Archive for May, 2011
สภาอุตฯเผยเชื่อมั่นอุตฯ เมษายน 54 ฟื้นตัว ทั้งคำสั่งซื้อ – ยอดขายขยายตัว หวั่นต้นทุนประกอบการ ราคาน้ำมันฉุดอีก
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย (Thai Industries Sentiment Index: TISI) ในเดือนเมษายน 2554 ที่ได้จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,053 ตัวอย่าง ครอบคลุม 39 กลุ่มอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมฯ ว่า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนเมษายน ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 106.6 จากระดับ 102.3 ในเดือนมีนาคม ค่าดัชนีที่ปรับเพิ่มขึ้นเกิดจากองค์ประกอบของดัชนีด้านยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการ ปัจจัยที่สนับสนุนความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในเดือนเมษายน ได้แก่ อุปสงค์ภายในประเทศที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่มีการใช้จ่ายมากขึ้น ปัญหาอุทกภัยในภาคใต้ที่เริ่มคลี่คลาย อีกทั้งภาคการส่งออกยังคงขยายตัวได้ดี อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อต้นทุนประกอบการที่ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาวัตถุดิบ ราคาน้ำมัน และอัตราดอกเบี้ย
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 116.2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 108.0 ในเดือนมีนาคม เนื่องจากผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ว่า ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการจะปรับตัวเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมจำแนกตามขนาดของกิจการ ในเดือนเมษายน พบว่า อุตสาหกรรมขนาดย่อม และขนาดใหญ่ ปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่อุตสาหกรรมขนาดกลาง ปรับตัวลดลงเล็กน้อย โดยอุตสาหกรรมขนาดย่อม ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนเมษายน อยู่ที่ระดับ 104.1 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 90.7 ในเดือนมีนาคม โดยองค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ สำหรับอุตสาหกรรมขนาดย่อมที่ค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมรองเท้า(ยอดขายรองเท้าแฟชั่นและรองเท้าหนังในประเทศเพิ่มขึ้น) อุตสาหกรรมเซรามิก (สุขภัณฑ์มียอดขายในประเทศเพิ่มขึ้น) ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 115.1 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 103.7 ในเดือนมีนาคม โดยองค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการ ค่าดัชนีที่อยู่ในระดับสูงกว่า 100 แสดงว่า ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมมีความเชื่อมั่นต่อการประกอบการในระดับที่ดี
อุตสาหกรรมขนาดกลาง ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนเมษายน อยู่ที่ระดับ 105.4 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากระดับ 105.6 ในเดือนมีนาคม อย่างไรก็ตามค่าดัชนีอยู่ในระดับสูงกว่า 100 แสดงว่า ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมมีความเชื่อมั่นต่อการประกอบการในระดับที่ดี องค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม และผลประกอบการ อุตสาหกรรมขนาดกลางที่ค่าดัชนีปรับตัวลดลง ได้แก่ อุตสาหกรรมแก้วและกระจก(เครื่องแก้วและขวดแก้วมียอดขายไปญี่ปุ่นและยุโรปลดลง) อุตสาหกรรมโรงเลื่อยและโรงอบไม้ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์(ผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในญี่ปุ่น) อุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น(ขาดแคลนแรงงงาน) อุตสาหกรรมสมุนไพร อุตสาหกรรมก๊าซ อุตสาหกรรมผู้ผลิตไฟฟ้า อุตสาหกรรมพลังงานทดแทน และหัตถอุตสาหกรรม(ยอดคำสั่งซื้อดอกไม้ประดิษฐ์ ภาชนะเคลือบดินเผา จากอเมริกา และออสเตรเลียลดลง) อุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ(ยอดขายปุ๋ย และน้ำสกัดชีวภาพลดลง) ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 113.7 เพิ่มขึ้นจากระดับ 110.5 ในเดือนมีนาคม องค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และต้นทุนประกอบการ
และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนเมษายน อยู่ที่ระดับ 112.1 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 103.7 ในเดือนมีนาคม องค์ประกอบดัชนีที่ปรับเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมหลังคาและอุปกรณ์(สินค้าประเภทกระเบื้องหลังคาลอน แผ่นฝ้าเพดาน มียอดขายในประเทศเพิ่มมากขึ้น) ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 123.1 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 107.4 ในเดือนมีนาคม องค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการ ค่าดัชนีที่อยู่ในระดับสูงกว่า 100 แสดงว่า ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมมีความเชื่อมั่นต่อการประกอบการในระดับที่ดี
ด้านดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมรายภูมิภาค ประจำเดือนเมษายน พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ เดือนเมษายน ปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้ง 5 ภาค
ภาคกลาง ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนเมษายน อยู่ที่ระดับ 104.8 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 103.7 ในเดือนมีนาคม องค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการ ในภาคกลางอุปสงค์ในสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับช่วงเทศกาลสงกรานต์ ทำให้มีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น นอกจากนี้การส่งออกก็ขยายตัวได้ดี และผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น สำหรับอุตสาหกรรมในภาคกลางที่ค่าดัชนีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมสิ่งทอ(ยอดคำสั่งซื้อฝ้าฝ้ายจากบังคลาเทศและอินเดียเพิ่มขึ้น) อุตสาหกรรมหนังและผลิตภัณฑ์หนัง(หนังแผ่นมียอดขายเพิ่มขึ้นตามอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์) อุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (ยอดขายพัดลมในประเทศเพิ่มขึ้น) อุตสาหกรรมอาหาร(ยอดส่งออกอาหารสำเร็จไปญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น) อุตสาหกรรมเคมี(ยอดทาสีอาคารในประเทศเพิ่มขึ้น) และอุตสาหกรรมพลาสติก ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 115.7 เพิ่มขึ้นจากระดับ 107.1 ในเดือนมีนาคม องค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการ ค่าดัชนีที่อยู่ในระดับสูงกว่า 100 แสดงว่า ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมมีความเชื่อมั่นต่อการประกอบการในระดับที่ดี
ภาคเหนือ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนเมษายน อยู่ที่ระดับ 108.1 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 103.7 ในเดือนมีนาคม องค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และต้นทุนประกอบการ เนื่องจากเทศกาลสงกรานต์ทำให้มีนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น ส่งผลต่อความต้องการสินค้าและบริการ ขณะที่ภาคการก่อสร้างขยายยังตัวต่อเนื่องจากเดือนก่อน อีกทั้งการค้าชายแดนที่ยังขยายตัวได้ดีเช่นกัน สำหรับอุตสาหกรรมในภาคเหนือที่ค่าดัชนีปรับเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม (มีการเพิ่มกำลังการผลิตชุดนักเรียน เนื่องจากใกล้ช่วงเปิดเทอม) ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 113.6 ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 109.3 ในเดือนมีนาคม องค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และต้นทุนประกอบการ ค่าดัชนีที่อยู่ในระดับสูงกว่า 100 แสดงว่า ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมมีความเชื่อมั่นต่อการประกอบการในระดับที่ดี
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนเมษายน อยู่ที่ระดับ 107.3 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 94.8 ในเดือนมีนาคม องค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือการลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวได้ดี ประกอบกับเทศกาลสงกรานต์ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา ส่งผลให้การจับจ่ายใช้สอยเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา สำหรับอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ค่าดัชนีปรับเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์(ยอดขายในประเทศเพิ่มขึ้น) อุตสาหกรรมแกรนิตและหินอ่อน(ยอดขายหินก่อสร้างในประเทศเพิ่มขึ้น) ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 119.4 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 97.8 ในเดือนมีนาคม องค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ ค่าดัชนีที่อยู่ในระดับสูงกว่า 100 แสดงว่า ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมมีความเชื่อมั่นต่อการประกอบการในระดับที่ดี
ภาคตะวันออก ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนเมษายน อยู่ที่ระดับ 116.9 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 114.0 ในเดือนมีนาคม องค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อในต่างประเทศ ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ ในภาคตะวันออกเริ่มเข้าสู่ฤดูกาลผลไม้ทำให้เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันภาคการส่งออกยังขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า สำหรับอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกที่ค่าดัชนีปรับเพิ่มขึ้นได้แก่ อุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม(ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้น) ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 121.6 ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 121.1 ในเดือนมีนาคม องค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อในต่างประเทศ ยอดขายในต่างประเทศ ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ ค่าดัชนีที่อยู่ในระดับสูงกว่า 100 แสดงว่า ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมมีความเชื่อมั่นต่อการประกอบการในระดับที่ดี
และภาคใต้ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนเมษายน อยู่ที่ระดับ 93.5 โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 79.6 ในเดือนมีนาคม องค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการ ในภาคใต้เศรษฐกิจโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี ความต้องสินค้าและบริการขยายตัวได้ดี และเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากราคาสินค้าเกษตร อย่างไรก็ตามค่าดัชนีที่อยู่ในระดับต่ำกว่า 100 แสดงว่า ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมมีความเชื่อมั่นต่อการประกอบการในระดับที่ไม่ดี สำหรับอุตสาหกรรมในภาคใต้ที่ค่าดัชนีปรับเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมไม้อัดไม้บางและวัสดุแผ่น(แผ่นปาร์ติเกิลบอร์ดมียอดส่งออกไปยุโรปและออสเตรเลียเพิ่มขึ้น)อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง(ยอดคำสั่งซื้อยางแผ่น ถุงยางอนามัย ถุงมือยาง จากจีนและบราซิลเพิ่มขึ้น) ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 109.6 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 97.4 ในเดือนมีนาคม องค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการ
ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมจำแนกตามตลาดส่งออก (กลุ่มที่เน้นตลาดในประเทศ กับกลุ่มที่เน้นตลาดต่างประเทศ) พบว่า กลุ่มที่เน้นตลาดในประเทศและกลุ่มที่เน้นตลาดในต่างประเทศ ดัชนีความเชื่อมั่นเดือนเมษายน ปรับเพิ่มขึ้นทั้ง 2 กลุ่ม โดยกลุ่มที่เน้นตลาดในประเทศ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนเมษายน อยู่ที่ระดับ 105.8 ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 102.0 ในเดือนมีนาคม โดยองค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการ อุตสาหกรรมในกลุ่มนี้ที่ค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์(ยอดขายในประเทศเพิ่มขึ้นจากการจัดงานแสดงสินค้า) อุตสาหกรรมเครื่องจักรและโลหะการ(ชิ้นส่วนเครื่องจักรมียอดขายในประเทศลดลง) อุตสาหกรรมน้ำตาล อุตสาหกรรมยา(ยอดขายยาในประเทศเพิ่มขึ้นเนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน) อุตสาหกรรมพลาสติก(ยอดคำสั่งซื้อถุงพลาสติกในประเทศเพิ่มขึ้น) อุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษ อุตสาหกรรม ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 115.1 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 107.0 ในเดือนมีนาคม องค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการ ค่าดัชนีที่อยู่ในระดับสูงกว่า 100 แสดงว่า ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมมีความเชื่อมั่นต่อการประกอบการในระดับที่ดี
และกลุ่มที่เน้นตลาดต่างประเทศ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนเมษายน อยู่ที่ระดับ 113.3 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 103.5 ในเดือนมีนาคม องค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ อุตสาหกรรมในกลุ่มนี้ที่ค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ(เครื่องประดับเงินและทองมียอดขายไปอเมริกา ฮ่องกง และเยอรมนีเพิ่มขึ้น) ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 124.9 ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 112.9 ในเดือนมีนาคม องค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ ค่าดัชนีที่อยู่ในระดับสูงกว่า 100 แสดงว่า ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมมีความเชื่อมั่นต่อการประกอบการในระดับที่ดี
สำหรับดานสภาวะแวดลอมในการดําเนินกิจการ เมื่อพิจารณาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบการอุตสาหกรรมในเดือนเมษายน พบว่า ผู้ประกอบการมีความกังวลในประเด็นผลกระทบจาก สถานการณ์ราคาน้ำมันมากที่สุด รองลงมา คือ สภาวะเศรษฐกิจโลก อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ อัตราแลกเปลี่ยน และสถานการณ์ทางการเมือง ตามลำดับ โดยมีความกังวลเพิ่มขึ้นในปัจจัยด้าน สถานการณ์ราคาน้ำมัน อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และอัตราแลกเปลี่ยน ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการ ที่มีต่อภาครัฐในเดือนนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีความเห็นสอดคล้องกันว่า รัฐควรส่งเสริมการลงทุน แก่ผู้ประกอบการ SMEs โดยการให้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมทั้งพิจารณาเรื่องการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล เร่งหาแนวทางแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือในภาคอุตสาหกรรม และเร่งพัฒนาฝีมือแรงงาน รวมถึงพัฒนาระบบโลจิสติกส์ เพื่อลดต้นของภาคอุตสาหกรรม
บีโอไอจัดงานซับคอนไทยแลนด์ 2011 หวังกระตุ้นอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วน
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอเตรียมจัดงานซับคอนไทยแลนด์ 2011 ระหว่างวันที่ 12-14 พ.ค.54 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค(BITEC) ซึ่งจะเป็นเวทีเชื่อมโยงอุตสาหกรรมชิ้นส่วนไทย-ต่างประเทศที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 แล้ว เพื่อขยายตลาดและโอกาสทางธุรกิจแก่ผู้ผลิตชิ้นส่วนของไทย หลังประสบความสำเร็จจากการจัดงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมา โดยสามารถจับคู่ธุรกิจได้มากกว่า 7,000 คู่ และก่อให้เกิดการซื้อขายชิ้นส่วนจากผู้ผลิตไทยกว่า 11,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้าจับคู่ธุรกิจได้กว่า 3,000 คู่

“บีโอไอตระหนักดีว่า อุตสาหกรรมรับช่วงการผลิตและอุตสาหกรรมสนับสนุนเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการที่ช่วยดึงดูดให้โครงการลงทุนใหญ่ๆ ตัดสินใจเข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย เพราะการมีอุตสาหกรรมสนับสนุนที่ดี มีชิ้นส่วนที่มีคุณภาพไว้รองรับความต้องการของผู้ผลิตสินค้าก็จะช่วยบริษัทชั้นนำสามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและควบคุมต้นทุนและราคาได้” น.ส.ดวงใจ อัศวจินตจิตร์ รองเลขาธิการบีโอไอ กล่าว
สำหรับการจัดงานครั้งนี้บีโอไอจะขยายรูปแบบการจัดงานให้ยิ่งใหญ่มากขึ้น ทั้งในแง่ของจำนวนผู้มาร่วมแสดงศักยภาพออกบูธภายในงาน และผู้เข้าร่วมชมงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ผลิตชิ้นส่วนของไทยให้มากยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าหมายจำนวนผู้มาแสดงสินค้าภายในงาน(Exhibitors) จำนวน 300 บูธ แบ่งเป็น ผู้ประกอบการรับช่วงการผลิตในประเทศจำนวนประมาณ 250 ราย และผู้ประกอบการรับช่วงการผลิตจากต่างประเทศจำนวนประมาณ 50 ราย โดยครอบคลุมการผลิตชิ้นส่วนใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลและชิ้นส่วน อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน
โดยภายในงานจะจัดให้มีกิจกรรมรูปแบบต่างๆ อาทิ การสัมมนา การเจรจาจับคู่ธุรกิจ การจัดกิจกรรมเยี่ยมชมโรงงาน รวมทั้งเพิ่มความเข้มข้นในการจัดกิจกรรมเชื่อมโยงการวิจัยและพัฒนาระหว่างผู้ผลิตชิ้นส่วนกับสถาบันการศึกษา เพื่อนำความรู้และผลงานการวิจัยจากเครือข่ายของมหาวิทยาลัยต่างๆ มาใช้ในการพัฒนากระบวนการผลิตวัตถุดิบและชิ้นส่วนแก่ผู้ประกอบการ ซึ่งในการจัดงานซับคอนไทยแลนด์ 2010 มีการจัดกิจกรรมเชื่อมโยงด้านการวิจัยและพัฒนาระหว่างผู้ผลิตชิ้นส่วนกับสถาบันการศึกษาร่วมกันจำนวน 27 คู่ อาทิ เรื่องเทคโนโลยีการเคลือบผิวของการผลิตชิ้นส่วน การผลิตและการคำนวณต้นทุน การลดต้นทุนและการพัฒนาสินค้า เป็นต้น
กระทรวงพลังงานยันไม่เลิกขายเบนซิน 91
น.พ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการติดตามการใช้แก๊สโซฮอล์อย่างใกล้ชิด ซึ่งก็พบว่ามียอดการใช้ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ยังคงไม่สามารถจะยกเลิกการจำหน่ายน้ำมันเบนซิน 91 เพื่อบังคับให้ผู้ค้าน้ำมันเปลี่ยนมาเป็นแก๊สโซฮอล์แทนทั้งหมดได้ เนื่องจากยังมีรถยนต์เก่าจำนวนหนึ่งซึ่งจำเป็นยังต้องใช้อยู่ หากยกเลิกจะกระทบกับผู้ใช้รถยนต์ดังกล่าวได้ ดังนั้นการยกเลิกจึงต้องพิจารณาจากยอดรถยนต์เก่าเป็นหลัก
“ขณะนี้ยอมรับว่าปริมาณเอทานอลมีเพียงพออยู่ แล้ว แต่เรายกเลิกการขายเบนซิน 91 ไม่ได้ เพราะยังมีรถเก่าอยู่ซึ่งรถพวกนี้จะไปใช้อย่างอื่นไม่ได้ ตอนนี้คิดว่ายังมีอยู่หลายหมื่นคันแต่ก็ทยอยเปลี่ยนเป็นรถใหม่ไปค่อนข้างมาก แล้ว คิดว่าคงต้องดูจุดนี้ก่อน” รมว.พลังงาน กล่าว
นายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี นายกสมาคมการค้าและผู้ผลิตเอทานอลไทย กล่าวว่า ขณะนี้ยอดการใช้เอทานอลยังอยู่ในระดับ 1.2-1.3 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยแม้ว่าขณะนี้รถยนต์รุ่นใหม่จะสามารถใช้น้ำมัน แก๊สโซฮอล์อี 20 ได้แล้ว แต่รถยนต์กลุ่มหนึ่งกลับหันไปติดตั้งการใช้แอลพีจี (ก๊าซหุงต้ม) เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายตรึงราคาแอลพีจีภาคขนส่งอยู่
ปัจจุบันกำลังการผลิตเอทานอลมากกว่า 1.6 ล้านลิตรต่อวัน โดยจะผลิตตามสัญญาซื้อขายเป็นหลัก ซึ่งขณะนี้โรงงาน้ำตาลทรายเปิดหีบทำให้โมลาส (กากน้ำตาล) มีจำนวนมากตามปริมาณอ้อยที่สูงถึง 94 ล้านตัน ส่งผลให้โมลาสราคาเหลือประมาณ 3 บาทต่อกิโลกรัม ช่วงนี้หากผู้ผลิตสต๊อกได้ก็จะได้เปรียบ แต่หลังจากปิดหีบก็จะหายากขึ้นโดยขณะที่ราคาเอทานอลในไตรมาส 3 แนวโน้มจะทรงตัวระดับ 21-22 บาทต่อลิตร
ราชบุรีโฮลดิ้ง เดินหน้าขยายการลงทุนต่างประเทศสร้างรายได้เพิ่ม ไตรมาส Q1/2554 กำไร 1,200 ล้านบาท
บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) แถลงผลการดำเนินงานบริษัทฯ ประจำไตรมาสแรก ปี 2554 (มกราคม-มีนาคม) มีการลงทุนในต่างประเทศที่มีความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ การเสนอซื้อหุ้นร้อยละ 56.12 กองทุน Transfield Services Infrastructure Fund (TSIF) ซึ่งเป็นกองทุนที่ลงทุนในโครงการด้านพลังงานและสาธารณูปโภคในออสเตรเลีย อีกทั้งลงทุนซื้อหุ้น บริษัท Electricite Du Laos- Generation Public Company (EDL-Gen) เพิ่มขึ้นเป็น 10% ทั้งนี้ การลงทุนดังกล่าวจะช่วยให้บริษัทฯมีรายได้ในรูปของเงินปันผลเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้การดำเนินงานของบริษัทฯ เติบโตแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น สำหรับ ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในไตรมาสแรกปี 2554 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 1,196.15 ล้านบาท

นายพีระวัฒน์ พุ่มทอง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ พัฒนาธุรกิจ รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง กล่าวว่า ปีนี้บริษัทฯ ยังคงเป้าหมายขยายการลงทุนในต่างประเทศเป็นสำคัญ รวมทั้งพัฒนาการลงทุนที่ทำให้บริษัทฯรับรู้ผลตอบแทนได้ทันที ในไตรมาสที่ผ่านมาความพยายามของเรามีความก้าวหน้าเป็นลำดับ โดยเฉพาะในออสเตรเลีย ซึ่งเราได้เสนอซื้อหุ้นกองทุน TSIF เพราะมีพอร์ตสินทรัพย์ที่หลากหลายและยังมีศักยภาพที่จะขยายการลงทุนในอนาคต นอกจากนี้ ยังเป็นการปูทางให้เราเข้าไปแสวงหาโอกาสในการพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ ในประเทศออสเตรเลียโดยมี TSE เป็นพันธมิตรซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญในธุรกิจพลังงาน ที่สำคัญ TSE ยังมีโครงการพลังงานลมอีก 13 โครงการที่รอการพัฒนาในอนาคต นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้เพิ่มการลงทุนใน EDL-Gen ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าในสปป. ลาว เพิ่มขึ้นเป็น 10% ซึ่งมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิ สำหรับงบลงทุนในปีนี้บริษัทได้จัดสรรไว้ประมาณ 18,000ล้านบาท ซึ่งจะใช้สำหรับโครงการที่มีอยู่แล้วและกำลังพัฒนา รวมทั้งโครงการใหม่ที่จะลงทุนด้วย
ผลการดำเนินงานไตรมาสแรกปี 2554 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 1,196.15 ล้านบาท มีรายได้รวมจำนวน 8,497.20 ล้านบาท เป็นรายได้ค่าความพร้อมจ่าย จำนวน 3,160.05 ล้านบาท ส่วนต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายรวมมีจำนวน 6,659.54 ล้านบาท ซึ่งในไตรมาสนี้บริษัทฯ ได้มุ่งเน้นบริหารต้นทุนทางการเงินด้วยการปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ของบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี จำกัด ด้วยการออกหุ้นกู้ซึ่งช่วยให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทโดยรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
“กลยุทธ์ธุรกิจในปีนี้จะเน้นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนทันทีเพื่อสร้างความมั่นคงด้านรายได้ ขณะเดียวกันก็เร่งดำเนินการพัฒนาโครงการที่ลงทุนแล้วให้แล้วเสร็จตามเวลาที่กำหนด หลังจากที่โครงการน้ำงึม2 ได้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้า ซึ่งจะสร้างรายได้ให้บริษัทฯ ในปีนี้ประมาณ 700 ล้านบาท เราเชื่อมั่นในความพร้อมและศักยภาพไม่ว่าจะด้านบุคลากร ความรู้ความเชี่ยวชาญ และด้านเงินทุน ที่สามารถรองรับการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ได้อีกมาก โดยมีเงินสดในมือจำนวนกว่า 10,000 ล้านบาท กำไรสะสมจำนวน 30,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีความสามารถในการจัดหาเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินต่างๆ ได้ในต้นทุนที่ดีเพราะอัตราหนี้สินต่อทุนอยู่ในระดับต่ำและยังได้รับอันดับเครดิตความน่าเชื่อถือจาก Moody’s และS&P Ratingsในระดับที่ดี” นายพีระวัฒน์ กล่าวในท้ายสุด
บางจากฯ เดินหน้าลงทุนผลิตเอทานอลต่อเนื่อง
ดร.อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ว่าได้มีมติให้เข้าลงทุนซื้อหุ้นสามัญของบริษัท ไทย อะโกร เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ที่อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี จากบริษัท ลานนารีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ไทยอะโกรฯ และจากผู้ถือหุ้นรายย่อย มูลค่ารวม 438 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 40 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการโอนหุ้นให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2554

ดร.อนุสรณ์ กล่าวว่า บริษัท ไทย อะโกรฯ ได้เริ่มดำเนินการผลิตเชื้อเพลิงเอทานอลจากกากน้ำตาล กำลังการผลิต 165,000 ลิตรต่อวันมาตั้งแต่ปี 2548 และขณะนี้อยู่ระหว่างการลงทุนก่อสร้างขยายกำลังการผลิตเอทานอลที่ใช้มันเส้น เป็นวัตถุดิบ อีก 200,000 ลิตรต่อวัน คาดว่าจะแล้วเสร็จในกลางปีนี้ โดยเป็นโรงงานที่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและได้มาตรฐานสูงจากประเทศฝรั่งเศส ซึ่งจากความยืดหยุ่นของกระบวนการผลิตเอทานอลที่สามารถใช้กากน้ำตาลและมัน เส้นเป็นวัตถุดิบในการผลิต ประกอบกับโรงงานมีที่ตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งความต้องการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ ของประเทศ จะช่วยเพิ่มความมั่นคงในการจัดหาเอทานอลรองรับแผนการขยายการจำหน่ายน้ำมัน แก๊สโซฮอล์ E20 และ E85 ของตลาดบางจากฯได้ รวมทั้งมีแผนจะใช้กำลังการผลิตส่วนหนึ่งของบริษัท ไทย อะโกรฯ เป็นฐานในการผลิตเพื่อส่งออก ขยายตลาดไปยังประเทศต่างๆในเอเชียซึ่งมีความต้องการใช้เอทานอลเป็น เชื้อเพลิงและใช้ในอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากด้วย
“การเข้า ลงทุนถือหุ้นใน ไทย อะโกรฯ ครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งในแผนการขยายเข้าสู่ธุรกิจพลังงานทดแทนที่เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวดี เพื่อเพิ่มมูลค่าของกิจการและกระจายความเสี่ยงของรายได้ และยังเป็นธุรกิจที่สนับสนุนธุรกิจหลักน้ำมันเชื้อเพลิงของบริษัท บางจากฯ ด้วย อีกทั้งสามารถใช้เป็นฐานในการขยายเข้าสู่ธุรกิจใหม่ๆที่น่าสนใจในอนาคต เช่น อุตสาหกรรมไบโอเคมีคอล หรือไบโอพลาสติก เป็นต้น นอกจากนั้นยังเป็นการสนองนโยบายรัฐในการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง การผลิตและส่งออกเชื้อเพลิง เอทานอลของภูมิภาคนี้” ดร.อนุสรณ์ กล่าว
อนึ่ง ภายหลังการเข้าลงทุนของบริษัท บางจากฯ (มหาชน) จะทำให้สัดส่วนผู้ถือหุ้นของบริษัท ไทย อะโกรฯ ประกอบด้วย บริษัท ลานนาฯ (มหาชน) ร้อยละ 45 บริษัท บางจากฯ (มหาชน) ร้อยละ 40 และผู้ถือหุ้นรายย่อย ร้อยละ 15 โดยก่อนหน้านี้ บริษัท บางจากฯ (มหาชน) ได้เข้าซื้อหุ้นสามัญในบริษัท อุบล ไบโอ เอทานอล จำกัด คิดเป็นร้อยละ 21.28 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด
สมอ.ชะลอโอนงานมาตรฐานมอก.พร้อมหาหน่วยตรวจสอบเอกชนเพิ่มเติม
นายชัยยง กฤตผลชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กล่าวว่า สมอ.ชะลอการมอบอำนาจให้บริษัทเอกชนและสถาบันต่างๆ ตรวจสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ (มอก.) ออกไปก่อนอย่างน้อย 1 เดือน จากเดิมที่ต้องเริ่มถ่ายโอนงานตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2554 และคาดว่าจะถ่ายดอนได้ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 เนื่องจากการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.)ครั้งล่าสุด มีข้อกังวลด้านกฎหมายจึงมอบให้คณะอนุกรรมการด้านกฎหมายไปตรวจสอบเพิ่มเติม ซึ่งต้องไปดูว่าบริษัทเอกชนที่รับมอบอำนาจ จะดำเนินการอย่างไรได้บ้าง รวมทั้งจะปฏิเสธคำร้องจากโรงงานได้หรือไม่ และคาดว่าการถ่ายโอนงาน จะเสร็จตามแผนก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2554 สำหรับการกำหนดการถ่ายโอนงานในรอบแรก จะมีการถ่ายโอนการตรวจมาตรฐานทั้งสิ้นจำนวน 1,025 มาตรฐาน จากเป้าหมายทั้งหมดจำนวน 1,500 มาตรฐาน แบ่งเป็นมาตรฐานบังคับจำนวน 78 มาตรฐาน เช่น ฟิล์มยืดหุ้มห่ออาหาร เหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนและรีดเย็น หลอดไฟฟ้าถังก๊าซปิโตรเลียมเหลว และที่เหลืออีก 947 มาตรฐานจะเป็นมาตรฐานทั่วไป โดยเบื้องต้นจะถ่ายโอนงานไปให้แก่สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สถาบันไอเอสไอ และบริษัทเอสจีเอส (ประเทศไทย)

ทั้งนี้ สมอ. มีแผนจะตั้งหน่วยงานตรวจสอบให้เพิ่มมากขึ้น โดยตอนนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบหน่วยงานรับรองอีก 4 ราย คือ สถาบันยานยนต์ สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทยและสถาบันอาหาร รวมทั้งจะเชิญบริษัทเอกชนที่มีศักยภาพในการรับรองมาตรฐานที่มีอยู่ประมาณ 10 บริษัท เข้าร่วม เช่น บริษัทบูโรเวอริทัส เซอทิผิเคชั่น, บริษัทโกลบอลเซอร์ติฟิเคชั่น เซอร์วิส เป็นต้น เพื่อให้บริการได้อย่างรวดเร็ว และเพียงพอต่อความต้องการ และสำหรับการโอนถ่ายงานจะทำให้บริษัทเอกชน ได้รับความสะดวกในการตรวจสอบที่รวดเร็วจากเดิม 40 วันเหลือแค่ 15 วัน เมื่อถ่ายโอนอำนาจแล้ว สมอ.จะออกไปตรวจสอบสินค้าในตลาดได้มากขึ้นกว่าเดิม
เอสวีโอเอ มอบโน้ตบุ๊กส่งเสริมการเรียนรู้ของเยาวชนไทย ในการแข่งขัน เกษตรพอเพียง My Little Farm ปี 2
นายจักเรศ ลือวัฒนานนท์ ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) มอบโน้ตบุ๊ก SVOA จำนวน 10 เครื่อง มูลค่ากว่า 180,000 บาท เพื่อสนับสนุนการศึกษาเรียนรู้ของเด็กไทยในกิจกรรมแข่งขันทำเกษตรพอเพียงบนพื้นที่จริง รายการเรียลลิตี้ “My Little Farm” ปี 2 ให้กับโรงเรียนที่ส่งเยาวชนเข้าร่วมกิจกรรมแข่งขันทำเกษตรพอเพียงบนพื้นที่จริง ในรายการเรียลลิตี้ “My Little Farm” ปฏิบัติการค้นหาสุดยอดเด็กไทยหัวใจเกษตร โดยออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ฟาร์ม แชนเนล ณ สตูดิโอ กันตนา

บีโอไอปลื้มโครงการใหญ่ทุ่มลงทุนในไทย ดันตัวเลขลงทุน 4 เดือนพุ่ง 31% มูลค่าแตะ 170,000 ล้าน
บีโอไอรายงานตัวเลขลงทุนช่วง 4 เดือนแรกของปี 2554 เพิ่มขึ้นทั้งจำนวนโครงการ และเงินลงทุนจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยจำนวนโครงการเพิ่มขึ้น 53% ในขณะที่เงินลงทุนเพิ่ม 31% เลขาบีโอไอ ชี้โครงการลงทุนขนาดกลาง และขนาดใหญ่ยังมั่นใจขยายลงทุนในไทย ในขณะที่ทิศทางการลงทุนจากญี่ปุ่น และต่างชาติยังโตต่อเนื่อง

นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงภาวะการลงทุนในช่วง 4 เดือน (มกราคม-เมษายน 2554) ว่า การยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ทั้งจำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุน โดยมีทั้งสิ้น 582 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 170,100 ล้านบาท จำนวนโครงการเพิ่มขึ้น 53% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 381 โครงการ ในขณะที่มีมูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้น 31% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีมูลค่าอยู่ที่ 129,500 ล้านบาท
กลุ่มกิจการที่ได้รับความสนใจลงทุนสูงสุด ได้แก่ กิจการผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง มีจำนวน 148 โครงการ เงินลงทุนรวม 50,300 ล้านบาท รองมาคือ กิจการบริการและสาธารณูปโภค จำนวน 131 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 37,700 ล้านบาท กิจการเคมี กระดาษ และพลาสติก จำนวน 73 โครงการ เงินลงทุน 32,900 ล้านบาท ตามลำดับ โดยกิจการลงทุนส่วนใหญ่เป็นกิจการขนาดกลางและขนาดใหญ่ ที่มีมูลค่าตั้งแต่ 200-1,000 ล้านบาท ที่มีจำนวนถึง 169 โครงการจากทั้งหมด และมีมูลค่าเงินลงทุนกว่า 148,800 ล้านบาทจากมูลค่าทั้งหมด
“การลงทุนในช่วงตั้งแต่ต้นปี มีความหลากหลาย และกระจายในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ทั้งนี้จำนวนเงินลงทุนที่เป็นกลุ่มขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่มีจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ที่มีต่อประเทศไทย และยังมองเห็นศักยภาพการเป็นแหล่งรองรับการลงทุนที่สำคัญในภูมิภาค เพื่อกระจายสินค้าส่งออกไปยังตลาดโลกได้อย่างต่อเนื่อง” นางอรรชกากล่าว
นางอรรชกา กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้เหตุการณ์แผ่นดินไหว และคลื่นยักษ์สึนามิ จะส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่น แต่ความสนใจของกลุ่มนักลงทุนญี่ปุ่นที่เข้ามาในประเทศไทยยังมีทิศทางขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยในเดือนเมษายน 2554 ที่ผ่านมา มีโครงการจากผู้ประกอบการญี่ปุ่นที่เดินหน้าขยายการลงทุนในไทย เช่น บริษัท เอจีซี ออโตโมทีฟ (ประเทศไทย) จำกัด ขยายกิจการผลิตกระจกนิรภัยสำหรับรถยนต์ เงินลงทุน 759 ล้านบาท บริษัท สยาม ฟูโกกุ จำกัด ขยายกิจการ ยางปัดน้ำฝน เงินลงทุน 854 ล้านบาท
ในขณะที่มีโครงการขนาดใหญ่ของนักลงทุนประเทศอื่นๆ อาทิ บริษัท แคล-คอมพ์ อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จากกลุ่มทุนไต้หวัน-สิงคโปร์ ขยายกิจการ ผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ เงินลงทุน 1,962 ล้านบาท บริษัท อิเนอร์ยี ออโตโมทีฟ ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จากกลุ่มทุนจากประเทศฝรั่งเศส ขยายกิจการผลิต ถึงน้ำมันพลาสติก สำหรับยานพาหนะ เงินลงทุน 441 ล้านบาท
เน็ตเบย์เลือกไอบีเอ็มสร้างคลาวด์ครบวงจร
ครั้งแรกในไทย ไอบีเอ็ม จับมือ เน็ตเบย์และคลาวด์ครีเอชั่น เปิดระบบคลาวด์เพื่อรองรับการขยายธุรกิจไทย ทั้งนำเข้า ส่งออก ผ่านระบบคลาวด์สมบูรณ์แบบ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า บริษัท เน็ตเบย์ จำกัด (Netbay) ผู้นำด้านแอพพลิเคชั่นและบริการด้านอี-บิสสิเนสในประเทศไทย วางใจเลือกเทคโนโลยีจากไอบีเอ็ม สร้างบริการคลาวด์คอมพิวติ้งให้กับ “คลาวด์ ครีเอชั่น” บริษัทลูกที่ตั้งขึ้นใหม่เพื่อให้บริการคลาวด์คอมพิวติ้งทั้งในรูปแบบโครงสร้างพื้นฐานและซอฟต์แวร์โซลูชันให้แก่องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ รวมถึงกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและกลาง

เน็ตเบย์ลงทุนในเทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้งจากไอบีเอ็มเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีเพื่อการให้บริการที่รวดเร็วและคล่องตัว ทั้งยังเพิ่มความสามารถในการบริหารจัดการทรัพยากรและความพร้อมในการให้บริการ นอกจากนั้น ยังสามารถให้บริการด้านคลาวด์คอมพิวติ้ง โดยครอบคลุมตั้งแต่ระดับแอพพลิเคชั่นไปจนถึงการเก็บข้อมูล พร้อมรองรับความต้องการขององค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน
บริษัทคลาวด์ ครีเอชั่นพร้อมให้บริการแบบใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีชั้นนำของไอบีเอ็ม ได้แก่
- ไอบีเอ็ม เพาเวอร์เซเว่น (IBM POWER 7 Servers) เซิร์ฟเวอร์สมรรถนะสูง ที่ช่วยเพิ่มความคุ้มค่า ช่วยประหยัดพลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพด้านเทคโนโลยีเสมือนหรือเวอร์ชวลไลเซชันสำหรับการผนวกควบรวมเซิร์ฟเวอร์ (Server Consolidation)
- สตอร์ไวซ์ วี เจ็ดพัน (Storwize V7000) สตอเรจโซลูชันที่มาพร้อมกับสมรรถนะระดับสูงในการจัดเก็บข้อมูล โดยสามารถเก็บรักษาข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยยิ่งขึ้น
- ดีบีทู (DB2) ซอฟท์แวร์จัดการฐานข้อมูลที่มาพร้อมกับประสิทธิภาพในด้านการบีบอัดข้อมูลเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านสตอเรจและการจัดเก็บข้อมูล
- ไอบีเอ็ม เซอร์วิส ดีลิเวอรี่ เมเนเจอร์ (IBM Service Delivery Manager) โซลูชันที่ทำหน้าที่รวมศูนย์การจัดการระบบคลาวด์คอมพิวติ้งและเซิร์ฟเวอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- เว็บสเฟียร์ คลาวด์เบิร์ส แอพพลายแอนซ์ (WebSphere Cloud Burst Appliance) เทคโนโลยีที่ช่วยในการติดตั้งแอพพลิเคชั่นธุรกิจต่างๆในคลาวด์
ด้วยโซลูชันคลาวด์คอมพิวติ้งดังกล่าวจากไอบีเอ็ม คลาวด์ ครีเอชั่น จะสามารถพัฒนาและนำเสนอบริการซอฟต์แวร์และแอพพลิเคชั่นต่างๆ แก่ลูกค้าได้รวดเร็วขึ้น ทั้งยังสามารถนำทรัพยากรด้านไอทีมาให้บริการแก่ลูกค้าได้อีกด้วย
นายพิชิต วิวัฒน์รุจิราพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็ตเบย์ จำกัด กล่าวว่า “ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำและความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน เน็ตเบย์ตระหนักถึงความจำเป็นที่จะนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาประยุกต์ใช้เพื่อตอบสนองความต้องการทางธุรกิจของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดค่าใช้จ่าย โซลูชันคลาวด์คอมพิวติ้งของไอบีเอ็มซึ่งใช้ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ใหม่ล่าสุดของไอบีเอ็ม จะเอื้อต่อการสร้างบริการใหม่ๆในรูปแบบคลาวด์คอมพิวติ้งของเน็ตเบย์ สิ่งเหล่านี้จะช่วยยกระดับคุณภาพบริการของเน็ตเบย์และขับเคลื่อนบริษัทให้ก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการไอทีครบวงจร ด้วยความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัย ช่วยในการลดต้นทุนและลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน”
“โซลูชันคลาวด์คอมพิวติ้งของไอบีเอ็มจะช่วยให้ คลาวด์ ครีเอชั่น สามารถสร้างโครงสร้างเทคโนโลยีที่ยืดหยุ่นและปลอดภัย ซึ่งไม่เพียงแต่ประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรด้านไอทีอีกด้วย” นายวิสิฐ วัฒนานุกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท คลาวด์ ครีเอชั่น จำกัด กล่าว “ด้วยการให้บริการคลาวด์คอมพิวติ้ง บริษัทสามารถตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรต่างๆ ได้ตามความต้องการ ตั้งแต่แอพพลิเคชั่นเพื่อธุรกิจ ไปจนถึงเวอร์ช่วลเซิร์ฟเวอร์และสตอเรจ ซึ่งจะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายที่จะขยายฐานลูกค้าทั้งในภาครัฐและเอกชน”
นายพิชิต วิวัฒน์รุจิราพงศ์ กล่าวเสริม “เราลงทุนถึง 120 ล้านบาทในเทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้งของไอบีเอ็ม ทั้งนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าลูกค้าของเราได้รับบริการที่มีความปลอดภัยสูงสุด ขณะนี้เรามีลูกค้า 3 รายในสาขาโลจิสติกส์ซัพพลายเชน ประกันภัย และออนไลน์อี-บิสสิเนส ให้ความไว้วางใจเซ็นสัญญาเพื่อใช้บริการคลาวด์ของคลาวด์ ครีเอชั่นแล้ว โดยคาดว่าจะสามารถสร้างรายได้ให้กับบริษัทเป็นมูลค่าถึง 79 ล้านบาทภายในปีนี้ เรามั่นใจว่าการตัดสินใจเลือกเทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้งของไอบีเอ็มจะช่วยสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้แก่ คลาวด์ ครีเอชั่นอย่างต่อเนื่อง”
นางพรรณสิรี อมาตยกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “ไอบีเอ็มให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการคลาวด์คอมพิวติ้งมาอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมา ไอบีเอ็มมีการลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ในการพัฒนาธุรกิจคลาวด์คอมพิวติ้งทั่วโลก ปัจจุบันไอบีเอ็มเป็นผู้นำด้านคลาวด์คอมพิวติ้ง และเป็นบริษัทไอทีเพียงรายเดียวที่มีครบวงจรทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบริการในส่วนของคลาวด์เทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคลาวด์เทคโนโลยีที่มีความปลอดภัย น่าเชื่อถือ และประสิทธิภาพสูงที่พัฒนาขึ้นสำหรับองค์กรธุรกิจโดยเฉพาะ ไอบีเอ็มนำเสนอโซลูชันที่หลากหลายและครบครันมากกว่าผู้ให้บริการรายอื่นๆ โดยครอบคลุมตั้งแต่ไพรเวทคลาวด์ พับลิคคลาวด์ไปจนถึงไฮบริดคลาวด์ เราพร้อมที่จะช่วยลูกค้าของเราให้ก้าวเป็นผู้ให้บริการคลาวด์คอมพิวติ้งในธุรกิจที่ตนเองเชี่ยวชาญ ด้วยบริการจากไอบีเอ็มตั้งแต่การวางแผน การดำเนินการติดตั้ง การทดสอบ ไปจนถึงการให้คำปรึกษาทั้งด้านเทคโนโลยีและธุรกิจโดยบุคคลากรที่มากด้วยทักษะและความเชี่ยวชาญ”
“ไอบีเอ็มภาคภูมิใจที่ได้รับความไว้วางใจจากเน็ตเบย์ให้เป็นพันธมิตรในการสร้างคลาวด์คอมพิวติ้ง ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ของเน็ตเบย์ในการเสริมสร้างความเป็นผู้นำในธุรกิจ พร้อมทั้งก้าวสู่ความเป็นผู้นำด้านการให้บริการคลาวด์คอมพิวติ้งของประเทศไทย การประกาศความร่วมมือกับเน็ตเบย์และคลาวด์ ครีเอชั่นในการสร้างคลาวด์คอมพิวติ้งแบบครบวงจรในวันนี้ ถือเป็นบทพิสูจน์ถึงความพร้อมและความเป็นผู้นำด้านคลาวด์คอมพิวติ้งของไอบีเอ็มอย่างชัดเจน” นางพรรณสิรี กล่าว
ปัจจุบันไอบีเอ็มมีคลาวด์คอมพิวติ้งแล็บถึง 13 แห่งทั่วโลก ในจำนวนนี้มี 7 แห่งตั้งอยู่ในเอเชียแปซิฟิก คือ ในประเทศจีน อินเดีย เกาหลี ญี่ปุ่น ฮ่องกง เวียดนาม และสิงคโปร์ โดยภายในแล็บแต่ละแห่งเพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐานทางด้านไอทีรวมทั้งทีมงานที่มีทักษะ ความรู้ความชำนาญที่จะช่วยให้ลูกค้าตั้งแต่เริ่มต้นออกแบบ ทดสอบและสร้างคลาวด์คอมพิวติ้งที่เหมาะสมที่สุดกับองค์กร
Energy Complex สุดยอดอาคารอัจฉริยะเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว
กระทรวงพลังงาน เดินหน้าเปิดตัวศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ Energy Complex (EnCo) กลุ่มอาคารอัจฉริยะประหยัดพลังงานอย่างเป็นทางการ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มั่นใจเป็นศูนย์รวมองค์กรและหน่วยงานธุรกิจด้านพลังงาน และต้นแบบอาคารพลังงานสีเขียวของประเทศ หลังคว้ามาตรฐาน LEED ระดับ Platinum ซึ่งเป็นมาตรฐานการออกแบบอาคาร โดยคำนึงถึงการอนุรักษ์พลังงาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จากสภาอาคารเขียว ประเทศสหรัฐอเมริกา (USGBC : U.S. GREEN BUILDING COUNCIL) รายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานได้รับเกียรติจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ (Energy Complex หรือ EnCo) ซึ่งเป็นสถานที่ทำการแห่งใหม่ของกระทรวงพลังงาน และศูนย์รวมหน่วยงาน ราชการ/ธุรกิจ ด้านพลังงานของประเทศไทย รวม 23 หน่วยงาน สร้างขึ้นตามนโยบายรวมศูนย์การบริหารงานด้านพลังงานของประเทศเพื่อความสะดวก และเป็นเอกภาพ โดยมี บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เป็นฝ่ายดำเนินการก่อสร้าง และออกแบบให้เป็น “อาคารยั่งยืน” (Sustainable Building) ภายใต้แนวคิดผสมผสานนวัตกรรมของอาคารอนุรักษ์พลังงาน (Green Building) และอาคารอัจฉริยะ (Intelligent Building) ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT: Information & Communication Technology) อันทันสมัย มุ่งเน้นประโยชน์ใช้สอยผสานกับการอนุรักษ์พลังงานและไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

“ศูนย์เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์” (Energy Complex) หรือ “อาคาร EnCo” เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปลายปี 2550 เสร็จสมบูรณ์เมื่อปลายปี 2552 ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 29 ไร่ บริเวณริมถนนวิภาวดีรังสิต ภายในศูนย์ฯ ประกอบด้วย 6 อาคาร ได้แก่ อาคารที่รองรับที่ทำการกระทรวงพลังงาน สำนักงานของบริษัทในกลุ่ม ปตท. ธนาคาร ร้านอาหาร ร้านค้าปลีกฟิตเนสเซ็นเตอร์ และอาคารจอดรถ สามารถรองรับคนได้ถึง 8,000 คน มีพื้นที่ใช้สอยรวม 300,000 ตารางเมตร
นายแพทย์วรรณรัตน์ กล่าวต่อว่า จุดเด่นของศูนย์ดังกล่าวอยู่ที่การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการก่อสร้าง อาคาร โดยเฉพาะ อาคาร A ซึ่งเป็นสำนักงานของกลุ่ม ปตท. มีรูปทรงของอาคารเป็นรูปลักษณ์ “Double Oil Drop” ที่มองจากมุมบนสามารถเห็น เป็น”หยดน้ำมัน” 2 หยด หันหน้าผนึกไขว้กัน สื่อถึงสัญลักษณ์ธุรกิจพลังงานของ ปตท. ขณะที่ผนังอาคารมีผิวโค้ง เพื่อช่วยลดอุณหภูมิและความร้อนจากเปลือกอาคารตามหลักอากาศพลศาสตร์ (aerodynamic) เนื่องจากตัวตึกแต่ละด้านไม่บังทิศทางลมกันเอง รวมทั้งตัวศูนย์ฯยังถูกออกแบบให้สามารถต้านทานแผ่นดินไหวสูงสุดที่ระดับ 7.2 ริกเตอร์ โดยวัดจากจุดศูนย์กลางที่รอยเลื่อนจังหวัดกาญจนบุรี
