188.55 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคม 2553 ร้อยละ 16.76
  • อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 1,395.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคม 2553 ร้อยละ 12.74

รวมมูลค่าส่งออกรถยนต์เดือนมีนาคม 2554 เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า 55,860.45  ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคม 2553 ร้อยละ 3.14
เดือนมกราคม - มีนาคม 2554 ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 234,407 คัน โดยส่งออกเพิ่มขึ้นจากปี 2553 ในระยะเวลาเดียวกัน ร้อยละ 8.18 มีมูลค่าการส่งออก 102,215.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - มีนาคม 2553 ร้อยละ 0.09

  • เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 6,961.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - มีนาคม 2553 ร้อยละ 66.28
  • ชิ้นส่วนรถยนต์อื่นๆ มีมูลค่าการส่งออก 37,404.67 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - มีนาคม 2553 ร้อยละ 18.10
  • อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 3,788.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - มีนาคม 2553 ร้อยละ 16.71

รวมมูลค่าส่งออกรถยนต์เดือนมกราคม - มีนาคม 2554   เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า  150,369.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - มีนาคม 2553 ร้อยละ 6.47

รถจักรยานยนต์
เดือนมีนาคม 2554 มีจำนวนส่งออก 91,492 คัน (รวม CBU + CKD) เพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคม 2553 ร้อยละ 53.41 และมากกว่าเดือนกุมภาพันธ์ 2554 ร้อยละ 8.85 โดยมีมูลค่า 2,992.50 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคม 2553 ร้อยละ 45.02

  • ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 885.36 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมีนาคม 2553 ร้อยละ 22.15
  • อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 71.33 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคม 2553 ร้อยละ 47.56

รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์ เดือนมีนาคม 2554 ชิ้นส่วนและอะไหล่รถจักรยานยนต์ 3,949.18  ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคม 2553 ร้อยละ 21.55
เดือนมกราคม - มีนาคม 2554 รถจักรยานยนต์ มีจำนวนส่งออก 259,375 คัน (รวม CBU + CKD) เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ร้อยละ 53.99 โดยมีมูลค่า 8,380.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ร้อยละ 59.85

  • ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 2,979.53 ล้านบาท ลดลงจากปี 2553 ร้อยละ 5.75
  • อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 152.94 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ร้อยละ 15.18

รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม - มีนาคม 2554 ชิ้นส่วนและอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 11,512.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - มีนาคม 2553 ร้อยละ 34.87
เดือนมีนาคม 2554 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป  เครื่องยนต์  ชิ้นส่วนอื่นๆ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์  ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 59,809.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ร้อยละ 4.18

เดือนมกราคม - มีนาคม 2554 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอื่นๆ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 161,882.67 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ร้อยละ 8.09

logo_modern1

Written by reporter@mmthailand.com

April 21st, 2011 at 3:59 pm

Posted in News

อมตะ เผย 3 เดือนทุนนอกไหลเข้าไทย ญี่ปุ่นเตรียมย้ายฐานเล็งไทยเป้าหมายหลัก

without comments

อมตะ เผยทิศทางลงทุน 3 เดือนแรกยังขยายตัวต่อเนื่อง  นักลงทุนต่างประเทศยังสนใจใช้ไทยเป็นฐานผลิต จับกระแสทุนญี่ปุ่นหลังเจอสึนามิเล็งย้ายฐานผลิตออกนอกประเทศมากขึ้น ป้องกันความเสี่ยง ไทยยังอยู่ในเป้าหมายอันดับแรก ชี้ตัวเลขเซ็นสัญญา ม.ค. – ปัจจุบัน 70 โรงงาน ทยอยปักหลัก

reporteramata-21042011

นายวิบูลย์ กรมดิษฐ์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า แนวโน้มการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนจากต่างประเทศในช่วง 3 เดือนแรก ยังคงได้รับความสนใจในการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงครึ่งปีหลังของปี 2553 ที่ผ่านมามีการขยายฐานการผลิตของนักลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น จนถึงขณะนี้จะเห็นว่ามีการย้ายฐานการผลิตทั้งจากลูกค้ารายเก่าและใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยายนต์

“คาดว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในปี 2554 นี้ เหตุเพราะไทยมีการออกรถยนต์รุ่นใหม่ และรถยนต์อีโคคาร์ ซึ่งมีการส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ส่งผลดีต่อโรงประกอบรถยนต์ที่มีการลงทุนในการขยายกำลังการผลิต อีกทั้งผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีการลงทุนอยู่เดิมมีการขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น โดยเข้ามาซื้อที่ดินเพื่อขยายโรงงานอย่างต่อเนื่อง” นายวิบูลย์ กล่าว

นายวิบูลย์ กล่าวว่า หลังจากที่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่น อมตะได้เร่งประเมินถึงสถานการณ์และภาพรวมการลงทุนในนิคมฯ ซึ่งไม่ได้ส่งผลให้มีการชะลอเข้าซื้อที่ดินแต่อย่างใด โดยยังคงมีกลุ่มลูกค้าเดิมที่ยังคงสัญญาไว้ และกลุ่มลูกค้าใหม่ที่มีการเซ็นสัญญาการซื้อที่ดินเพื่อขยายกำลังการผลิต โดยจนถึงขณะนี้มีกลุ่มลูกค้าจากญี่ปุ่นที่เซ็นสัญญาเพื่อซื้อที่ดินไปแล้วกว่า 70 ราย อยู่ในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนโลหะ และอาหาร เป็นจำนวนกว่า 200 ไร่

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหลังจากที่เหตุการณ์ในญี่ปุ่นคลี่คลาย คาดว่าการเซ็นสัญญาซื้อที่ดินจะยังคงจะมีเพิ่มขึ้น เนื่องจากอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในเอเชียยังคงเติบโต และไทยยังถือเป็นประเทศที่ยังคงมีความน่าสนใจด้านการลงทุน เนื่องจากญี่ปุ่นมีความใกล้ชิดกับประเทศไทยมาเป็นระยะเวลายาวนาน รวมทั้งคาดว่าญี่ปุ่นจะต้องลดความเสี่ยงการลงทุนในประเทศ  ซึ่งทำให้มีการย้ายฐานการผลิตออกไปผลิตในต่างประเทศมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมไฮเทคที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์และอิเลคทรอนิกส์ ที่เดิมมีการย้ายฐานการผลิตออกนอกญี่ปุ่นไม่มากนัก แต่หลังจากนี้จะมีการย้ายฐานออกสู่ต่างประเทศมากขึ้น จึงน่าจะเป็นโอกาสของประเทศไทยที่เป็นไปได้ว่าญี่ปุ่นจะตัดสินใจเข้ามาขยายฐาน การผลิตเพื่อส่งชิ้นส่วนไปยังประเทศต่างๆ เพราะไทยเป็นฐานผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ครบวงจรอยู่แล้ว

Written by reporter@mmthailand.com

April 21st, 2011 at 3:34 pm

Posted in News

กรมโรงงานฯ มุ่งมั่นดำเนินการความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ต่อเนื่อง จัดลงนามบันทึกข้อตกลง โครงการ CSR-DIW 2554 และCSR-DIW Network 2554

without comments

อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม แสดงความมุ่งมั่นต่อการดำเนินการความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงและการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการความรัลผิดชอบต่อสังคม โครงการ CSR-DIW 2554 และCSR-DIW Network 2554

reportersunmodern-20042011

นายอาทิตย์ วุฒิคะโร อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง และฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการความรับผิดชอบต่อสังคมโครงการ  CSR-DIW 2554 และCSR-DIW Network 2554 เพื่อเป็นการแสดงความมุ่งมั่นต่อการดำเนินการความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ถือเป็นกระแสหลักของโลกในการดำเนินธุรกิจของภาคอุตสาหกรรมที่เน้นการให้ความสำคัญต่อการแสดงความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน ที่ทั้งผู้บริโภค ประชาชน สังคม สิ่งแวดล้อม แรงงานให้ความสนใจ และถือเป็นแนวทางที่จะสามารถสร้างความสมดุลทั้งด้านเศรษกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของโรงงานอุตสาหกรรม

“ในการดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมนั้น ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน การที่โรงงานอุตสาหกรรมให้ความสำคัญที่จะดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม และนำไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่องตลอดจนมีความร่วมมือกันอย่างเป็นรูปธรรมในลักษณะเครือข่าย จึงถือเป็นสัญญาณที่ดี ที่จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศ และต่างประเทศได้ และยังถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่จะทำให้สังคมและชุมชนมั่นใจและยอมรับให้ดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน” นายอาทิตย์กล่าว

ด้านนางสาวสุพร สาครอรุณ ประธานคณะกรรมการประสานและรับมอบงานโครงการ เปิดเผยว่า จากการที่มีการเริ่มโครงการนี้โดยกำหนดระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม – 9 พฤศจิกายน 2554 รวม 10 เดือน ได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า จะมีโรงงานอุตสาหกรรมสมัครเข้าร่วมโครงการจำนวน 130 ราย ในปี 2554 นี้ ดังนั้นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว กรมโรงงานอุตสาหกรรมร่วมกับสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอจึงได้ลงพื้นที่รับสมัครโรงงานอุตสาหกรรมที่สนใจเข้าร่วมโครงการ โดยจัดสัมมนาให้ความรู้ และประชาสัมพันธ์โครงการตั้งแต่วันที่ 15 -25 มีนาคม 2554 ที่ผ่านมา ใน 9 จังหวัด ได้แก่ ราชบุรี ชลบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น เชียงใหม่ สงขลา นครสวรรค์ สุราษฎร์ธานี และกรุงเทพฯ นั้น มี โรงงานอุตสาหกรรมให้ความสนใจเข้าร่วมสัมมนาในทุกจังหวัด และมีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 160 ราย และผ่านเกณฑ์การคัดเลือกโดยได้รับความเห็นชอบจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อเข้าร่วมโครงการ จำนวน 133 ราย ซี่งนับว่ามีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการในปี 2554 มากกว่าที่ตั้งเป้าไว้

reporterfacmodern-20042011

การจัดทำโครงการ CSR-DIW ตั้งแต่ปี 2551-2553 ไดดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีโรงงานอุตสาหกรรมที่สมัครเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 251 ราย และมีโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับโล่และเกียรติบัตรแล้ว จำนวน 204 ราย และโรงงานดังกล่าวยังได้สนใจสมัครเข้าร่วมเป็นเครือข่าย  CSR-DIW ในปีนี้ อีกจำนวน 183 ราย ซึ่งนับได้ว่าได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ดังนั้นเพื่อเป็นการส่งเสริมผู้ที่ได้รับโล่และเกียรติบัตร  CSR-DIW ไปแล้ว ในปีนี้กรมโรงงานอุตสาหกรรมรว่มกับสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ จึงจัดให้มีการมอบรางวัลเพิ่มอีก 3 รางวัล ได้แก่  CSR-DIW Continuous Awards มีผู้สนใจสมัครเข้าร่วม 154 ราย CSR-DIW in Supply Chain Awards ซึ่งมีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมเป็นบริษัทพี่เลี้ยง 16 ราย และรางวัล CSR-DIW Network Awards มีผู้สนใจสมัครเข้าร่วม  41 ราย

“การเข้าร่วมโครงการ CSR-DIW จะทำให้โรงงานอุตสาหกรรมมีมาตรฐานในการดำเนินกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมที่ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งสามารถแสดงให้คู่ค้าเห็นทั้งในรูปของเอกสาร และมีความพร้อมในการรับรองการทบสอบมาตรฐานดังกล่าวของคู่ค้าด้วย ซงเป็นการเตรียมความพร้อมในการก้าวไปสู่การแข่งขันในระดับโลก ซึ่งในอนาคตจะมีมาตรการการกีดกันที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barrier) เข้ามาแทนที่ นอกจากนี้ สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมที่สนใจในการดำเนินการตามมาตรฐาน ISO 26000 สามารถต่อยอดจากโครงการดังกล่าว ในการได้รับมาตรฐาน ISO 26000 ได้ในที่สุด โดยสามารถติดตามความคืบหน้าของโครงการ และกิจกรรม CSR-DIW ของโรงงานอุตสาหกรรมที่เข้าร่วม ได้ที่ www.csrdinetwork.com หรือโทรสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ 02-6171727 ต่อ 811-815” นางสาวสุพรกล่าวปิดท้าย

Written by reporter@mmthailand.com

April 20th, 2011 at 5:52 pm

Posted in News

น้ำท่วมใต้ - ราคาน้ำมันพุ่ง ปัจจัยหลักฉุด ดัชนีอุตฯ มี.ค. 54 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2

without comments

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย (Thai Industries Sentiment Index: TISI) ในเดือนมีนาคม 2554 ที่ได้จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,074 ตัวอย่าง ครอบคลุม 39 กลุ่มอุตสาหกรรมของ    สภาอุตสาหกรรมฯ ว่า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนมีนาคม ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 102.3 จากระดับ 108.2 ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นการปรับลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 อย่างไรก็ตามค่าดัชนีอยู่ในระดับสูงกว่า 100 แสดงว่า ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมมีความเชื่อมั่นต่อการประกอบการในระดับที่ดี ค่าดัชนีที่ปรับลดลงเกิดจากองค์ประกอบของดัชนีด้านยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการ ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในเดือนมีนาคม ได้แก่ สถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ สร้างความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง รวมทั้งภาคการค้า การท่องเที่ยว การปรับดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ผลกระทบจากปัญหาในประเทศตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ความกังวลเกี่ยวกับภัยธรรมชาติที่เพิ่มมากขึ้น กรณีความเสียหายจากแผ่นดินไหวและปัญหาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ประเทศญี่ปุ่นก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการอีกด้วย

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 108.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 118.1 ในเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ว่า ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการจะปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตามค่าดัชนีอยู่ในระดับสูงกว่า 100 แสดงว่า ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมมีความเชื่อมั่นต่อการประกอบการในระดับที่ดี

ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมจำแนกตามขนาดของกิจการ ในเดือนมีนาคม พบว่า อุตสาหกรรมขนาดย่อม และขนาดใหญ่ปรับตัวลดลง ขณะที่อุตสาหกรรมขนาดกลาง ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยอุตสาหกรรมขนาดย่อม ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมีนาคม อยู่ที่ระดับ 90.7 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากระดับ 90.8 ในเดือนกุมภาพันธ์ โดยองค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวลดลง ได้แก่   ยอดคำสั่งซื้อในต่างประเทศ ยอดขายในต่างประเทศ ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการ ซึ่งการผลิตของอุตสาหกรรมขนาดย่อมส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อการจำหน่ายในประเทศ สำหรับอุตสาหกรรม    ขนาดย่อมที่ค่าดัชนีปรับตัวลดลง ได้แก่ หัตถอุตสาหกรรม (ผลิตภัณฑ์ประเภท ผ้าทอมือ ดอกไม้ประดิษฐ์ มียอดขายทั้งในประเทศ และต่างประเทศลดลง) ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 103.7 ปรับตัวลดลงจากระดับ 112.6 ในเดือนกุมภาพันธ์ โดยองค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการ

อุตสาหกรรมขนาดกลาง  ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมีนาคม อยู่ที่ระดับ 105.6 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 102.8 ในเดือนกุมภาพันธ์ องค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ อุตสาหกรรมขนาดกลางที่ค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมรองเท้า (ยอดขายรองเท้าแฟชั่นในประเทศเพิ่มขึ้น), อุตสาหกรรมสมุนไพร (ยอดการส่งออกผลิตภัณฑ์สมุนไพรไปยุโรป และอเมริกาเพิ่มขึ้น), อุตสาหกรรมก๊าซ (ยอดขายก๊าซ LPG และ NGV ในประเทศเพิ่มขึ้น), อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ (ยอดขายซอฟต์แวร์เพิ่มขึ้น เนื่องจากการจัดโปรโมชั่นในงานคอมมาร์ท 2011) และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ (ยอดขายปุ๋ยและน้ำสกัดชีวภาพในประเทศเพิ่มขึ้น) ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 110.5 ลดลงจากระดับ 115.5 ในเดือนกุมภาพันธ์ องค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการ

และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมีนาคม อยู่ที่ระดับ 103.7 ปรับตัวลดลงจากระดับ 120.2 ในเดือนกุมภาพันธ์ องค์ประกอบดัชนีที่ปรับลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการ อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ค่าดัชนีปรับตัวลดลง ได้แก่ อุตสาหกรรมหนังและผลิตภัณฑ์หนัง (ยอดส่งออกผลิตภัณฑ์หนัง เช่น กระเป๋า เข็มขัด ไปตะวันออกกลางลดลง), อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ (ยอดส่งออกเฟอร์นิเจอร์ไม้ไปประเทศญี่ปุ่นลดลง), อุตสาหกรรมอาหาร (ยอดส่งออกอาหารแช่แข็งไปอเมริกา และญี่ปุ่นลดลง), อุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม (ค่าการกลั่นลดลง) และอุตสาหกรรมเคมี (ยอดขายปุ๋ยเคมีในประเทศลดลง) ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 107.4 ปรับตัวลดลงจากระดับ 122.5 ในเดือนกุมภาพันธ์ องค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการ

ด้านดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมรายภูมิภาค ประจำเดือนมีนาคม พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ปรับตัวลดลง ขณะที่ภาคเหนือ ปรับตัวเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

ภาคกลาง ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมีนาคม อยู่ที่ระดับ 103.7 ปรับตัวลดลงจากระดับ 105.7 ในเดือนกุมภาพันธ์ องค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการ ปัจจัยที่ส่งผลต่อความกังวลของผู้ประกอบการในภาคกลางที่สำคัญ ได้แก่ เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ประเทศญี่ปุ่น ปัญหาความไม่สงบในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น สำหรับอุตสาหกรรมในภาคกลางที่ค่าดัชนีความเชื่อมั่นลดลง ได้แก่ อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (ยอดการส่งออกผลิตภัณฑ์ประเภท HDD ,อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไปญี่ปุ่นลดลง), อุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น (ยอดขายเครื่องปรับอากาศในประเทศลดลง), อุตสาหกรรมพลาสติก (ยอดส่งออกผลิตภัณฑ์ถุงพลาสติกไปตะวันออกกลางและญี่ปุ่นลดลง) และอุตสาหกรรมอลูมิเนียม (ผลิตภัณฑ์อลูมิเนียมที่เป็นชิ้นส่วนประกอบเครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วนยานยนต์มียอดขายในประเทศลดลง) ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 107.1 ลดลงจากระดับ 114.2 ในเดือนกุมภาพันธ์ องค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ

ภาคเหนือ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมีนาคม อยู่ที่ระดับ 103.7 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 100.6 ในเดือนกุมภาพันธ์ องค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ ในภาคเหนือรายได้เกษตรกรขยายตัวได้ดีจากราคาสินค้าเกษตร ส่งผลต่อความต้องการสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น การค้าและการท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ดี สำหรับอุตสาหกรรมในภาคเหนือที่ค่าดัชนีปรับเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมการพิมพ์และการบรรจุภัณฑ์       (กล่องกระดาษและบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษมียอดขายในประเทศเพิ่มขึ้น) ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 109.3 ปรับลดลงจากระดับ 116.0 ในเดือนกุมภาพันธ์ องค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการ

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมีนาคม อยู่ที่ระดับ 94.8 ปรับตัวลดลงจากระดับ 108.8 ในเดือนกุมภาพันธ์ องค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ ผู้ประกอบการมีความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนวัตถุดิบ ราคาน้ำมัน ค่าจ้างแรงงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ยังมีปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรม สำหรับอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ค่าดัชนีปรับลดลง ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 97.8 ปรับตัวลดลงจากระดับ 117.8 ในเดือนกุมภาพันธ์ องค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการ

ภาคตะวันออก ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมีนาคม อยู่ที่ระดับ 114.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 117.1 ในเดือนกุมภาพันธ์ องค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อในต่างประเทศ ยอดขายในต่างประเทศ และต้นทุนประกอบการ ในภาคตะวันออกผู้ประกอบการมีความกังวลด้านราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลต่อสภาพคล่องทางการเงิน นอกจากนี้ผู้ประกอบการที่ส่งออกไปประเทศญี่ปุ่นได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและปัญหาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ สำหรับอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกที่ค่าดัชนีปรับลดลง ได้แก่ อุตสาหกรรมเหล็ก, อุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ (ยอดการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ไปญี่ปุ่นลดลง) และอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลและโลหะการ (เครื่องจักรกลขนาดใหญ่ มียอดขายในประเทศลดลง) ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 121.1 ปรับลดลงจากระดับ 126.8 ในเดือนกุมภาพันธ์ องค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการ

ภาคใต้ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมีนาคม อยู่ที่ระดับ 79.6 โดยปรับตัวลดลงจากระดับ 113.4 ในเดือนกุมภาพันธ์ องค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการ จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ สร้างความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น อาหารทะเลแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยางและปาล์มน้ำมัน รวมทั้งภาคการค้าและการท่องเที่ยว สำหรับอุตสาหกรรมในภาคใต้ที่ค่าดัชนีปรับลดลง ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง (ขาดแคลนวัตถุดิบ เนื่องจากประสบปัญหาภัยธรรมชาติ) ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 97.4 ปรับตัวลดลงจากระดับ 123.2 ในเดือนกุมภาพันธ์ องค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการ

ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมจำแนกตามตลาดส่งออก (กลุ่มที่เน้นตลาดในประเทศ กับกลุ่มที่เน้นตลาดต่างประเทศ) พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นกลุ่มที่เน้นตลาดในประเทศ และกลุ่มที่เน้นตลาดต่างประเทศปรับตัวลดลง โดยกลุ่มที่เน้นตลาดในประเทศ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมีนาคม อยู่ที่ระดับ 102.0 ปรับลดลงจากระดับ 107.2 ในเดือนกุมภาพันธ์ องค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดขายโดยรวม ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการ อุตสาหกรรมในกลุ่มนี้ที่ค่าดัชนีปรับตัวลดลง ได้แก่ อุตสาหกรรมสิ่งทอ (ต้นทุนวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะฝ้าย), อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม (ยอดขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปในประเทศลดลง), อุตสาหกรรมหลังคาและอุปกรณ์ (ต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น), อุตสาหกรรมแกรนิตและหินอ่อน (ยอดขายหินอ่อน         หินตกแต่งในประเทศลดลง), อุตสาหกรรมน้ำตาล, อุตสาหกรรมยา, อุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษ (ยอดขายกระดาษคราฟ กระดาษลอกลายในประเทศลดลง) ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 107.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 117.2 ในเดือนกุมภาพันธ์ องค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการ

และกลุ่มที่เน้นตลาดต่างประเทศ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมีนาคม อยู่ที่ระดับ 103.5 ปรับตัวลดลงจากระดับ 114.0 ในเดือนกุมภาพันธ์ องค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ อุตสาหกรรมในกลุ่มนี้ที่ค่าดัชนีปรับตัวลดลง ได้แก่ อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ (เครื่องประดับเพชรและพลอยมียอดการส่งออกไปฮ่องกง อเมริกา และอินเดียลดลง) ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 112.9 ปรับลดลงจากระดับ 123.4 ในเดือนกุมภาพันธ์ องค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ

สำหรับดานสภาวะแวดลอมในการดําเนินกิจการ เมื่อพิจารณาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบการอุตสาหกรรมในเดือนมีนาคม พบว่า ผู้ประกอบการมีความกังวลในประเด็นผลกระทบจาก  สถานการณ์ราคาน้ำมันมากที่สุด รองลงมา คือ สภาวะเศรษฐกิจโลก อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ สถานการณ์ทางการเมือง และอัตราแลกเปลี่ยน โดยมีความกังวลเพิ่มขึ้นในปัจจัยด้านสถานการณ์ราคาน้ำมัน สภาวะเศรษฐกิจโลก และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการ ที่มีต่อภาครัฐในเดือนนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีความเห็นสอดคล้องกันว่า รัฐบาลควรสร้างเสถียรภาพด้านการเมือง และออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเสริมการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศไทย และออกมาตรการควบคุมสินค้าด้อยคุณภาพที่นำเข้าจากต่างประเทศอย่างจริงจัง อีกทั้งหาแนวทางแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือในภาคอุตสาหกรรม รวมถึงชะลอการปรับราคา LPG ในภาคอุตสาหกรรมอีกด้วย

logo_modern

Written by reporter@mmthailand.com

April 20th, 2011 at 2:14 pm

Posted in News

ความต้องการบรรจุภัณฑ์พลาสติกชีวภาพคาดว่าจะสูงขึ้นถึง 884,000 ตัน

without comments

สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ได้นำข้อมูลจากรายงานของ Pira International มาแจ้งแก่ผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก ถึงความต้องการพลาสติกชีวภาพ ที่คาดว่าความต้องการบรรจุภัณฑ์พลาสติกชีวภาพทั่วโลกจะสูงขึ้นถึง 884,000 ตัน ภายในปี 2563 ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโต 24.9% ต่อปี จากปี 2553-2558 และลดลงเหลือ 18.3% ต่อปี ใน 5 ปีถัดไปจนถึงปี 2563

พลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) ที่กล่าวถึงในรายงานฉบับนี้ หมายถึงพลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (Biodegradable) และพลาสติกที่ย่อยสลายเป็นปุ๋ยได้ (Compostable) โดยอาจมาจากแหล่งวัตถุดิบที่ผลิตทดแทนได้ (Renewable resource) หรือผลิตทดแทนไม่ได้ก็ได้ นอกจากนั้นยังรวมถึงพลาสติกที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพแต่มาจากแหล่ง วัตถุดิบที่ผลิตทดแทนได้

ตามรายงานเปิดเผยว่า ตลาดบรรจุภัณฑ์มีแนวโน้มความต้องการบรรจุภัณฑ์ชีวภาพที่มาจากวัตถุที่ผลิตทดแทนได้และวัสดุยั่งยืนเพิ่มขึ้น จากเดิมที่มีความต้องการบรรจุภัณฑ์ที่มาจากพอลิเมอร์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพเท่านั้น

จากปี 2553 เป็นต้นมา เทคโนโลยีพลาสติกชีวภาพถูกคาดการณ์ว่าจะเข้ามาสู่เชิงพาณิชย์มากขึ้นโดย เฉพาะอย่างยิ่งพลาสติกชีวภาพที่ผลิตได้โดยตรงจากวัสดุธรรมชาติ เช่น บริษัท Braskem มีการผลิตพอลิเอทิลีน (PE) ที่มาจากธรรมชาติ โดยเอทิลีนสามารถผลิตได้จากอ้อย Pira คาดการณ์ว่า PE ที่มาจากธรรมชาตินี้จะมีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงถึง 1 ใน 4 ของบรรจุภัณฑ์พลาสติกชีวภาพทั้งหมดภายในปี 2563 ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีถึง 83% นอกจากนั้น Polyhydroxyalkanoate (PHA) ก็ถูกคาดการณ์ว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 41% อย่างไรก็ดี สำหรับความต้องการบรรจุภัณฑ์พลาสติกชีวภาพประเภทที่ผลิตจากแป้ง เซลลูโลส และพอลิเอสเทอร์ ถูกคาดว่าจะมีแนวโน้มลดลง

จากรายงานยังกล่าวอีกว่า เทคโนโลยีใหม่ ๆ เกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์พลาสติกชีวภาพจะเกิดขึ้นใน 10 ปีถัดจากนี้ หลายบริษัทได้มีการพัฒนาพลาสติกชีวภาพโดยใช้คาร์บอนไดออกไซด์เป็นวัตถุดิบ ซึ่งจะกลายเป็นพลาสติกที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับราคาต้นทุน ของพอลิเมอร์ตัวใหม่นี้

Written by reporter@mmthailand.com

April 19th, 2011 at 4:58 pm

Posted in News

อุตฯรื้อเกณฑ์ออกใบอนุญาตลดขั้นตอนธุรกิจรองรับเออีซี

without comments

นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงฯอยู่ระหว่างการเพิ่มประสิทธิภาพการออกใบอนุญาตโรงงาน โดยมีเป้าหมายให้กระทรวงฯ เป็นศูนย์กลางหรือหน่วยงานหลักในการออกใบอนุญาต โดยเฉพาะการลงทุนที่อาจมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนการทำธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี ช่วยให้การทำธุรกิจในไทยมีความสะดวกยิ่งขึ้น ขณะนี้ได้ตั้งคณะทำงานซึ่งมีตนเป็นประธาน เพื่อนำมาตรา 31 ของ พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 มาใช้ โดยมาตราดังกล่าวให้อำนาจในการกำหนดขั้นตอนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการออกใบอนุญาต แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยนำมาตรานี้มาใช้
reporterimages-19042011
ทั้งนี้ กระทรวงฯ จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือ เพื่อกำหนดแนวทางการออกใบอนุญาตโรงงาน เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทยสำนักคณะกรรมการอาหารและยาโดยคณะทำงานจะกำหนดแนวทางการออกใบอนุญาตให้ชัดเจน เพื่อนำมาใช้ร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมาตรา 31 กำหนดให้ยกเว้นเอกสารที่ต้องใช้และลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนที่อาจเป็นอุปสรรคในการออกใบอนุญาต เช่น การมอบอำนาจให้กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นผู้ตรวจสอบโรงงานเพื่อลดความซ้ำซ้อน
ทั้งนี้ การนำมาตรา 31 มาใช้ จะส่งผลให้ออกใบอนุญาตได้เร็วขึ้น โดยต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อยกเว้นเอกสารบางส่วนที่ไม่ต้องใช้และอาจหารือเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมอบอำนาจให้กระทรวงฯ เป็นผู้ตรวจโรงงานครั้งเดียว จากเดิมที่การลงทุนเกี่ยวข้องกับหน่วยงานใดต้องให้หน่วยงานนั้นๆ ร่วมตรวจสอบด้วย ซึ่งแนวทางนี้จะส่งผลให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม เป็นหน่วยงานหลักในการออกใบอนุญาตและผู้ประกอบการจะได้รับความสะดวกมากขึ้น

Written by reporter@mmthailand.com

April 19th, 2011 at 4:39 pm

Posted in News

สสว. จับมือ TMB และสภาผู้ส่งออกฯ เผยสถานการณ์ SMEs หลังภัยธรรมชาติ

without comments

สสว.จับมือ TMB และสภาผู้ส่งออกฯ เผยสถานการณ์ SMEs ต้น ปี 54 ยังคงดีขึ้นต่อเนื่องผลจากการส่งออกเพิ่มสูง โดยเฉพาะ ก.พ.54 ขยายตัวถึงร้อยละ 32.63 ส่วนการจัดตั้งกิจการใหม่และการสิ้นสภาพทำสถิติดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2549 ขณะที่ต้นทุนการผลิต อัตราดอกเบี้ย จะเป็นปัจจัยสำคัญของธุรกิจในปีนี้ ส่วนผลจากสึนามิญี่ปุ่น สงครามลิเบีย และน้ำท่วม 8 จังหวัดภาคใต้ อาจฉุดเศรษฐกิจประเทศโดยคาดการณ์ทั้งปี GDP SMEs ชะลอตัวอยู่ที่ร้อยละ 4.2

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยในงานรายงานสถานการณ์ SMEs รายไตรมาส เรื่อง “ผลกระทบและทางออก SMEs ไทย หลังเหตุการณ์ภัยพิบัติธรรมชาติ” จัดโดย สสว. ร่วมกับ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMB และสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สภาผู้ส่งออกฯ หรือ TNSC) ว่า สถานการณ์ SMEs ในช่วงต้นปี 2554 ยังคงมีแนวโน้มที่ดี เห็นได้จากการส่งออกของ SMEs ใน เดือนกุมภาพันธ์ 2554 มีมูลค่า 177,558.4 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกันเดือนเดียวกันของปีก่อนถึงร้อยละ 32.63 ซึ่งประเทศคู่ค้าหลักของ SMEs ไทย ได้แก่ ฮ่องกง สวิสเซอร์แลนด์ จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย และออสเตรเลีย สินค้าหลักของไทยที่ส่งออก ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ ยางและของที่ทำด้วยยาง พลาสติกและของที่ทำด้วยพลาสติก

“ไตรมาส 1 ของปี 2554 คาดว่าการส่งออกจะขยายเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 14.8 หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 474,256.6 ล้านบาท ขณะที่การส่งออกของ SMEs ในปี 2553 คิดเป็นมูลค่ารวม 1,753,804.3 ล้านบาท โดยที่ญี่ปุ่นยังคงเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของ SMEs ไทย ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกคิดเป็นร้อยละ 10.1 รอลงมาคือตลาดจีน และ ฮ่องกง ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกคิดเป็นร้อยละ 9.8 และ 9.5 ตามลำดับ” ผอ.สสว. กล่าว
ในด้านการจัดตั้งและสิ้นสภาพกิจการนิติบุคคลของ SMEs ใน ปี 2554 ในเดือนมกราคม และ กุมภาพันธ์ 2554 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้านับตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา พบว่า มีกิจการการจัดตั้งใหม่สูงสุด รวม 10,396 กิจการ ส่วนการยกเลิกกิจการ ก็นับว่ามีจำนวนต่ำสุด รวม 1,767 กิจการ ขณะที่ทั้งปี 2553 พบว่า มีกิจการจัดตั้งใหม่จำนวน 50,776 ราย โดยกิจการที่จัดตั้งใหม่สูงสุด 5 ลำดับแรก บริการนันทนาการ ก่อสร้างอาคารทั่วไป อสังหาริมทรัพย์ บริการด้านธุรกิจอื่น และธุรกิจให้คำปรึกษาด้านการบริหารจัดการ ส่วนการยกเลิกกิจการ มีจำนวน 16,004 ราย กิจการที่ยกเลิกสูงสุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ ก่อสร้างอาคารทั่วไป อสังหาริมทรัพย์ บริการด้านธุรกิจอื่น ตัวแทนการท่องเที่ยว ขายส่งเครื่องใช้ไฟฟ้า

สำหรับ SMEs ใน ภาคการค้าและบริการ เมื่อพิจารณาดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนและการจ้างงาน พบว่ามีแนวโน้มความเคลื่อนไหวสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน โดยดัชนีด้านการลงทุนจะอยู่ในระดับเหนือกว่าค่าฐานที่ 100 เล็กน้อย และดัชนีด้านการจ้างงานทรงตัวอยู่ในระดับค่าฐาน ซึ่งค่าดัชนีดังกล่าวปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ตั้งแต่ เดือน ธ.ค.53 - ม.ค.54 แต่ปรับตัวลดลงในเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม และปริมาณการผลิตปรับตัวลดลง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการ ยังคงมีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนและการจ้างงานในระดับที่ดีแม้จะอยู่ใน อัตราที่ลดลง

ในส่วนดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม SMEs ใน เดือนมกราคม 2554 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน พบว่า ดัชนีผลผลิตทั้งมูลค่าผลผลิตและมูลค่าเพิ่ม ดัชนีการส่งสินค้า และดัชนีอัตราการใช้กำลังการผลิต ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 96.76  117.78 120.78 และ 49.92 จากระดับ 96.48 114.39 120.38 และ 49.29 ตามลำดับ ขณะที่ดัชนีสินค้าสำเร็จรูปคงคลัง ดัชนีอัตราส่วนสินค้าสำเร็จรูปคงคลัง ดัชนีแรงงานในภาคอุตสาหกรรม และดัชนีผลิตภาพแรงงานอุตสาหกรรม ปรับตัวลดลง ซึ่งแสดงให้เห็นภาคการผลิตมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นรวมทั้งสินค้าที่ผลิตได้ สามารถกระจายไปในตลาดเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ดีผลจากภัยธรรมชาติ ทั้งการเกิดสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่น และน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ SMEs และเศรษฐกิจของประเทศ โดยการเกิดสึนามิญี่ปุ่น ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของ SMEs ไทย ในบางธุรกิจ ทำให้การผลิตอาจต้องหยุดชะงักในระยะสั้น เช่น กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ อิเลคทรอนิกส์ และกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าปริมาณนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นทั้งขาออกและขาเข้าประเทศไทยจะลดลง 100,000 คน ในด้านการนำเข้าสินค้าของ SMEs ไทย จากประเทศญี่ปุ่น ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะกลุ่มอาหาร พืชผักและปลาทะเล อย่างไรก็ดีในด้านการลงทุนจากญี่ปุ่นในประเทศไทย จะส่งผลดีในระยะยาว โดยเริ่มจากในปลายปีนี้ อาจจะเห็นธุรกิจที่เป็น SMEs ของญี่ปุ่น เข้ามาดำเนินกิจการในไทยมากขึ้น

ส่วนวิกฤติน้ำท่วมในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ นครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี ตรัง ชุมพร สงขลา กระบี่ พังงา ได้ส่งผลกระทบต่อ SMEs รวม 36,580 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในภาคการเกษตร ทั้งเพาะปลูกปาล์ม ยางพารา สวนผลไม้ การเพาะเลี้ยงกุ้ง ซึ่งได้รับความเสียหายคิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท รวมทั้งภาคการค้า และภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก ซึ่งเห็นได้จากนักท่องเที่ยวชาวไทยชะลอการจองห้องพักประมาณร้อยละ 80 คิดเป็นซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าความเสียหายประมาณ 800-900 ล้านบาท

“วิกฤติการณ์ ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะที่ประเทศญี่ปุ่นและสงครามที่ลิเบีย จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของโลกทั้งทางตรงและทางอ้อมรวมถึงประเทศไทยโดยเฉพาะ ภาคการส่งออก ซึ่งคาดว่า ในปี 2554 เศรษฐกิจประเทศจะขยายตัวในทิศทางที่ลดลง โดยอัตราการขยายตัวของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของประเทศ จะขยายตัวร้อยละ 4 ขณะที่ GDP SMEs จะขยายตัวร้อยละ 4.2 “ ผอ.สสว. กล่าว

นายสยาม ประสิทธิศิริกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMB กล่าว ว่า สถานการณ์และแนวโน้มต้นทุนการผลิตที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น จากราคาน้ำมัน วัตถุดิบ ค่าจ้างแรงงานและดอกเบี้ย เป็นหนึ่งปัจจัยเสี่ยงและอุปสรรคสำคัญของภาคธุรกิจไทยในปีนี้ โดยต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้นในแต่ละด้านจะส่งผลต่ออุตสาหกรรมภาคต่างๆในระดับ ที่แตกต่างกัน เช่น หากต้นทุนด้านพลังงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ก็จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตโดยรวมสูงขึ้นร้อยละ 2.2 ในด้านวัตถุดิบ หากมีการปรับตัวของราคาวัตถุดิบพื้นฐาน เช่น เหล็ก ซีเมนต์ และสินค้าเกษตร ก็จะส่งผลโดยตรงต่ออุตสาหกรรมที่จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบดังกล่าวในการผลิต และในด้านต้นทุนแรงงาน ก็ได้รับผลกระทบจากนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่ผ่านมา ทำให้ผู้ประกอบการ SMEsที่ใช้แรงงานด้อยฝีมือเป็นหลักมีต้นทุนสูงขึ้น

จากแรงกดดันทางด้านเงินเฟ้อในปีนี้ ทาง TMB ประเมิน ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นไปที่ระดับร้อยละ 3.25 ณ สิ้นปี ซึ่งจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นต้นทุนทางการเงินหลักของผู้ประกอบการ SMEs สูง ขึ้น ทั้งนี้เราพบว่า ผู้ประกอบการที่มีผลการดำเนินงานที่ดีต่อเนื่อง จะเป็นผู้ประกอบการที่มีการจัดการต้นทุนทางการเงินได้ดี โดยมีสัดส่วนภาระดอกเบี้ยต่อกำไรสุทธิที่ต่ำ ในทางกลับกัน ธุรกิจที่ประสบปัญหาต่อเนื่องนั้น มีสัดส่วนภาระดอกเบี้ยต่อกำไรที่สูงกว่าโดยเฉลี่ยถึง 4 เท่า ส่วนปัจจัยอื่นๆ เช่น สถานการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิในประเทศญี่ปุ่น นั้น นายสยามกล่าวว่า จะส่งผลกระทบต่อSMEsเพียงในระยะ สั้นและในบางอุตสาหกรรมเท่านั้น เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และท่องเที่ยว และสำหรับเหตุการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ ขณะนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคใต้ โดยมีภาคเกษตรที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และประมง ภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ เช่น เฟอร์นิเจอร์ไม้ การแปรรูปไม้ยางพารา ภาคบริการได้รับผลกระทบมากกว่าปีก่อน เนื่องจากหลายจังหวัดที่ถูกน้ำท่วมเป็นจังหวัดที่สร้างรายได้ท่องเที่ยวให้ กับภาคใต้ เช่น กระบี่ สตูล ภูเก็ต และพังงา  อย่างไรก็ดีการท่องเที่ยวในภาคใต้ มีแนวโน้มกลับมาฟื้นตัวในปลายไตรมาสที่ 3

ในมุมของ SMEs พบ ว่า จากปัจจัยต่างๆข้างต้นรวมถึงข้อจำกัดด้านการบริหารจัดการ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การขาดแคลนเงินทุน ตลอดจนการไม่ได้เป็นผู้ควบคุมราคาสินค้า สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนไหวที่ค่อนข้างสูงต่อความเสี่ยงด้านต้นทุนการผลิต ซึ่งจะส่งผลต่ออัตรากำไร (Margin) ที่อาจปรับลดลง อย่างไรก็ตาม TMB ประเมิน ว่า อุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดี ยังคงอยู่ในกลุ่มของอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตดีปานกลาง ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม การก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง และท่องเที่ยว ส่วนอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มต้องเผชิญกับปัญหาต้นทุนและการแข่งขันที่สูง ได้แก่ เครื่องประดับ และอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น เซรามิก เฟอร์นิเจอร์ไม้ เครื่องหนัง และเครื่องแต่งกาย

นางสาวกัญญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ กรรมการสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สภาผู้ส่งออกฯ) กล่าวว่า ก่อนสถานการณ์สินามิในเดือนมีนาคม การส่งออก-นำเข้า ระหว่าง ไทยและญี่ปุ่น มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องนับแต่ปลายปี 2553 เป็นต้น มา อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่ทราบตัวเลขอย่างแน่ชัดในขณะนี้ แต่เชื่อว่ามูลค่าการส่งออก-นำเข้า ระหว่าง ไทยและญี่ปุ่น จะลดลงในช่วง 2-3 เดือน ข้างหน้า ซึ่งเป็นผลกระทบจากการขาดแคลนไฟฟ้าย่อมทำให้กำลังการผลิตของญี่ปุ่นลดลงใน ระยะแรก แต่เมื่อญี่ปุ่นสามารถนำเข้าน้ำมันดีเซลและน้ำมันเตาเข้าไปชดเชยได้มากขึ้น เชื่อว่ากำลังการผลิตจะเริ่มใกล้เคียงกับปกติภายใน 3 เดือนข้างหน้า

สินค้าที่ได้รับผลกระทบทางตรงมากที่สุด ประกอบไปด้วย กลุ่มยานยนต์ เครื่องจักรกล เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เหล็กและเหล็กกล้า เคมีภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์พลาสติก เนื่องจากมีการส่งออก-นำเข้าวัตถุดิบและส่วนประกอบระหว่างกันเป็นจำนวนมาก และเมื่อสภาพการผลิตและความต้องการสินค้าชะงักงัน ย่อมส่งผลกระทบต่อการผลิตและการวางแผนในกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องของผู้ประกอบการไทย

สำหรับสินค้าอาหารของไทยอาจได้รับผลกระทบเชิงบวกจากคำสั่งซื้อที่มากขึ้น และการต่อรองราคาที่ไม่มากเท่าสถานการณ์ปกติ ส่วนสินค้าทั่วไป (นอกเหนือไปจากอาหาร) จากความกังวลด้านความปลอดภัยของสินค้าญี่ปุ่น จะทำให้ การบริโภคสินค้าที่ผลิตในญี่ปุ่นลดลงในระยะแรก ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมีผู้ผลิตในประเทศอื่นๆ ที่สามารถผลิตสินค้าประเภทเดียวกัน เพื่อรองรับความต้องการได้อย่างเพียงพอ ดังนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นจึงอาจส่งผลกระทบในทางจิตวิทยาให้มีการปรับราคา สินค้าสำเร็จรูปขึ้นบ้างเล็กน้อย แต่ในส่วนของวัตถุดิบสำหรับการผลิตบางรายการอาจมีการปรับราคาลง เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับยอดขายสินค้าสำเร็จรูปที่ลดลง

สินค้าที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมอาจเป็นวัตถุดิบบางรายการ อาทิ ยางพารา ที่ส่งไปยังประเทศจีน เพื่อผลิตเป็นสินค้า อาทิ ยางรถยนต์ และส่งต่อไปยังประเทศญี่ปุ่น เพื่อประกอบและส่งขายในตลาดโลกในระยะยาว ภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นจะเริ่มเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น เพื่อกระจายความเสี่ยงจากปัญหาแผ่นดินไหวภายในประเทศ เนื่องจากประเทศไทยมีความพร้อมในการรองรับการลงทุนในเทคโนโลยีระดับสูงมาก กว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาค

ในส่วนของผู้ประกอบการไทยเอง จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงทางการค้า โดยการสร้างแผนสำรองหรือทางเลือกทางการตลาด แหล่งวัตถุดิบ รวมถึงช่องทางการชำระเงินระหว่างประเทศ เพื่อลดความเสี่ยง และทำให้การทำธุรกิจสามารถเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง และจากกรณีกัมมันตภาพรังสี ซึ่งทำให้หลายฝ่ายมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของสินค้าจากญี่ปุ่นและมี การแบนสินค้าหลายรายการ ถือเป็นประสบการณ์ และตัวอย่างที่สำคัญของผู้ประกอบการไทย ที่ต้องเตรียมรับมือ เพื่อมิให้สินค้าที่อยู่ในตลาดเดิมได้รับผลกระทบตามไปด้วย

ท้ายที่สุดคือข้อกังวลด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว ซึ่งผลกระทบจากการรั่วไหลของกัมมันตรังสีของโรงไฟฟ้า ได้ส่งผลให้การต่อต้านในประเทศไทยมีมากขึ้น และหากไม่สามารถพัฒนาแหล่งผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอในอนาคตอันใกล้ จะทำให้เป็นข้อจำกัดสำคัญของภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนจากต่างประเทศ

Written by reporter@mmthailand.com

April 18th, 2011 at 3:45 pm

Posted in News

บอร์ดบีโอไออนุมัติ 12 โครงการ 2.6 หมื่นล้านบาท เน้นอุตฯพลังงาน - ชิ้นส่วนยานยนต์

without comments

ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน อนุมัติส่งเสริมลงทุน 26,956.6 ล้านบาท 12 โครงการ สหฟาร์มขยายกิจการแปรรูปอาหารรับกระแสความต้องการอาหารโลก ด้านเอ็มเอ็มทีเอช เอ็นจิ้น ลงทุนผลิตชิ้นส่วนตัวถังรถบรรทุกขนาดหนึ่งตัน ขณะที่อุตสาหกรรมพลังงาน เดินหนาผลิตไฟฟาใชเองในประเทศ
reporterchaivot-18042011
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน รัฐมนตรีวาการกระทรวงอุตสาหกรรม เปดเผยวา ที่ ประชุมคณะกรรมการสงเสริมการลงทุน (บอรดบีโอไอ) ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเปนประธาน ไดอนุมัติสงเสริมการลงทุน 12 โครงการ มูลคาเงินลงทุนรวม 26,956.6 ลานบาท ประกอบดวย
1.บริษัท ฟูด ฟอร เดอะ เวิลด จํากัด บริษัทในเครือสหฟารม ไดรบการสงเสริมการลงทุนขยายกิจการผลิตอาหารสําเร็จรูปจากเนื้อสัตวแชแข็ง เงินลงทุนทั้งสิ้น 1,939.8 ลานบาท โดยเปนการนําเนื้อไก่บางสวนจากโครงการเลี้ยงไกเนื้อมาแปรรูปเปนอาหารปรุงสุกประเภท ทอด อบ นึ่ง แลวนํามาแชแข็งกอนสงออกไปจําหนายยังตางประเทศทั้งสิ้น เชน ยุโรป ญี่ปุน และเวียดนาม กําลังการผลิตปละประมาณ 41,250 ตัน รองรับอัตราการบริโภคไกเนื้อที่เพิ่มขึ้น
2.บริษัท ไทยบริดจสโตน จํากัด ไดรับการสงเสริมการลงทุนผลิตยางเรเดียล ( Radial Tyre ) เงินลงทุนทั้งสิ้น 7,750 ล้านนบาท เปนการผลิตยางเรเดียล สําหรับรถยนตนั่ง รถปคอัพ สงออกไปตางประเทศ ทั้งสิ้น เชน เอเชีย ออสเตรเลีย ยุโรป และอเมริกา โครงการนี้จะใชวัตถุดิบในประเทศประเภท ยางแทง มูลคา 1,136.3 ลานบาทตอป เกิดการจางแรงงานไทย 737 คน กําลังการผลิตปละประมาณ 4,733,100 เสน
3.บริษัท อาซาฮี คาเซอิ สปนบอนด ( ประเทศไทย ) จํากัด ไดรับการสงเสริมการลงทุนผลิต NON -WOVEN FABRIC กํกำลังการผลิตปละประมาณ 17,200 ตัน เงินลงทุนทั้งสิ้น 1,690 ลานบาท โดย NON - WOVEN FABRIC หรือวัตถุดิบสําหรับใชผลิต ผาออมสําเร็จรูป และผาอนามัย มีคุณสมบัติในการปองกันการไหลซึมของน้ํา มีความเหนียวทนตอแรงฉีกขาด
4.Mr. Hiroshi Joichi ไดรับการสงเสริมการลงทุนผลิตเครื่องยนตดีเซลสําหรับเครื่องจักรกลการเกษตร เปนเครื่องยนตดีเซล 4 จังหวะในรุนขนาด 20.2 – 44.0 กิโลวัตต หรือ 27-60 แรงมา ที่เหมาะสมกับสภาพถูมอากาศในประเทศไทยชวยเพิมประสิทธิภาพการทําการเกษตร กําลังการผลิตปละ 120,000 ชุด
เครื่องยนตที่จะผลิตนี้ยังไมมีการผลิตในประเทศ เงินลงทุนทั้งสิ้น 4,139 ลานบาท โครงการนี้จะเปนการผลิตเพื่อปอนใหผูผลิตเครื่องจักรกลทางการเกษตรในประเทศไทย
5.บริษัท เอ็มเอ็มทีเอช เอ็นจิ้น จํากัด ไดรบการสงเสริมการลงทุนผลิตชิ้นสวนตัวถังสําหรับยานพาหนะ เชน โครงตัวถังดานขาง ( Panel Side Outer ) และพืนรถดานหนา ( Panel Front Floor ) ซึ่งเปนชิ้นสวนในการผลิตรถบรรทุกขนาดหนึ่งตัน มีกําลังการผลิตปละประมาณ 2,236,000 ชิ้น เงินลงทุนทั้งสิ้น 1,126.7 ลานบาท
6.บริษัท อยุธยากลาส อินดัสทรี จํากัด ไดรับการสงเสริมการลงทุนขยายกิจการผลิตขวดแกวปละประมาณ 115,200 ตัน หรือประมาณ 540,000,000 ขวด เงินลงทุนทั้งสิ้น 1,400 ลานบาท โดยขวดแกวตามโครงการนี้ จะผลิตเพื่อใชบรรจุ เครื่องดื่มประเภทตาง ๆ เชน เครื่องดื่มเกลือแร น้ําอัดลม น้ําดื่ม หรือโซดา ขนาด 150 - 400 ซี.ซี. รอยละ 80 เปนการจําหนายในประเทศ ใหกับผูผลิตเครื่องดื่มประเภทตาง ๆ
7.บริษัท กําแพงเพชร ไบโอเอนเนอยี่ จํากัด ไดรับการสงเสริมการลงทุนผลิตไฟฟาจากชานออยขนาด 36 เมกกะวัตต และไอน้ํา 450 ตัวตอชั่วโมง เงินลงทุนทั้งสิ้น 2,035 ลานบาท โครงการนี้จะใชชานออยประมาณ 626,400 ตันตอป จําหนายไฟฟาใหการไฟฟาสวนภูมิภาค 8 เมกกะวัตต ซึ่งที่เหลือจําหนายให้บริษัทในเครือ
8.บริษัท มุงเจริญ ไบโอแมส จํากัด ไดรับการสงเสริมการลงทุนผลิตไฟฟาจากเชื้อเพลิงชีวมวล ขนาด 17 เมกะวัตต ขนาดการลงทุนทั้งสิ้น 1,110.4 ลานบาท โครงการนี้จะใชวตถุดิบในประเทศทั้งสิ้น เชน แกลบประมาณ 80,300 ตันตอป เศษไมสับและเปลือกไม ประมาณ 53,500 ตันตอป มาเปนเชื้อเพลิงผลิตไฟฟา จําหนายไฟฟาใหกับการไฟฟาฝายผลิตแหงประเทศไทย 15.5 เมกะวัตต สวนที่เหลือใชเองในโรงไฟฟา
9.บริษัท เชียงราย โซลาร จํากัด ไดรับการสงเสริมการลงทุนผลิตไฟฟา 8 เมกะวัตต เงินลงทุนทั้งสิ้น 1,076 ลานบาท โครงการนี้จะใชพนที่ประมาณ 200 ไร ติดตั้งแผงเซลลแสงอาทิตย ทําหนาที่ผลิตไฟฟากระแสตรงจากพลังงานแสงอาทิตยแปลงเปนไฟฟากระแสสลับแรงดัน 380 โวลท แลวแปลงเปนกระแสไฟฟาสลับแรงดัน 22,000 โวลท เพื่อเชื่อมตอเขากับระบบสายสงของการไฟฟาสวนภูมิภาค
10.นางสาวลักษมี ปยะสมบัติกุล ผลิตแผนชิ้นไมอัดปารติเกิลบอรด (Particle Board) ชนิดเปลือย และชนิดปดผิว เพื่อใชในอุตสาหกรรมผลิตเฟอรนเิ จอรและอุตสาหกรรมกอสราง โครงการนี้จะใชวัตถุดิบประเภทเศษไม เชน ไมยางพารา ไมมะมวง และไมทุเรียน กําลังการผลิตปละประมาณ 350,000 ลูกบาศก์เมตร เงินลงทุนทั้งสิ้น 1,250 ลานบาท ตั่งอยูที่ อ.เมืองตรัง จ.ตรัง
11.บริษัท เอช-วัน พารทส ศรีราชา จํากัด ผลิตชิ้นสวนโลหะสําหรับรถยนตประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล (อีโคคาร) เชน CROSS MEMBER,PILLAR,WHEEL HOUSE,SIDE FRAME และ REAR FRAME เปนตน กําลังการผลิตปละประมาณ 1,530,000 ชิ้น เงินลงทุนทั้งสิ้น 1,245.1 ลานบาท ตั้งอยูที่ นิคมอุตสาหกรรมปนทอง จ.ชลบุรี
12. MR.MAKOTO SHIBUYA ผลิต STEEL TIRE CORD ซึ่งเปนเสนลวดทีนามาควั่นเกลียวรวมกัน เพื่อใชในการผลิตยางรถยนตเพื่อเสริมความแข็งแรง กําลังการผลิตปละประมาณ 32,400 ตัน และผลิต BRASS PLATED STEEL ซึ่งเปนการนําเสนลวดมาดึงขั้นตนเพื่อลดขนาดและชุบเคลือบผิว เพื่อจะผลิตเปน STEEL TIRE CORD ตอไป โดยจะมีกําลังการผลิตปละประมาณ 3,600 ตัน เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 2,194.6 ลานบาท ตั้งอยูที่ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จ.ระยอง

Written by reporter@mmthailand.com

April 18th, 2011 at 2:18 pm

Posted in News

บีโอไอรุกอุตสาหกรรมต่างจังหวัด แจงข้อมูล-กระตุ้นลงทุนธุรกิจเอสเอ็มอี

without comments

บีโอไอจัดสัมมนาใหญ่ แจงข้อมูลและสิทธิประโยชน์กระตุ้นการลงทุนกลุ่มเอสเอ็มอี และพลังงานทดแทนเพื่อสร้างความเข้าใจนักธุรกิจ ที่จังหวัดนครพนม ด้าน ผอ.ศูนย์บีโอไอขอนแก่นยันศักยภาพด้านเกษตร และความพร้อมด้านคมนาคมหนุนการลงทุนในพื้นที่เพิ่มขึ้นเตรียมเปิดคลีนิกอุตสาหกรรม รับคํากรอกขอรับส่งเสริมการลงทุนแบบตัวต่อตัว หวังอํานวยความสะดวกนักธุรกิจถึงประตูบ้าน

นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอได้มอบให้ศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 3 (บีโอไอขอนแก่น) ซึ่งดูแลพื้นที่รับผิดชอบในส่วนของ 11 จังหวัดภาคอีสานตอนบน จัดสัมมนา เรื่อง “ลงทุนอยาง SMEs หรือพลังงานทดแทน : ทําอยางไรให้คุ้มค่า” ในวันที่29 มีนาคม 2554 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมนครพนม ริเวอร์วิว จังหวัดนครพนม เพื่อเผยแพร่นโยบายส่งเสริมการลงทุนและการใช้สิทธิประโยชน์ ด้านการลงทุนจากบีโอไอ โดยเฉพาะการให้ความรู้และความเข้าใจกับ การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ซึ่งลาสุด บีโอไอ ได้ปรับปรุงและเพิ่มประเภทส่งเสริมการลงทุนจาก 10 ประเภทกิจการ เป็น 57 ประเภทกิจการ พร้อมกับจะเปิดรับฟังปัญหา อุปสรรคด้านการลงทุน เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศในการลงทุนในพื้นที่เพิ่มขึ้น

“ปี2554 นี้ บีโอไอมีเป้าหมายในการสร้างความรู้และความเข้าใจให้กับผู้ประกอบการในกลุ่มเอสเอ็มอีกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ โดยตรงเพื่อให้ตระหนักถึงความสําคัญของการขอรับสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยยกระดับ และพัฒนาศักยภาพของเอสเอ็มอีไทยให้มีขีดความสามารถทางการแข่งขันเพิ่มขึ้น”เลขาธิการบีโอไอ กล่าว

นางสาวรัตนวิมล นารีศุกรีเขตร ผู้อำนวยการศูนย์ฯ บีโอไอขอนแก่น กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาในพื้นที่ภาคอีสานตอนบน มีโครงการระดับ เอสเอ็มอี ที่ได้รับการอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ รวมทั้งสิ้น 17 โครงการ เงินลงทุน 763 ล้านบาท ก่อให้เกิดการจ้างงานกว่า 752 คน
ทั้งนี้ จังหวัดนครพนมเป็นหนึ่งจังหวัดเป้าหมายของบีโอไอในการมุ่งส่งเสริมให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้นทั้งในรูปแบบของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อาทิ กลุ่มพลังงานทดแทน รวมถึงการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเอสเอ็มอี เนื่องจากพื้นที่มีความพร้อมในด้านต่างๆ ด้านแรงงาน และเป็นพื้นที่เกษตรกรรม มีพืชผลทางการเกษตรสําคัญ ได้แก่ ข้าว ยางพารา ยาสูบ สับปะรด และมันสําปะหลัง สามารถเป็นวัตถุดิบสําคัญเพื่อป้อนให้กับการลงทุนในอุตสาหกรรมการเกษตรและผลิตผลทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ ผลิตอาหารสัตว์ ผลิตหรือถนอมอาหาร เป็นต้น

ในขณะเดียวกัน ยังเป็นจังหวัดที่เป็นที่ตั้งของสะพานเชื่อมโยงไทย-ลาว แห่งที่ 3 และมีเส้นทางหมายเลข 12 สามารถเชื่อมโยงไปจนถึงเมืองกวางมิงท์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ด้วยระยะทางเพียง310 กิโลเมตร ซึ่งจะมีโอกาสสูงสําหรับการเป็นจังหวัดสําคัญของการคมนาคมขนสงระหวางประเทศเพื่อนบ้าน

“จังหวัดนครพนม มีโอกาสสําหรับการลงทุนทั้งในรูปแบบของการลงทุนขนาดใหญ ซึ่งล่าสุดมีการลงทุนของโรงงานผลิตไฟฟ้าและไอน้ำ มูลค่ากว่า 750 ล้านบาท พร้อมกันนี้ยังเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพในการลงทุนรูปแบบของเอสเอ็มอี โดยใช้ศักยภาพของผลิตผลทางการเกษตรในพื้นที่ และฝีมือการผลิตผลิตภัณฑพื้นบ้านเพื่อจําหน่ายในประเทศ และส่งออก อย่างไรก็ตามจากปัจจัยทั้งด้านปัญหาการเมือง ค่าครองชีพ และการปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ํา ทําให้การลงทุนในรูปแบบเอสเอ็มอีเกิดขึ้นได้ยาก ทั้งนี้ เชื่อว่าการจัดสัมมนาครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะช่วยให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง กระตุ้นให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้นในอนาคตได้”  ผอ.ศูนย์บีโอไอขอนแก่น กล่าว
นางสาวรัตนวิมล กล่าวว่า กิจกรรมในครั้งนี้ นอกจากการให้ข้อมูลด้านนโยบายและหลักเกณฑ์การขอรับการส่งเสริมจากบีโอไอแล้ว บีโอไอขอนแก่นยังจะจัดให้มีคลินิกอุตสาหกรรม ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสามารถกรอกข้อมูลเพื่อยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนได้โดยตรงอีกด้วย

Written by reporter@mmthailand.com

April 8th, 2011 at 2:40 pm

Posted in News

ปตท. คว้ารางวัล ปั๊มคุณภาพ ปลอดภัย น่าใช้บริการ มากที่สุดในประเทศ ต่อเนื่องปีที่ 3

without comments

นายสรัญ รังคสิริ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่การตลาดขายปลีก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท. มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานสูงสุด และดูแลประสิทธิภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนองความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้บริโภค ล่าสุด สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สามารถคว้ารางวัล “ปั๊มคุณภาพ ปลอดภัย น่าใช้บริการ” ประจำปี 2553 จากกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน จำนวนทั้งสิ้น 441 แห่ง  นับเป็นจำนวนมากที่สุดของประเทศ จากสถานีบริการน้ำมันที่ได้รับรางวัลทั้งสิ้น 744 แห่ง นอกจากนั้นยังได้รับมอบถ้วยรางวัลพิเศษสำหรับสถานีบริการน้ำมันที่สามารถรักษาระดับเหรียญทองติดต่อกัน 3 ปีซ้อน ซึ่งมีสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ได้รับรางวัลนี้ถึง 49 แห่ง

reporter-pttmodern-08042011

สำหรับหลักเกณฑ์การตรวจประเมินและการรับรองมาตรฐานของกรมธุรกิจพลังงาน แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ ระบบควบคุมคุณภาพน้ำมัน ระบบควบคุมความปลอดภัย ระบบควบคุมความสะอาด สุขอนามัยและมาตรฐานการบริการ และการประชาสัมพันธ์รณรงค์ไม่ดื่มและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานีบริการน้ำมัน โดยจากผลการพิจารณาในครั้งนี้ สถานีบริการน้ำมัน ปตท.ทั้ง 441 แห่ง สามารถคว้ารางวัลเหรียญทองระดับ 5 ดาว ได้จำนวน 201 แห่ง รางวัลเหรียญเงิน 159 แห่ง และรางวัลเหรียญทองแดง 81 แห่ง   เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 169 แห่ง  แสดงให้เห็นการพัฒนาและรักษามาตรฐานของสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ได้เป็นอย่างดี

นายสรัญ กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมา ปตท. ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคให้เป็นบริษัทที่มียอดจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศสูงสุดเป็นอันดับ 1 ติดต่อกันเป็นปีที่ 18 และยังได้รับการยอมรับจากผลโหวตของนิตยสารชั้นนำต่างๆ อาทิ ผู้อ่านนิตยสาร BrandAge โหวตให้สถานีบริการน้ำมัน ปตท. เป็น “สถานีบริการน้ำมันที่ผู้บริโภคให้ความเชื่อถือและรู้สึกว่าน่าซื้อน่าใช้ที่สุด (Thailand’s Most Admired Brand) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8  รวมถึงรางวัล “Trusted Brand” จากนิตยสารรีดเดอร์ไดเจสท์ ที่ ปตท. ได้รับต่อเนื่องตลอด 10 ปีที่ผ่านมา นับเป็นความภาคภูมิใจของ ปตท. บริษัทพลังงานของคนไทย และเป็นเครื่องยืนยันในมาตรฐานการบริการ และคุณภาพผลิตภัณฑ์ ของ ปตท. ได้เป็นอย่างดี สอดคล้องกับนโยบายของ ปตท. ในปี 2554  ซึ่งจะเป็นการต่อยอดความสำเร็จของ “PTT Life Station สถานีเติมความสุข” บนแนวคิด Because Life is Different เพราะทุกชีวิตมีความแตกต่าง โดยเน้นการผสมผสานระหว่างธุรกิจน้ำมันและธุรกิจค้าปลีกในสถานีบริการอย่างลงตัว นอกจากนี้ ยังจะมีการลงทุนสร้างสถานีบริการใหม่ด้วยรูปแบบที่เป็นมาตรฐาน แต่หลากหลายด้วยสินค้าและบริการ เพื่อให้สามารถให้บริการแก่ผู้บริโภคได้อย่างครบถ้วน

Written by reporter@mmthailand.com

April 8th, 2011 at 10:54 am

Posted in News