Archive for May, 2011
ปตท. เผยสถานการณ์ราคาน้ำมันประจำสัปดาห์ และแนวโน้ม ในสัปดาห์นี้ ที่ 30 พ.ค. – 3 มิ.ย. 54
ฝ่ายบริหารความเสี่ยงราคาและวิเคราะห์ตลาดต่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) รายงานถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันว่า ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยสัปดาห์ที่ 23-27 พ.ค. 54 น้ำมันดิบดูไบ (Dubai) อยู่ที่ระดับ 106.60 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 0.12 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) อยู่ที่ 113.53 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.76 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล และน้ำมันดิบเวสท์เท็กซัส (WTI) อยู่ที่ 99.89 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.43 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ในส่วนของน้ำมันเบนซินราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 120.13 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.75 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล และน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 124.29 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.28 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล โดยปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา ได้แก่
(ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่มีผลในเชิงบวก) เกาหลีใต้กลั่นน้ำมันในเดือน เม.ย. 54 เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 12.4% อยู่ที่ระดับ 2.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน
(ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่มีผลในเชิงบวก) Abu Dhabi National Oil Co. บริษัทน้ำมันแห่งชาติของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ของ OPEC ลดปริมาณส่งมอบน้ำมันดิบ Murban เดือน ก.ค. 54 ลง 10% จากสัญญาขายแบบเทอม (เดือน มิ.ย. 54 ลด 5%)
(ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่มีผลในเชิงบวก) European Air traffic รายงานสายการบินในยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุโรปเหนือ จำนวนกว่า 1,000 เที่ยวบิน เริ่มกลับมาดำเนินการภายหลังทัศนะวิสัยจากเถ้าควันของภูเขาไฟ Grimsvotn คลี่คลาย
(ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่มีผลในเชิงบวก) การก่อการร้ายในปากีสถาน เพื่อแก้แค้นให้นาย Osama bin Laden เพิ่มระดับความรุนแรง ล่าสุดเหตุการณ์ไม่สงบในกลุ่ม MENA ยังยืดเยื้อ อาทิ ลิเบีย เยเมน และซีเรีย โดยเฉพาะในเยเมน การปะทะกันระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายต่อต้านมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 คน และบาดเจ็บกว่า 120 คน
(ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่มีผลในเชิงลบ) สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (Energy Information Administration หรือ EIA) รายงานปริมาณสำรองน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 20 พ.ค. 54 เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 0.6 ล้านบาร์เรล อยู่ที่ 370.9 ล้านบาร์เรล และ Gasoline อยู่ที่ 209.7 ล้านบาร์เรล (+3.8 ล้านบาร์เรล) อย่างไรก็ตาม Distillate อยู่ที่ 141.1 ล้านบาร์เรล (-2 ล้านบาร์เรล)
(ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่มีผลในเชิงลบ) กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ รายงานอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ไตรมาส 1/54 (ครั้งที่ 2) อยู่ที่ 1.8% ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 2.2%
(ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่มีผลในเชิงลบ) เศรษฐกิจยุโรปยังเปราะบางโดย Standard and Poor’s ประกาศปรับลดระดับความน่าเชื่อถือของอิตาลี จาก มีเสถียรภาพ ลงสู่ ทางลบ และ Fitch Ratings เตือนอาจลดระดับความน่าเชื่อถือของเบลเยียม
(ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่มีผลในเชิงลบ) The National Association of Realtors ของสหรัฐฯ รายงานยอดขายบ้านที่รอดำเนินการ (Pending Home Sales) ในเดือน เม.ย. 54 ลดลงจากเดือนก่อน 11.6% อยู่ที่ระดับ 81.9% ตกต่ำที่สุดในรอบ 7 เดือน
(ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่มีผลในเชิงลบ) กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ รายงานจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 21 พ.ค. 54 เพิ่มขึ้น 14,000 ราย (W-O-W) อยู่ที่ 424,000 ราย สูงกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 400,000 ราย
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์นี้คาดว่า ราคาน้ำมันดิบ WTI และ Brent เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 95-105 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล และ 110-119 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ตามลำดับ ราคาน้ำมันดิบยังคงปรับตัวขึ้นลงรายวันตามข่าวที่ส่งผลต่อปัจจัยพื้นฐาน และปัจจัยทางความรู้สึก โดยโรงกลั่นน้ำมันในภูมิภาคเอเชียที่ปิดซ่อมบำรุงในไตรมาส 2/54 จะทยอยกลับมาดำเนินการผลิตในเดือน มิ.ย.54 ปริมาณประมาณ 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทั้งนี้ ความต้องการนำเข้าน้ำมันของเอเชียเหนือมีแนวโน้มสูงขึ้นจากค่าการกลั่นที่ แข็งแกร่ง และสถานการณ์ความไม่สงบในกลุ่ม MENA ยังยืดเยื้อทำให้ตลาดกังวลว่าอุปทานน้ำมันอาจตึงตัว และผลการประชุมระดับผู้นำของกลุ่ม G-8 ที่ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 26-27 พ.ค. 2554 มีมติร่วมมือในการสร้างสมทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง อาทิ ให้ความช่วยเหลือทางการเงินผ่านทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แก่กลุ่มประเทศอาหรับที่กำลังอยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนขั้ว อำนาจทางการเมือง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังวิตกกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศในสหภาพยุโรปอาจชะลอการ ฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก อาทิ ปัญหาหนี้สาธารณะของกรีซ นอกจากนี้เหตุการณ์แผ่นดินไหวในญี่ปุ่นส่งผลให้โรงงานผลิตรถยนต์ อาทิ ฮอนด้า และโตโยต้า มียอดการผลิตยานยนต์ทั่วโลกในเดือน เม.ย. 54 ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณ 53% และ 16% ตามลำดับ ให้จับตามอง สถิติที่จะบ่งชี้แนวโน้มภาวะเศรษฐกิจของผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ของโลก อาทิ GDP ไตรมาส 1 ของจีนที่จะประกาศในสัปดาห์นี้
บีโอไอนำทัพธุรกิจไทยเยือน3เมืองใหญ่ของพม่า สร้างเครือข่ายธุรกิจกลุ่มเกษตร ประมง ท่าเรือ

เอสวีโอเอจัดกิจกรรมสินค้าในงานคอมมาร์ตซีมาร์ต 2011
เมื่อเร็ว ๆนี้ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายคอมพิวเตอร์ SVOA ได้เข้าร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ ในการจัดงาน “คอมมาร์ต ซีมาร์ต ไทยแลนด์ 2011” งานแสดงสินค้าไอทีและคอนซูเมอร์อิเลคทรอนิกส์ระดับชาติ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายในงาน เอสวีโอเอ ได้นำสินค้าคอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊กและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์อีกมากมาย อาทิ Mainboard, RAM, CPU, Harddisk, มอนิเตอร์ ทุกรุ่น มาจัดโปรโมชั่นสุดพิเศษ ทำให้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าและผู้เข้าชมงานทั่วไปเป็นจำนวนมาก

สศอ. เผยดัชนีอุตฯ เม.ย. ติดลบ 7.81% ยานยนต์,ฮาร์ดดิส ฉุด
สศอ.เผย สึนามิญี่ปุ่นเริ่มกระทบภาคอุตฯ ยานยนต์ ผลิตลดลง 50% ขณะที่ฮาร์ดดิส ยังซบเซา ส่งผลดัชนีอุตฯเม.ย.-7.81% อัตราการใช้กำลังการผลิตแผ่ว 54.6%
นางสุทธินีย์ พู่ผกา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า วิกฤตคลื่นยักษ์ถล่มประเทศญี่ปุ่น เริ่มส่งผลกระทบต่อดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนเมษายน 2554 ซึ่งลดลง -7.81% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 54.6% อุตสาหกรรมที่ทำให้ MPI ติดลบที่สำคัญได้แก่ การผลิตยานยนต์ Hard Disk Drive เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อาหาร เป็นต้น
การผลิตรถยนต์ เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การผลิตและการจำหน่าย ลดลง 27.8% และ 17.2% ตามลำดับ สาเหตุสำคัญเนื่องจากบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศญี่ปุ่นได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวและสึนามิ ทำให้ไม่สามารถส่งชิ้นส่วนสำคัญที่ใช้เทคโนโลยีสูงจากบริษัทแม่ในประเทศญี่ปุ่นให้ได้ ส่งผลให้ผู้ผลิตของไทยที่นำเข้าชิ้นส่วนเพื่อทำการผลิตประสบปัญหา ทำให้มีการปรับแผนการผลิตลดลง โดยในเดือนเมษายนปีนี้ บางบริษัททำการผลิตเพียง 17 วัน
การผลิต Hard disk drive เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พบว่าการผลิตและจำหน่ายลดลง 16.8% และ 13.3% ตามลำดับ เนื่องจากในปีก่อนหลังผ่านวิกฤตเศรษฐกิจ มีความต้องการสินค้าในตลาดโลกสูง จึงมีการเร่งผลิตอย่างต่อเนื่อง แต่ในปัจจุบันความต้องการใช้เริ่มทรงตัว ประกอบกับปัจจุบัน มีเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์ใหม่มีมากขึ้น สินค้าทดแทนเช่น Solid State Drive (SSD) คือ ฮาร์ดดิสที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ไขจุดอ่อนของรุ่นเดิม เพิ่มความจุให้มากขึ้น และใช้พลังงานน้อยมีความทนทานต่อแรงกระแทก น้ำหนักเบา หรือการปรับเปลี่ยนไปใช้ Cloud Computing คือ ซอฟต์แวร์ในการบริหารจัดการประสิทธิภาพเครื่องคอมพิวเตอร์ให้สูงขึ้นโดยวิธีการประมวลผลที่อิงกับความต้องการของผู้ใช้ และผู้ใช้สามารถระบุความต้องการไปยังซอฟต์แวร์ของระบบ
การผลิตอาหาร เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การผลิตและการจำหน่ายโดยรวมลดลง 4.6% และ 6.6%ตามลำดับ เป็นผลมาจากกุ้งแช่แข็งมีการผลิตลดลงมาก เนื่องจากปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ทำให้ปริมาณกุ้งลดลงและราคาปรับตัวสูงขึ้น ผู้ประกอบการจึงทำการผลิตไม่ได้ตามปกติ
นอกจากนี้ นางสุทธินีย์ ได้สรุปตัวเลข MPI เดือนเมษายน 2554 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน เป็นดังนี้ ดัชนีผลผลิต (มูลค่าเพิ่ม) อยู่ที่ระดับ 165.89 ลดลง -7.81% จากระดับ 179.95 ดัชนีการส่งสินค้า อยู่ที่ระดับ 162.72 ลดลง -7.25% จากระดับ 175.44 ดัชนีสินค้าสำเร็จรูปคงคลัง อยู่ที่ระดับ 182.23 เพิ่มขึ้น 1.71%
โตโยต้า มั่นใจ ตลาดรวมถึง 750,000 คัน พร้อมตั้งเป้าสร้างยอดขายโตโยต้าบรรลุสถิติเดิมที่ระดับ 300,000 คัน
มร.เคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ประเมินตลาดรถยนต์รวมปี 2553 คาดอาจสูงถึง 750,000 คัน พร้อมตั้งเป้าหมายการขายของตลาดรถยนต์ของโตโยต้าให้ได้ในระดับ 300,000 คัน และรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดที่มากกว่า 40%
มร.ทานะดะ กล่าวว่า “ตลาดรถยนต์ในปีนี้มีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับเศรษฐกิจและการเมืองโดยรวมของประเทศอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ราคาน้ำมันที่มีเสถียรภาพ และราคาสินค้าทางการเกษตรที่ดี คาดว่าตลาดรถยนต์ในปีนี้ จะสูงขึ้นมากกว่า 700,000 คัน และมีความเป็นไปได้ที่จะถึงระดับ 750,000 คัน คิดเป็นอัตราการเจริญเติบโตที่สูงเกือบ 37% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
ในส่วนของโตโยต้า ด้วยตลาดรถยนต์ขยายตัวเพิ่มมากจึงมุ่งมั่นและนับเป็นการท้าทายในการขายให้ มากขึ้น โดยจะพยายามสร้างยอดขายให้บรรลุสถิติเดิมที่เคยทำไว้ในปี 2549 และคาดว่าจะสูงถึง 300,000 คัน และรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดให้อยู่ในระดับที่มากกว่า 40%
ด้านการส่งออก เนื่องจากการขยายตัวของภาคการส่งออกที่มีเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจนจากความ ต้องการรถจากลูกค้าในทวีปหลัก ๆ มีเพิ่มมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง โตโยต้าคาดว่าการส่งออกรถยนต์ของโตโยต้าในปี 2553 มีประมาณ 330,000 คัน เติบโต 39% ซึ่งเป็นการส่งผลดีต่อเศรษฐกิจประเทศไทย และมีการเพิ่มอัตราการใช้ชิ้นส่วนในประเทศที่สูงขึ้น และสนับสนุนให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศใช้อุปกรณ์และวัสดุในประเทศมากขึ้น และเพิ่มความสามารถทางการแข่งขัน”

เวสเทิร์นดิจิตอล จับมือซีเกทเทคโนโลยี ผนึกกําลัง ผู้ผลิตชิ้นส่วนจัดแสดงสุดยอดเทคโนโลยี ฮารด์ดิสก์ไดรฟ์ ในงาน บีโอไอแฟร์ 2011
ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตฮารด์ดิสก์ไดรฟ์ชั้นนําของโลก เวสเทิร์นดิจิตอล และซีเกทเทคโนโลยี ผนึกกําลังกับกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ร่วมกันจัดแสดงเทคโนโลยีและเฉลิมพระเกียรติในงานบีโอไอแฟร์ 2011 เตรียมโชว์นวัตกรรมล้ำสมัย อาทิหนังสือพิมพ์อัจฉริยะ และเพมโตเทคโนโลยี ที่เล็กว่านาโนเทคโนโลยีถึงพันล้านเท่า
นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการสงเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ เปดเผยถึงการจัดนิทรรศการ บีโอไอแฟร 2011 “โลกสดใส ไทยยั่งยืน” หรือ “Going Green for the Future” ซึ่งจะจัดขึ้นระหวางวันที่ 10 – 25 พฤศจิกายน 2554 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี วา ผูผลิตฮารดดิสก์ไดรฟ ชั้นนําของโลก ซึ่งมีฐานการผลิตสําคัญในประเทศไทย ไดตอบรับเขารวมแสดงเทคโนโลยี ในงานบีโอไอแฟร 2011 และไดลงนามสัญญาจองพื้นที่แลว นําโดย บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี(ประเทศไทย) จํากัด และบริษัท เวสเทิรน ดิจิตอล (ประเทศไทย) จํากัด
นอกจากนี้ผูผลิตฮารดดิสกไดรฟชั้นนําของโลกสองรายนี้ยังไดผนึกกําลังรวมกับกลุมบริษัทผูผลิตชิ้นสวนฮารดดิสกไดรฟในประเทศไทย อีก 26 บริษัท เพื่อรวมมือกันจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมล้ำสมัยมาใหคนไทยไดชมภายในงานบีโอไอแฟร 2011
“การผนึกกําลังของกลุมฮารดดิสก ไดรฟ ในงานบีโอไอแฟร ถือเปนการแสดงถึงความพรอมของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกสของไทย ซึ่งนอกจากจะเปนการนําเทคโนโลยีอันล้ำสมัยมาจัดแสดงใหคนไทยไดเห็นถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมไทยแลว ยังชวยตอกย้ำความนาเชื่อถือในดานการลงทุนของประเทศไทยสูสายตานักธุรกิจนักลงทุนทั่วโลกอีกดวย” เลขาธิการบีโอไอกลาว
ทางดาน ดร. คุณสัมพันธ ศิลปนาฎ รองประธานบริษัท เวสเทิรนดิจิตอล (ประเทศไทย) จํากัด กลาววา เวสเทิรนดิ จิตอลจะนำผูเขาชมงานไดสัมผัสวิถีชีวิตยุคดิจิตอลและเทคโนโลยีลาสุด ภายใตแนวคิด “Connected Home” โดยผานการสรางสรรคสินคาและการใชงานอันหลากหลายของ WD ที่ครอบคลุมทั่วทุกหองในบาน รวมทั้งการนําเสนอ Green & Clean เทคโนโลยีของทั้งกระบวนการผลิตและตัวสินคา นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมตาง ๆ และรางวัลจากWD อีกมากมาย
ดาน มร. เจฟฟรี่ย ดี ไนการด รองประธานและผูจัดการใหญ ฝายปฏิบัติการประเทศไทยและปนัง บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จํากัด (Mr. Jeffrey D. Nygaard, Vice President and Country Manager, Thailand and Penang Operations – Seagate Technology (Thailand) Ltd) กลาววา ซีเกทไดรวมกับพันธมิตรธุรกิจ ในการจัดนิทรรศการในงานบีโอไอแฟร 2011 ภายใตแนวคิด การจัดนิทรรศการของกลุมอุตสาหกรรมฮารดดิสกและผูผลิตชิ้นสวน ซึ่งประชาชนที่เขาชมนิทรรศการจะพบกับการเชื่อมโยงของนิทรรศการตาง ๆ ของระบบซัพพลายเชน ตั้งแต ตนจนถึง ผลิตภัณฑฮารดดิสกไดรฟสำเร็จรูป กลยุทธนี้ทําใหผูชมนิทรรศการมีมุมมองอันกวางไกลเกี่ยวกับอุตสาหกรรมฮารดดิสกไดรฟ และจะทราบว่าอุตสาหกรรมนี้มีความใกลชิดตอชีวิตดิจิตอลของพวกเขาอยางไร
ภายในบูธของซีเกทประชาชนจะไดชมการแสดงความสามารถของหุนยนต์อุตสาหกรรมขนาดเล็ก 3 ตัว ในการสรางวัตถุ 3 มิติ ผานระบบการมองเห็นของหุนยนต์สนุกกับหนังสือพิมพอัจฉริยะ ที่สามารถยอ ขยาย และเปลี่ยนหนาดวยเพียงสัญญาณมือ
ตลอดจนเรียนรูกับเทคโนโลยีเพมโต (Pemto Technology) ที่เล็กกวานาโนเทคโนโลยีถึงพันลานเทาซึ่งหมดนี้เปนเพียงสวนหนึ่งของ เทคโนโลยีที่สรางขึ้นโดยวิศวกรไทยและถูกนําไปใชทั่วโลก
ดานผูชวยศาสตราจารย นิธิ บุรณจันทร ผูอํานวยการ สํานักวิจัยและบริการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกลาธนบุรี ในฐานะผูรับผิดชอบดําเนินการจัดแสดงนิทรรศการของกลุมอุตสาหกรรม ฮารดดิสก ไดรฟ กลาววา งานนิทรรศการของกลุมฮารดดิสก์ไดรฟ จะจัดในพื้นที่ประมาณ 650 ตารางเมตร ประกอบดวย พื้นที่นิทรรศการกลางและพื้นที่สําหรับผูแสดงนิทรรศการ พื้นที่นิทรรศการกลาง จะมีอุปกรณตาง ๆ เกี่ยวกับเทคโนโลยี อินเตอร์ แอคทีฟ เชน เทคโนโลยีที่นําเอาโลกเสมือนมาพบกับความเปนจริง การประมวลผลภาพ เปนตน เพื่อสื่อสารแนวคิดหลักของการสรางมูลคาของผลิตภัณฑ ที่ผลิตภายในประเทศและการเฉลิมฉลองปมหามงคล
สวนรอบๆ บริเวณพื้นที่นิทรรศการกลางจะมีพันธมิตรทางธุรกิจและบริษัทผูผลิตฮารดดิสกไดรฟแสดงเทคโนโลยีอันทันสมัย และศักยภาพซึ่งสรางผลิตภัณฑที่เฉลียวฉลาดสําหรับผูคนทั่วโลก ผูชมไมเพียงไดรับความบันเทิงจากนิทรรศการ แตยังสนุกสนานกับการมีสวนรวมในกิจกรรมตาง ๆ ที่จัดขึ้น ณ เวทีหลัก ในขณะที่พวกเขาชมนิทรรศการ พรอมรับของรางวัลมากมาย

สศอ. ชี้สิ่งทอฯ ทัพหน้า บุกต่างประเทศ
สศอ.เผย สิ่งทอฯ ไทยเจ๋ง เติบโตต่างประเทศ เล็งศึกษาย้ายฐานการผลิตไป เวียดนาม บังคลาเทศ ขณะที่ลงทุน สปป.ลาว กัมพูชา ฉลุยมีทิศทางขยายตัวดี หนุนคนไทยเป็นหัวหน้างาน ชี้เป็นต้นแบบให้สาขาอื่นต้องศึกษา

นางสุทธินีย์ พู่ผกา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทย ที่มีความแข็งแกร่งออกไปดำเนินกิจการที่ต่างประเทศ เนื่องจากเริ่มเผชิญกับภาวะต้นทุนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะค่าแรงที่สูงขึ้นและแรงงานยังหายากด้วย การออกไปนอกประเทศเติบโตนอกประเทศถือเป็นเครื่องยืนยันความแข็งแกร่งได้อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติการประกอบธุรกิจ เมื่อถึงจุดที่เริ่มแข่งขันลำบากหรือต้นทุนที่สูงขึ้นมากผู้ประกอบการต้องมองหาพื้นที่ใหม่ เพื่อขยายฐานการผลิต โดยขณะนี้มีการลงทุนในประเทศสาธารณะรัฐประชาธิปไตยประชาชนชาว (สปป.ลาว) และประเทศกัมพูชา ซึ่งผลประกอบการถือว่าเป็นไปในทิศทางที่ดี นอกจากนี้นักลงทุนไทยเริ่มศึกษาเพื่อขยายการลงทุนใหม่เพิ่มเติม ไปยังประเทศบังกลาเทศ เวียดนาม และประเทศอื่นๆในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน โดยอาศัยประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ไปสร้างธุรกิจในประเทศเหล่านั้นให้แข็งแกร่ง และสนับสนุนให้คนไทยเป็นหัวหน้างาน เพื่อดูแลแรงงานในประเทศนั้นๆในช่วงก่อตั้งโรงงาน
การออกไปขยายธุรกิจในต่างประเทศผู้ประกอบการจะอาศัยเครื่องมือทางการค้าจากกรอบความร่วมมือการค้าเสรีต่างๆ เพื่อได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี รวมทั้งถือเป็นการปรับตัวเพื่อรองรับการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ในปี 2558 ถือเป็นการคิดที่แตกต่างและสร้างโอกาสทางธุรกิจที่เป็นกรณีศึกษาให้กลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆได้นำไปปรับใช้เพื่อความสำเร็จต่อไป
“อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยถือว่ามีความแข็งแกร่งมาก เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านย่านอาเซียนด้วยกัน เนื่องจากครบวงจร ทั้งอุตสาหกรรมต้นน้ำจำพวกเส้นใย อุตสาหกรรมกลางน้ำจำพวกผ้าผืน และอุตสาหกรรมปลายน้ำอย่างเสื้อผ้าสำเร็จรูป อีกทั้งการสั่งสมประสบการณ์มาอย่างยาวนานของผู้ประกอบการทำให้อุตสาหกรรมสิ่งทอฯไทยมีความแข็งแกร่งและมั่นคงอย่างมาก โดยสิ่งทอต้นน้ำและกลางน้ำเป็นจุดแข็งที่สุดในขณะนี้ ซึ่งการส่งออกขยายตัวอย่างต่อเนื่อง นับจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว เมื่อปลายปี 2552 โดยไตรมาสที่ 4/2552-ปัจจุบัน(Q4/52-Q1/54) การส่งออกขยายตัว
ขณะที่ สิ่งทอปลายน้ำจำพวกเครื่องนุ่งห่มแม้ทิศทางการผลิตและส่งออกดูชะลอลง แต่มูลค่าต่อชิ้นเพิ่มขึ้น เนื่องจากมุ่งเน้นไปยังตลาดที่มีกำลังซื้อสูงสินค้าเครื่องนุ่งห่มไทยจึงมีเกรดที่สูงกว่า เมื่อเทียบกับเครื่องนุ่งห่มจากตลาดเวียดนามที่มีตัวเลขการส่งออกสูงขึ้นต่อเนื่อง”
นางสุทธินีย์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทย ที่เริ่มออกไปดำเนินกิจการนอกประเทศมากขึ้น ถือเป็นพัฒนาการอีกก้าวหนึ่งของอุตสาหกรรมไทย เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันสนับสนุนอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดย สศอ.ก็ได้สนับสนุนงบประมาณในการศึกษาวิจัยพัฒนานวัตกรรมสิ่งทอฯ ยกระดับบุคลากรในอุตสาหกรรมสิ่งทอฯ ตลอดจนการจัดทำฐานข้อมูลเชิงลึกอย่างเป็นระบบ เพื่อผู้เกี่ยวข้องสามารถนำไปศึกษาวิเคราะห์เพิ่มเติม และรับทราบทิศทางการค้าของอุตสาหกรรมสิ่งทอฯเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่ง จึงทำให้ผู้ประกอบการรับทราบข้อมูลในเชิงลึกประกอบการตัดสินใจการออกไปลงทุนยังต่างประเทศดังกล่าว
“จากจุดเริ่มที่เกิดขึ้นแล้ว สศอ.จะศึกษาวิเคราะห์ติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์และช่วยหามาตรการสนับสนุนที่เหมาะสมตรงตามความต้องการของผู้ประกอบการ โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้กลไกลการทำงานของแต่ละหน่วยงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด อันจะเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้เกิดขึ้นกับภาคอุตสาหกรรมไทยยิ่งขึ้นต่อไป”
ปตท.เผยสถานการณ์ราคาน้ำมันประจำสัปดาห์ และแนวโน้มในสัปดาห์นี้ที่ 23-27 พ.ค. 54
ฝ่ายบริหารความเสี่ยงราคาและวิเคราะห์ตลาดต่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) รายงานถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันว่า ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยสัปดาห์ที่ 16-20 พ.ค. 54 น้ำมันดิบดูไบ (Dubai) อยู่ที่ระดับ 106.48 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 1.65 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรล น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) อยู่ที่ 111.77 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ลดลง 2.81 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรล และน้ำมันดิบเวสเท็กซัส (WTI) อยู่ที่ 98.46 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ลดลง 2.19 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ในส่วนของน้ำมันเบนซินราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 119.38 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ลดลง 8.17 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล และน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 124.01 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ลดลง 1.73 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล โดยความวิตกกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นแรงกดดันนักลงทุนให้ เทขายทำกำไรในตลาดซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้า หลังการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการของสหรัฐฯ ในภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคอสังหาริมทรัพย์ยังอ่อนแอ และล่าสุดฟิทช์ เรทติ้งส์ ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของกรีซลงสู่ระดับ B+ นอกจากนี้ปัจจัยอื่นๆที่ส่งผลกระทบต่อราคาได้แก่:-
(ผลกระทบ จากราคาน้ำมันที่มีผลในเชิงลบ) Commodity Futures Trading Commission รายงานการซื้อขายน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า New York Mercantile Exchange (NYMEX) ของสหรัฐฯ สัปดาห์สิ้นสุด 17 พ.ค. 54 มีปริมาณลดลงต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนประมาณ 30 ล้านบาร์เรล
(ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่มีผลในเชิงลบ) เศรษฐกิจยุโรปยังเปราะบางโดยเฉพาะสถานการณ์ในกรีซ โปรตุเกส สเปน และอิตาลี ซึ่งรัฐมนตรีคลังในกลุ่ม Euro Zone ได้อนุมัติเงินช่วยเหลือประเทศโปรตุเกสแล้วมูลค่า 1.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
(ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่มีผลในเชิงลบ) รัฐบาลญี่ปุ่นรายงาน GDP ไตรมาส 1/54 อยู่ที่ -3.7% ต่ำกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ -2%
(ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่มีผลในเชิงลบ) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดวันที่ 20 พ.ค. 54 ลดลง 93.28 จุด หรือ 0.7% อยู่ที่ 12,512.04 จุด
(ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่มีผลในเชิงลบ) Energy Information Administration (EIA) รายงานปริมาณสำรอง น้ำมันดิบเชิงพาณิชย์ของสหรัฐฯ สัปดาห์สิ้นสุด 13 พ.ค. 54 ทรงตัวที่ระดับ 370.3 ล้านบาร์เรล โดยลดลงจากสัปดาห์ก่อนเพียง 0.02 ล้านบาร์เรล และ Gasoline อยู่ที่ 205.9 ล้านบาร์เรล (+0.1 ล้านบาร์เรล) อย่างไรก็ตาม Distillates อยู่ที่ 143.0 ล้านบาร์เรล (-1.2 ล้านบาร์เรล)
(ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่มีผลในเชิงบวก) สำนักพยากรณ์อากาศของสหรัฐฯ: National Oceanic and Atmospheric (NOAA) คาดการณ์ฤดูมรสุมปีนี้ (มิ.ย. ถึง พ.ย. 54) จะรุนแรงกว่าปกติ โดยพายุเฮอริเคนที่จะเกิดขึ้นมีจำนวนประมาณ 6-10 ลูก
(ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่มีผลในเชิงบวก) กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ รายงานจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) สัปดาห์สิ้นสุด 14 พ.ค. 54 ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 29,000 ราย มาอยู่ที่ 409,000 ราย
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์นี้คาดว่าราคาน้ำมันดิบ WTI และ Brent มีแนวโน้มเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 95-103 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล และ 108-115 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ตามลำดับ จากเศรษฐกิจโลกยังขาดเสถียรภาพในการฟื้นตัวอย่างชัดเจน ซึ่งหากราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงอาจทำให้ผู้บริโภคชะลอการใช้ นอกจากนั้นปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศในกลุ่ม Euro Zone ในระยะสั้นอาจกดดันค่าเงินยูโรให้อ่อนตัวต่อไปอีก ขณะที่มีการคาดการณ์ว่าในวันที่ 2 มิ.ย. 54 ธนาคารกลางยุโรปอาจมีแผนปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกในอนาคต อย่างไรก็ตามต้องจับตาปริมาณการใช้เชื้อเพลิงในช่วงฤดูร้อนและฤดูขับขี่ และสถานการณ์ตึงเครียดในประเทศผู้ผลิตน้ำมัน เพราะเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา ล่าสุดนักวิเคราะห์คาดการประชุม OPEC ในวันที่ 8 มิ.ย. นี้ จะมีมติคงเพดานการผลิตเดิม และมีข่าวบริษัท โตเกียว อิเล็กทริก เพาเวอร์ (เทปโก) เตรียมเปิดใช้งานเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าในจังหวัดฟูกุชิมาภายในสิ้นเดือน สิงหาคมนี้ หลังจากได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวและสึนามิ
สศอ.เผย SMEs ตื่นตัวปรับประสิทธิภาพ แห่ร่วมโครงการ 7 เดือน 840 โรงงาน
สศอ.เดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพ SMEs พุ่งเป้าลดต้นทุน 5% ส่งเครือข่ายที่ปรึกษาคุณภาพ 5,000 คน คลุกวงในทุกขั้นตอน มั่นใจได้ประโยชน์เต็ม

นางสุทธินีย์ พู่ผกา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรฐกิจอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้ สศอ.ได้เร่งดำเนินโครงการด้านยกระดับประสิทธิภาพ SMEs ภายใต้แผนแม่บทการเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพของภาคอุตสาหกรรมไทย (Productivity) ปี 2554 ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจ เนื่องจากผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการลดต้นทุนการผลิต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันที่สูงขึ้น โดยได้มีการจัดส่งทีมที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน กว่า 5,000 คน ลงพื้นที่วิเคราะห์ปัญหาและหาแนวทางแก้ไขถึงสถานประกอบการ ในทุกขั้นตอนการผลิต จนถึงขณะนี้ดำเนินการอยู่ในเดือนที่ 7 มีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการประมาณ 840 โรงงาน ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ 900 โรงงาน และจะช่วยให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนการผลิตลดลง 5% มั่นใจว่าการดำเนินโครงการในปีงบประมาณนี้ จะได้รับความสนใจมากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ เนื่องจากกลุ่มผู้ประกอบการไทยได้รับผลดีจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้มีคำสั่งซื้อเข้ามาจำนวนมากจึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาประสิทธิภาพให้สูงขึ้นเพื่อความพร้อมในการแข่งขันทางธุรกิจในทุกๆด้าน
“โครงการดังกล่าว เน้นที่ผู้ประกอบการ SMEs ทั่วประเทศ ครอบคลุม 19 สาขาอุตสาหกรรม โดยใช้ผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพที่สศอ.สร้างเครือข่ายไว้จากทั้งหน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน ตลอดจนสถาบันการศึกษา ซึ่งปีนี้ได้เร่งดำเนินการในเรื่องที่จำเป็นหลายเรื่องเพื่อรองรับทิศทางการขยายตัวของกลุ่ม SMEs เช่น อุตสาหกรรมอาหาร เน้นเรื่องการพัฒนาระบบบริหารจัดการเพื่อให้ได้การรับรองมาตรฐาน HACCP การจัดการสิ่งแวดล้อม การได้รับฉลาก Carbon Label สาขาอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เน้นการประยุกต์ใช้แนวคิดการผลิตที่ดีเลิศและปรับปรุงประสิทธิภาพด้วยระบบTPM และการพัฒนาการออกแบบและการผลิตผ้าผืนเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนและประเทศในกลุ่ม BIMSTEC เป็นต้น
นอกจากนี้จะดำเนินงานในลักษณะเดียวกันในสาขาอุตสาหกรรมอื่นๆอีกหลายสาขา เช่น อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมยา อุตสาหกรรมไม้และเครื่องเรือน อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ อุตสาหกรรมต่อเรือและซ่อมเรือ อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ อุตสาหกรรมคอมโพสิท อุตสาหกรรมเซรามิก อุตสาหกรรมถุงมือยาง อุตสาหกรรมทองเหลือง อุตสาหกรรมสี อุตสาหกรรมของเล่น เป็นต้น”
นางสุทธินีย์ กล่าวว่า จุดอ่อนที่สำคัญของ SMEs ไทย คือ การมีผลิตภาพต่ำ เนื่องจาก ผู้ประกอบการและพนักงาน ของ SMEs ส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความสามารถและทักษะในด้านต่างๆที่มีผลต่อการเพิ่มผลิตภาพ เช่นความรู้ในการปรับปรุงการผลิต การพัฒนาระบบคุณภาพ การจัดการสิ่งแวดล้อม หรือการจัดการลอจิสติกส์ รวมทั้งยังขาดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและ ICT ตลอดจนความรู้ในการสร้างนวัตกรรม ซึ่งจุดอ่อนเหล่านี้เป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับ SMEs ในการขยายตลาดหรือรักษาตำแหน่งการแข่งขันของตนเองในตลาด โดยเฉพาะในอนาคตอันใกล้ที่ประเทศไทยจะเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนเต็มรูปแบบ การแข่งขันจะเพิ่มมากขึ้นทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศต่อไป
ประมาณการผลิตรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ปี 2554เดือนพฤษภาคม - กรกฎาคม 2554
นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)เปิดเผยยอดประมาณการการผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในเดือนพฤษภาคม - กรกฎาคม 2554 ดังต่อไปนี้
ประมาณการผลิตรถยนต์ในเดือนพฤษภาคม - กรกฎาคม 2554 มีจำนวน 453,702 คัน เปรียบเทียบกับยอดผลิตจริงเดือนกุมภาพันธ์ - เมษายน 2554 ซึ่งมีจำนวน 411,926 คัน เพิ่มขึ้น 41,776 คัน หรือร้อยละ 10.14 และเมื่อเปรียบเทียบกับยอดผลิตจริงเดือนพฤษภาคม - กรกฎาคม 2553 ซึ่งมีจำนวน 426,814 คันแล้ว เพิ่มขึ้น 26,888 คัน หรือร้อยละ 6.3
ประมาณการผลิตรถจักรยานยนต์ในเดือนพฤษภาคม - กรกฎาคม 2554 มีจำนวน 542,444 คัน เปรียบเทียบกับยอดผลิตจริงเดือนกุมภาพันธ์ - เมษายน 2554 ซึ่งมีจำนวน 559,905 คัน ลดลง 17,461 คัน หรือร้อยละ 3.12 และเมื่อเปรียบเทียบกับยอดผลิตจริงเดือนพฤษภาคม - กรกฎาคม 2553 ซึ่งมีจำนวน 541,241 คันแล้ว เพิ่มขึ้น 1,203 คัน หรือร้อยละ 0.22
