Archive for June, 2011
เอสวีโอเอ ร่วมกับ โรแลนด์ ดีจี จัดอบรมตัวแทนจำหน่ายนานาชาติ
นายเทอดธรรม นาคสกุล ผู้จัดการทั่วไป ผู้ดูแลสินค้าโรแลนด์ บริษัทเอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) (ที่ 6 จากซ้าย) ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า Roland แต่เพียงผู้เดียวในภูมิภาคอินโดจีนร่วมกับบริษัทโรแลนด์ ดีจี คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าแบรนด์ Roland ได้จัดการอบรมด้านการซ่อมบำรุงรักษาสินค้าให้กับฝ่ายเทคนิคของบริษัท ตัวแทนจำหน่ายจากหลายประเทศ โดยในปีนี้ประเทศไทยได้รับเกียรติ ให้เป็นเจ้าภาพในการจัดอบรมครั้งนี้ โดยมีประเทศที่เข้าร่วมกว่า 10 ประเทศ อาทิ จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, อียิปต์, ซาอุดิอาระเบีย, ตุรกี, อินเดีย, อินโดนีเซีย, สิงคโปร์, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์,แอฟริกาใต้และไทย โดยจัดงานขึ้น ณ โรงแรม โฟร์ซีซั่น กรุงเทพฯ

บีโอไอ เปิดตัว The Report : Thailand 2011 บีโอไอ-อ็อกฟอร์ด มั่นใจการเมืองไทยไม่กระทบการลงทุน
เผยโฉม The Report : Thailand 2011 ซึ่งเป็นรายงานเชิงลึกด้านเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศไทย จัดทำโดย “อ็อกฟอร์ด บิสสิเนส กรุ๊ป” มั่นใจ รายงานฉบับนี้จะช่วยให้นักลงทุนต่างชาติเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยทุกสมัยไม่ส่งผลกระทบต่อนโยบายส่งเสริมการลงทุน
นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยในงานเปิดตัวรายงานด้านเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศไทย หรือ The Report : Thailand 2011 ซึ่งจัดทำขึ้นโดย อ็อกฟอร์ด บิสสิเนส กรุ๊ป (Oxford Business Group – OBG) ว่าจะช่วยตอกย้ำความเชื่อมั่นของประเทศไทยต่อนักลงทุนทั่วโลกทั้งในแง่ของนโยบายทางเศรษฐกิจ บรรยากาศการลงทุนของไทย และมุมมองของภาคเอกชนชั้นนำในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนสามารถนำมาวิเคราะห์และใช้ประกอบการตัดสินใจเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย
“เนื้อหาของรายงานฉบับนี้ นอกจากจะสะท้อนให้นักลงทุนต่างชาติเห็นถึงโอกาสและทิศทางการลงทุนในไทยแล้ว ยังจะช่วยตอกย้ำให้เกิดความเข้าใจว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประเทศไทยจากอดีตถึงปัจจุบัน ไม่เคยส่งผลกระทบต่อนโยบายส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทย ซึ่งไม่ว่าพรรคใดเข้ามาเป็นรัฐบาล ต่างก็ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ การส่งเสริมการลงทุน และยินดีต้อนรับการลงทุนจากต่างประเทศเป็นอย่างดีมาตลอด” เลขาธิการบีโอไอ กล่าว
ด้านนายพาเลียส คุนซินาส (Mr.Paulius Kuncians) บรรณาธิการระดับภูมิภาคเอเชีย บริษัท อ็อกฟอร์ด บิสสิเนส กรุ๊ป กล่าวว่า The Report : Thailand 2011 สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางการลงทุน ในประเทศไทยที่ได้จากการรวบรวมข้อมูลสำคัญๆ จากการสัมภาษณ์บุคคลสำคัญ ทั้งจากภาครัฐและเอกชนชั้นนำ รวมถึงการวิเคราะห์โอกาสของภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรมหลากหลายกลุ่ม อาทิ ธุรกิจการเกษตร การธนาคาร การเงิน การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมบริการ พลังงานและพลังงานทดแทน เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งของประเทศไทย และยังเห็นโอกาสและทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย
นายพาเลียสยังกล่าวด้วยว่า หากประเทศไทยต้องการก้าวเข้ามาเป็นประเทศที่มีรายได้ต่อประชากรในระดับปานกลาง ก็จะต้องมีกลยุทธ์การพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่งมั่นชัดเจน และมีความต่อเนื่องจากทุกๆรัฐบาล ไม่ว่าจะมาจากพรรคการเมืองใด และควรมีนโยบายกระตุ้นการลงทุน ในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา ระบบสาธารณูปโภค ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง และจะกลายเป็นประเทศที่มีรายได้เศรษฐกิจสูงในช่วย 10-20ปีข้างหน้าได้
สศอ. เผยดัชนีอุตฯ พ.ค.-3.88% กำลังการผลิต 58.66%
ยานยนต์-Hard disk drive- อาหารกระป๋อง-เส้นใยสิ่งทอฯ ยอดผลิตและจำหน่ายแผ่ว ฉุดดัชนีอุตฯ พ.ค.ร่วง -3.88%
นางสุทธินีย์ พู่ผกา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษบกิจอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนพฤษภาคม 2554 ลดลง -3.88% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 58.66% อุตสาหกรรมที่ทำให้ MPI ลดลง สาเหตุสำคัญเกิดจากอุตสาหกรรมรถยนต์ที่มีการผลิตลดลง เนื่องจากการขาดแคลนชิ้นส่วนในการผลิตจากภัยพิบัติที่ญี่ปุ่น รองลงมาเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องรับโทรทัศน์
นางสุทธินีย์ กล่าวว่า การผลิตรถยนต์ เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การผลิตและการจำหน่ายยังคงลดลง 32.5% และ 33.3% ตามลำดับ สาเหตุสำคัญเนื่องจากบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศญี่ปุ่นได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวและสึนามิ ทำให้ไม่สามารถส่งชิ้นส่วนสำคัญที่ใช้เทคโนโลยีสูงจากบริษัทแม่ในประเทศญี่ปุ่นให้ได้ ส่งผลให้ผู้ผลิตของไทยที่นำเข้าชิ้นส่วนเพื่อทำการผลิตประสบปัญหา ทำให้มีการปรับแผนการผลิตลดลง ทั้งนี้ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนมิถุนายน ผู้ผลิตรายใหญ่ที่ได้รับผลกระทบได้เริ่มกลับมาผลิต 2 กะตามปกติแล้ว และคาดว่าจะกลับสู่ภาวะปกติภายในไตรมาสที่ 3 /2554 นี้
Hard Disk Drive เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การผลิตและจำหน่ายเพิ่มขึ้นเป็นเดือนแรก (นับจาก ธ.ค.2553) โดยเพิ่มขึ้น 0.2% และ 0.6% ตามลำดับ ขณะที่ยอดผลิตและจำหน่ายโดยรวม 5 เดือนที่ผ่านมา การผลิตและการจำหน่ายลดลง 11.8% และ 10.3% เนื่องจากการปรับเปลี่ยนส่วนประกอบและอุปกรณ์ที่ใช้ในผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เช่น iPad ที่มีส่วนประกอบที่ใช้ไมโครอิเล็กทรอนิกส์เป็นตัวขับเคลื่อนและเก็บข้อมูลมาใช้งานมากขึ้น รวมถึงการกระจายความเสี่ยงด้านการผลิตโดยการย้ายการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์บางส่วนไปยังประเทศอื่นๆ ที่เป็นบริษัทลูกในเครือ เช่น มาเลเซีย เป็นต้น
อาหารทะเลกระป๋องและแช่แข็ง เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การผลิตและการจำหน่ายลดลง 1.0% และ 4.0% ตามลำดับ เนื่องจากวัตถุดิบปลาทูน่ามีปริมาณลดลงและราคาปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่วัตถุดิบกุ้งโตไม่ได้ขนาดและมีปริมาณลดลง ซึ่งเป็นผลจากปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จึงส่งผลต่อการผลิตและจำหน่ายลดลง ดังกล่าว
การผลิตเส้นใยสิ่งทอ เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การผลิตและจำหน่ายลดลง 8.5% และ 18.7% เนื่องจากราคาฝ้ายซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตมีราคาที่ผันผวนสูงในขณะนี้ ส่งผลให้โรงปั่น
ชะลอการสั่งซื้อฝ้ายมาผลิตสินค้าเพื่อป้องกันภาวะขาดทุนจากสต๊อกที่นำเข้าราคาสูง แต่ต้องขายสินค้าในราคาที่ต่ำลง ส่งผลให้อุตสาหกรรมต่อเนื่อง (โรงทอผ้า) ต้องชะลอการผลิตสินค้าตามไปด้วย ประกอบกับการขาดแคลนแรงงานของอุตสาหกรรม และรวมถึงภัยพิบัติที่ญี่ปุ่นส่งผลกระทบต่อการส่งออก
ขณะที่ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านเรือน เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การผลิตและการจำหน่ายเพิ่มขึ้น 17.5% และ 13.6% ตามลำดับ สาเหตุหลักเนื่องจากแผ่นดินไหวและสึนามิที่ญี่ปุ่น เป็นผลทำให้ความต้องการ พัดลม, ตู้เย็น, กระติกน้ำร้อน และหม้อหุงข้าว เพิ่มขึ้น
ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิคส์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การผลิตและจำหน่ายเพิ่มขึ้น 4.9% และ 3.9% ตามลำดับ เนื่องจากความต้องการในสินค้าอิเล็กทรอนิคส์สำเร็จรูปที่มีเทคโนโลยีสูงในตลาดยังมีอยู่ในระดับสูง ส่งผลต่อความต้องการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิคส์ให้สูงตาม ทั้งจากโทรศัพท์มือถือประเภท Smart phone และอุปกรณ์ tablet ต่างๆ
นางสุทธินีย์ ได้สรุปตัวเลข MPI เดือนพฤษภาคม 2554 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน เป็นดังนี้ ดัชนีผลผลิต (มูลค่าเพิ่ม) อยู่ที่ระดับ 177.83 ลดลง -3.88% จากระดับ 185.02 ดัชนีการส่งสินค้า อยู่ที่ระดับ 173.97 ลดลง -7.70% จากระดับ 188.48 ดัชนีสินค้าสำเร็จรูปคงคลัง อยู่ที่ระดับ 185.21 ลดลง -2.33% จากระดับ 189.63 ดัชนีแรงงานในภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 116.23 ลดลง -0.04% จากระดับ 116.28 ดัชนีผลิตภาพแรงงานในภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 137.12 ลดลง -1.69% จากระดับ 139.48 โดยอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 58.66%

ปตท. รายงานสถานการณ์ราคาน้ำมันประจำสัปดาห์ และแนวโน้ม ในสัปดาห์นี้ ที่ 27 มิ.ย. - 1 ก.ค. 54
ฝ่ายบริหารความเสี่ยงราคาและวิเคราะห์ตลาดต่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) รายงานถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันว่า ราคาน้ำมันเฉลี่ยสัปดาห์ที่ 20-24 มิ.ย. 54 ราคาน้ำมันดิบดูไบ (Dubai) ลดลง 4.32 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ระดับ 105.71 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล, ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ลดลง 6.05 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 109.85 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบเวสเท็กซัส (WTI) ลดลง 3.04 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลอยู่ที่ 92.85 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาเฉลี่ยน้ำมันเบนซินลดลง 2.68 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 119.01 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดีเซลลดลง 6.58 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 122.73 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล โดยมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา ได้แก่

ผลกระทบต่อราคาน้ำมันในเชิงลบ
• 23 มิ.ย. 54 องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency, IEA) ประกาศระบายปริมาณสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserves) จากสมาชิก 28 ประเทศ ปริมาณ 60 ล้านบาร์เรล ภายในระยะเวลา 1 เดือน โดยแบ่งเป็น สหรัฐฯ 50% ยุโรป 30% และอื่นๆ 20% ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดซื้อขายล่วงหน้าในวันดังกล่าวปรับตัวลดลง 4-7 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
• กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ (GDP) ในปี 54 อยู่ที่ 2.5% และในปี 55 อยู่ที่ 2.7% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ในเดือน เม.ย.ที่ 2.8% และ 2.9% ตามลำดับ จากปัญหาขาดดุลงบประมาณและเพดานหนี้
• กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ รายงานจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 18 มิ.ย. 54 เพิ่มขึ้น 9,000 ราย จากสัปดาห์ก่อนหน้า อยู่ที่ 429,000 ราย
• กระทรวงพาณิชย์รายงานยอดขายบ้านใหม่ (New Single-Family Home Sales) เดือน พ.ค. 54 ลดลง 2.1% จากเดือนก่อน อยู่ที่ 319,000 หน่วย ลดลงครั้งแรกในรอบ 3 เดือน
• เวเนซูเอลาส่งออกน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปในเดือน พ.ค. 54 เพิ่มขึ้น 260,000 บาร์เรลต่อวัน จากเดือนก่อน มาอยู่ที่ 2.48 ล้านบาร์เรลต่อวัน
• รัฐมนตรีน้ำมันคูเวต นาย Mohammad al-Busairi แถลงปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในเดือน มิ.ย. 54 อยู่ที่ 2.55-2.70 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นจากเดือน พ.ค. 54 ที่ระดับ 2.44 ล้านบาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ตาม คูเวตมีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ภายในปี 2563
ผลกระทบต่อราคาน้ำมันในเชิงบวก
• สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (Energy Information Administration, EIA) รายงานปริมาณสำรองน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์ สัปดาห์สิ้นสุด 17 มิ.ย. 54 ลดลง 1.7 ล้านบาร์เรล จากสัปดาห์ก่อนหน้า อยู่ที่ 363.8 ล้านบาร์เรล เป็นการลดลง 3 สัปดาห์ต่อเนื่อง และ Gasoline ลดลง 0.5 ล้านบาร์เรล อยู่ที่ 214.6 ล้านบาร์เรล ส่วน Distillates เพิ่มขึ้น 1.2 ล้านบาร์เรล อยู่ที่ 142.0 ล้านบาร์เรล ในขณะที่ อัตราการกลั่นสูงขึ้น 3.1% มาอยู่ที่ 89.2% สูงสุดในรอบ 10 เดือน
• Bureau of Economic Analysis ของสหรัฐฯประกาศอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไตรมาส 1/54 (ครั้งสุดท้าย) อยู่ที่ 1.9% เพิ่มขึ้นจากรายงานครั้งที่ 2 ที่ 1.8% (สหรัฐฯจะทบทวนตัวเลข GDP 3 ครั้ง ก่อนการประกาศอย่างเป็นทางการ)
• 22 มิ.ย. 54 ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ประกาศคงระดับอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำที่ 0-0.25% เนื่องจากการเติบโตเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังคงชะลอตัว
• ปริมาณนำเข้าน้ำมันดิบของญี่ปุ่นในเดือน พ.ค. 54 เพิ่มขึ้น 6.9% (Y-O-Y) อยู่ที่ 3.14 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากความต้องการช่วงฤดูร้อนและการขาดแคลนไฟฟ้า
• บริษัท Transcanada ลดปริมาณขนส่งน้ำมันดิบทางท่อ Keystone (590,000 บาร์เรลต่อวัน) จากแคนาดาไปยังเมือง Cushing ที่สหรัฐฯ ในเดือน มิ.ย. และ ก.ค. 54 อยู่ที่ระดับ 400,000-450,000 บาร์เรลต่อวัน จากการปิดซ่อมบำรุง
ในระยะสั้นราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI มีแนวรับแนวต้านอยู่ที่ 100-110 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลและ 88-96 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลตามลำดับ ทั้งนี้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นลงผันผวนตามกระแสข่าวรายวัน โดยปัจจัยที่ส่งผลกระทบได้แก่ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเปราะบาง ทั้งภาคตลาดแรงงานและอสังหาริมทรัพย์ ในขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกมาเตือนว่าเศรษฐกิจประเทศสเปนมีความเสี่ยงในการฟื้นตัว ควรเพิ่มเติมมาตรการรัดเข็มขัด กระตุ้นสถาบันการเงิน และตลาดแรงงาน อย่างไรก็ตามการแก้ปัญหาหนี้สินของประเทศกรีซมีทิศทางที่ดีขึ้น หลังรัฐบาลชนะผลลงคะแนนไม่ไว้วางใจในสภา ส่งผลให้มาตรการรัดเข็มขัดของกรีซยังคงเดินหน้าต่อไป ซึ่งจะทำให้กรีซจะได้รับเงินช่วยเหลือและไม่ผิดนัดชำระหนี้ ในขณะที่ปัญหาความไม่สงบในลิเบียยังคงยืดเยื้อ ทั้งนี้ให้จับตาท่าทีของกลุ่ม OPEC ต่อมาตรการของ IEA ซึ่ง OPEC เห็นว่าภาวะตลาดไม่เกิดการขาดแคลนน้ำมันจนต้องใช้น้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ ในภาคเศรษฐกิจสัปดาห์นี้ ควรจับตามองการประชุมของรัฐสภากรีซซึ่งจะพิจารณามาตรการลดรายจ่ายในวันที่ 29-30 มิ.ย. 54 และการประชุมรัฐมนตรีคลังของกลุ่มยูโรโซนเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือกรีซวงเงิน 3 หมื่นล้านยูโร ในวันที่ 3 ก.ค. 54
กนอ.ร่วมเติมฝันเยาวชนไทยในจังหวัดระยอง พัฒนาสถานศึกษาให้ได้มาตรฐาน
คณะกรรมการ กนอ. นำทีมผู้บริหารและพนักงาน ร่วมพัฒนาโรงเรียนบ้านคลองทราย จ.ระยอง จัดโครงการ “กนอ.รังสรรค์ เติมฝัน เยาวชน” เพื่อยกระดับสถานศึกษาให้ได้มาตรฐาน เปิดโอกาสให้เยาวชนได้เข้าถึงแหล่งความรู้ และการกีฬา ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพเยาวชนไทย

นายนิติ ยิ้มแย้ม ผู้แทนคณะกรรมการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กนอ.ได้จัดโครงการ “กนอ. รังสรรค์ เติมฝัน เยาวชน” เพื่อยกระดับสถานศึกษาให้ได้มาตรฐาน และสนับสนุนอุปกรณ์การศึกษาและสถานที่เล่นกีฬาที่เหมาะสม ภายใต้โครงการยกระดับมาตรฐานการศึกษาของเยาวชนไทย ของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร.) และคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) โดยได้รับความร่วมมือจากสถานีตำรวจภูธรบ้านฉาง และสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคบ้านฉาง ในการร่วมกิจกรรม
กนอ.ได้ดำเนินการคัดเลือกโรงเรียนบ้านคลองทรายเข้าร่วมโครงการ ซึ่งโรงเรียนดังกล่าวเปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียนทั้งสิ้น 168 คน โดย กนอ.ได้จัดทำแผนพัฒนาห้องสมุดโรงเรียนให้มีมาตรฐานและสะดวกในการค้นคว้าหาความรู้ พร้อมทั้งสนับสนุนอุปกรณ์ด้านการศึกษาและปรับปรุงภูมิทัศน์รอบโรงเรียน โดยกำหนดจัดกิจกรรม 2 วัน ดังนี้
วันที่ 24 มิถุนายน พนักงาน กนอ.จากสำนักงานใหญ่และจากสำนักงานในพื้นที่มาบตาพุดคอมเพล็กซ์ที่มีจิตอาสา ร่วมกับสถานีตำรวจภูธรบ้านฉาง พนักงานจากสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคบ้านฉาง นักเรียนโรงเรียนบ้านคลองทรายและชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียง จะร่วมกันทำกิจกรรมปรับปรุงห้องสมุดและพัฒนาภูมิทัศน์รอบโรงเรียนบ้านคลองทราย อาทิ ทาสีรั้วโรงเรียน ปลูกต้นไม้ ทำความสะอาดอาคาร เป็นต้น
วันที่ 25 มิถุนายน กนอ. ได้จัดพิธีส่งมอบห้องสมุดให้แก่โรงเรียนบ้านคลองทราย เพื่อให้นักเรียนได้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษาในการค้นคว้าหาความรู้และใช้ประโยชน์จากห้องสมุดที่ทันสมัยและมีมาตรฐาน อีกทั้งจะได้มีสถานที่สำหรับจัดกิจกรรมสันทนาการเพื่อที่จะสามารถพัฒนาทักษะในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง การมอบห้องสมุดให้กับโรงเรียน
ในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นความร่วมมือของภาคอุตสาหกรรมในการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความเจริญเติบโตในทุกๆ ด้าน เพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคตต่อไป นายนิติฯ กล่าวในท้ายที่สุด
แมนูแฟกเจอริ่ง เอ็กซ์โป 2011 ประชันนวัตกรรม เวทีเจรจาการค้าระดับภูมิภาค
เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2554 ที่ผ่านมา ดร.ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม แสดงปาฐกถาพิเศษ บูรณาการอุตสาหกรรมไทยสู่ Green Industry ในพิธีเปิดงาน Manufacturing Expo 2011 พร้อม NEPCON Thailand 2011 และ Indee Bangkok 2011 อย่างเป็นทางการ พบกับการประชันเทคโนโลยีและนวัตกรรมล่าสุดจากกว่า 1,500 บริษัทจาก 30 ประเทศ ท้าสายตาผู้ซื้อกว่า 38,000ราย มั่นใจปีนี้โตกว่า 30% คาดเม็ดเงินสะพัดกว่า 3 พันล้านบาท

เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่สำหรับงาน Manufacturing Expo 2011 มหกรรมเพื่อการผลิตอันดับหนึ่งในประเทศไทย สำหรับอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนอุตสาหกรรม ระหว่างวันที่ 23-26 มิถุนายนนี้ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา โดย บริษัท รี้ด เทรดเด็กซ์ จำกัด ผู้จัดงานแสดงสินค้าและการประชุมทางวิชาการระดับแนวหน้าในภูมิภาคอาเซียน โดยความสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ
นายชัยณรงค์ ลิมป์กิตติสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท รี้ด เทรดเด็กซ์ จำกัด กล่าวรายงานถึงการจัดงานแมนูแฟคเจอริ่ง เอ็กซ์โป ในปีนี้ว่า เป็นงานที่ยิ่งใหญ่กว่าทุกครั้งที่เคยจัดมา อันเกิดจากการรวมงานแสดงสินค้า 7 งานไว้ในที่เดียวกัน โดยมีการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 30% จากการขยายพื้นที่จัดแสดงของผู้จัดแสดงเทคโนโลยีและพาวิลเลี่ยมแห่งชาติหลายแห่ง และจากจำนวนผู้ร่วมแสดงสินค้ากว่า 1,500รายจาก30ประเทศ มาเปิดตัวเทคโนโลยีและนวัตกรรมล่าสุด สำหรับการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่ครบวงจรที่สุด เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และเตรียมความพร้อมสู่ความร่วมมือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ต่อผู้ซื้อกว่า 38,000 ราย ซึ่งจะมาหาความรู้ใหม่ในวงสัมมนาและการประชุมภายในงาน เช่น Automotive Summit และ Manufacturing Gallery รวมทั้งการประชุมย่อย 200 รายการ จัดโดย15องค์กรชั้นนำ ทั้งนี้ คาดว่าจะมีนักธุรกิจต่างชาติกว่า 5,000 ราย เดินทางมาร่วมชมงาน และคาดว่าจะมีเงินสะพัดกว่า 3 พันล้านบาท
นายอรรคพล สรสุชาติ ผู้อำนวยการ สำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) กล่าวถึง งานนี้ว่า แมนูแฟกเจอริ่ง เอ็กซ์โป 2011 นับเป็นแพลตฟอร์มชั้นนำ ที่นำผู้ผลิตจากหลายประเทศ ในหลายอุตสาหกรรมสำคัญมารวมกัน และในปีนี้ แมนูแฟกเจอริ่ง เอ็กซ์โป ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ จากการรวมงานนิทรรศการแสดงสินค้าหลายงานไว้ด้วยกัน ซึ่งแสดงให้เห็นสัญญาณที่แข็งแกร่งของศักยภาพการเติบโตอย่างไม่จำกัด “ปัจจุบัน ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ อันดับหนึ่งของโลก และเป็นผู้ผลิตรถปิ๊กอัพขนาด 1 ตัน รายใหญ่ที่สุด นี่คือศักยภาพที่ดึงดูดนักลงทุน และเป็นเหตุผลสำคัญให้ผู้ผลิตต่างๆ สนใจตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย”
งานแมนูแฟกเจอริ่ง เอ็กซ์โป 2011 มีจุดเด่นเพื่อตอบสนองอุตสาหกรรมการผลิตโดยเฉพาะ และในปีนี้ประกอบด้วยงานแสดงสินค้าใน 4 รูปแบบพิเศษ คือ อินเตอร์พลาส ไทยแลนด์ (InterPlas Thailand) งานแสดงเครื่องจักรอุตสาหกรรมการผลิตพลาสติกและยาง , อินเตอร์โมลด์ ไทยแลนด์ (InterMold Thailand) งานแสดงเครื่องจักรเพื่ออุตสาหกรรมการผลิตแม่พิมพ์และการขึ้นรูป , ออโตโมทีฟ แมนูแฟกเจอริ่ง (Automotive Manufacturing) งานแสดงเครื่องจักรเพื่อการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ และแอสเซมบลี เทคโนโลยี (Assembly Technology) งานแสดงเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ และการประกอบ
นอกจากนี้ยังมีงานแสดงร่วมอีก 3 งาน คือ เนปคอน ไทยแลนด์ (NEPCON Thailand) งานแสดงเทคโนโลยีเพื่อการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และ อินดัสเทรียล คอมโพเนนท์ แอนด์ ซับคอนแทรกติ้ง (Industrial Components and Subcontracting) งานแสดงเพื่อการบริการรับเหมาช่วงการผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรม
และสุดท้ายงาน INDEE Bangkok 2011 งานแสดงเทคโนโลยีและชิ้นส่วนอุตสาหกรรมอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลอินเดีย โดย มร.ราเกซ ซาห์ หัวหน้าคณะผู้แทนการค้า และอดีตประธานหน่วยงานส่งเสริมสินค้าวิศวกรรมส่งออกแห่งอินเดีย (EEPC India) กล่าวว่า อินเดียได้รับการยกย่องว่าเป็นฮับการผลิตและคู่ค้าสำคัญของประเทศไทย เนื่องจากทั้งสองประเทศกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีแบบทวิภาคี ซึ่งคาดว่าจะสามารถลงนามได้เร็วๆนี้ หลังจากที่ได้มีการยกเลิกภาษีสินค้าแล้ว 82 รายการ ภายใต้โครงการ Early Harvest Scheme (EHE) ดังนั้น EEPC India เชื่อว่า INDEE Bangkok 2011 คือโอกาสพิเศษสำหรับนักอุตสาหกรรมการผลิตไทยที่จะได้เข้าสู่ตลาดอินเดียมากขึ้น
ภายในงานพบกับกิจกรรมพิเศษมากมาย เพื่อเสริมทั้งความรู้และทักษะในการผลิตให้กับผู้ร่วมงานมากมาย เช่น การสัมมนา Automotive Summit เพื่อวิเคราะห์และคาดการณ์เชิงลึก โดยผู้บริหารระดับสูงวงการชิ้นส่วนอุตสาหกรรม , Manufacturing Gallery ชมการผลิต ประกอบรถยนต์ไฮบริด ของพรีอุส โตโยต้า และชมชิ้นส่วนคอมโพสิทจาก Nissan March และโปรแกรมซอฟท์แวร์การออกแบบและตรวจสองประสิทธิภายรถยนต์ ได้แก่ AUTIDEX , SOLID SYSTEM และ CAT IT
อีกทั้งยังมีการจับคู่ทางธุรกิจ โดยหน่วยงาน BUILDของบีโอไอ นัดหมายจับคู่ธุรกิจล่วงหน้าแล้วกว่า 300 คู่ จากคณะผู้แทนธุรกิจในต่างประเทศ อาทิ จีน อินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ศรีลังกา ตุรกี และเวียดนาม เป็นต้น
กสิกรไทยจับมือมหิดล เปิดโครงการ K SME สานฝันธุรกิจไทย ค้นหาสุดยอดแผนธุรกิจ ชิงเงินรางวัลครึ่งล้านบาท
กสิกรไทยร่วมมือกับมหิดล จัดโครงการ K SME สานฝันธุรกิจไทย ค้นหาสุดยอดแผนธุรกิจระดับประเทศ สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจ เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ชิงเงินรางวัลรวมกว่าครึ่งล้านบาท เริ่มสมัครตั้งแต่วันนี้- 18 ก.ค.54

นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดโครงการ “K SME สานฝันธุรกิจไทย ปี 2554” ซึ่งเป็นโครงการค้นหาสุดยอดแผนธุรกิจระดับประเทศ สำหรับนิสิต นักศึกษา บุคคลทั่วไปที่สนใจเริ่มต้นทำธุรกิจ หรือผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจไม่เกิน 3 ปี ให้ร่วมส่งแผนธุรกิจเข้ามาประกวด โดยเป็นการวางแผนการดำเนินธุรกิจ รวมรวบและวิเคราะห์ปัญหา ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในการดำเนินธุรกิจ พร้อมแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมร่วมชิงเงินรางวัล 550,000 บาท ภายใต้หลักเกณฑ์
1.เป็นสินค้าหรือบริการที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ที่ไม่เคยมีมาก่อน
2.มีความเป็นไปได้และน่าสนใจในการลงทุน มีเอกลักษณ์ที่ยากต่อการลอกเลียนแบบจากคู่แข่ง มีการวางกลยุทธ์และบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจ มีความสมจริงด้านการตลาดและการเงิน
3.การดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม
สำหรับผู้ชนะเลิศโครงการ K SME สานฝันธุรกิจไทย ปี 2554 จะได้รับเงินรางวัล 200,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลเกียรติยศสุดยอดแผนธุรกิจ และรางวัลชมเชย 7 รางวัล รางวัลละ 50,000 บาท
นายปกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ธนาคารกสิกรไทย ให้การสนับสนุนทั้งเงินทุนและองค์ความรู้แก่เอสเอ็มอีของไทยมาโดยตลอด โดยหวังผลักดันให้เอสเอ็มอีไทยเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่เริ่มต้นทำธุรกิจ ธนาคารฯ ได้ออกบริการสนับสนุนธุรกิจเริ่มต้นกสิกรไทย (K SME Start-up Solutions) สนับสนุนรายการ SME ตีแตก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและแนวคิดในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการจะเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง และเกม SME Start-up City ซึ่งเป็นเกมธุรกิจภาษาไทยบน Facebook เกมส์แรก ให้ผู้สนใจได้ทดลองเล่นเพื่อทำความเข้าใจแนวความคิดและองค์ประกอบในการทำธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีอัตราการอยู่รอดของเอสเอ็มอีในช่วง 3 ปีแรกของการดำเนินธุรกิจไม่ถึง 50% ซึ่งถือว่าค่อนข้างต่ำ ขณะที่ประเทศอังกฤษ มีอัตราการอยู่รอด 71% สหรัฐอเมริกา 65% เนื่องจากผู้ประกอบการของไทยมีข้อจำกัดหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นด้านเงินทุน การขาดประสบการณ์ ขาดความรู้ในการบริหารจัดการธุรกิจ และที่สำคัญก็คือ ขาดการวางแผนธุรกิจที่ดี ดังนั้นการเปิดโครงการ “K SME สานฝันธุรกิจไทย ปี 2554” จะเป็นอีกอีกหนึ่งโครงการที่ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการที่เริ่มต้นทำธุรกิจ ให้เห็นความสำคัญของการทำแผนธุรกิจ เพราะแผนธุรกิจเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการบริหารจัดการธุรกิจให้อยู่รอดและเติบโตอย่างยั่งยืน โดยภายในโครงการจะมีการอบรมให้ความรู้การเขียนแผนธุรกิจ ก่อนที่จะให้ผู้สมัครลงมือเขียนแผนเพื่อคัดเลือกสุดยอดแผนธุรกิจต่อไป
ด้าน รศ.ดร.รัศมีดารา หุ่นสวัสดิ์ คณบดี วิทยาลัยจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ด้วยพันธกิจของ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่มุ่งผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมุ่งพัฒนาผู้ประกอบการไทยและทายาทธุรกิจผ่านโปรแกรมการศึกษาสาขาภาวะผู้ประกอบการและนวัตกรรม ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการนี้ เพราะแผนธุรกิจ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ วิทยาลัยการจัดการ นำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมและพัฒนาทักษะผู้ประกอบการด้าน การวางแผน และการวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการจัดการธุรกิจ และการเตรียมพร้อมมาตรการเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่างๆทางธุรกิจที่อาจเกิดขึ้น
โดยหัวใจสำคัญของแผนธุรกิจ ควรคำนึงถึง ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในธุรกิจของผู้ประกอบการ ความเชื่อถึงคุณค่าของแผนธุรกิจ และความรู้ในส่วนประกอบตลอดจนความเชื่อมโยงของแผนงานต่างๆ ที่สรรค์สร้างขึ้นเป็นแผนธุรกิจที่สมบูรณ์ โดยทางวิทยาลัยการจัดการมุ่งหวังว่าโครงการนี้จะให้ประโยชน์แก่ผู้เข้าร่วมโครงการทุกท่าน โดยเฉพาะเพื่อสร้างความตระหนักในคุณประโยชน์ของการจัดทำแผนธุรกิจเพื่อนำไปใช้ปฏิบัติสำหรับการจัดการธุรกิจได้อย่างมีผลสัมฤทธิ์สูงสุดต่อไป
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ K SME สานฝันธุรกิจไทย ได้ที่ www.ksmestartup.com ได้ตั้งแต่วันนี้ - 18 ก.ค.54 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ K-Biz Contact Center 0 2888 8822
กรมส่งเสริมการส่งออก เตรียมจัดงานโลจิสติกส์แฟร์ TILOG2011 หนุนผู้ประกอบการสร้างเครือข่ายธุรกิจที่เข้มแข็ง
กรมส่งเสริมการส่งออก เตรียมจัดงานแสดงสินค้าโลจิสติกส์ 2554 หรือ The 8th Thailand International Logistics Fair 2011 (TILOG 2011) เพื่อเปิดเวทีให้ผู้ประกอบการไทยได้มีโอกาสเจรจาการค้าและสร้างเครือข่ายธุรกิจระหว่างประเทศ พร้อมแสดงศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางด้านการกระจายสินค้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการส่งออก ขานรับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโลจิสติกส์ไทยในปี 2550-2554 โดยร่วมกับสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย และสมาคมผู้ประกอบธุรกิจวัตถุอันตราย จัดงานแสดงสินค้าโลจิสติกส์ 2554 ครั้งที่ 8 หรือ The 8th Thailand International Logistics Fair 2011 (TILOG 2011) ภายใต้แนวคิด ASEAN plus Logistics Network Gateway to the World ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 22-25 กันยายนนี้ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้ร่วมเจรจาธุรกิจกับคู่ค้าต่างประเทศเพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจที่แข็งแกร่ง ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ให้บริการโลจิสติกส์ และผู้ส่งออกไทยในตลาดโลก รวมทั้งแสดงศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการค้า และธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถรองรับการเปิดเสรีทางการค้าของ AEC ในปี 2558 ได้อย่างมีศักยภาพ
“การจัดงาน TILOG 2011 ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ผู้ประกอบการไทยจะได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจใหม่ๆ กับผู้ประกอบการธุรกิจในกลุ่มโลจิสติกส์จากหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งกรมฯ ได้วางแผนงานประชาสัมพันธ์เชิงรุกเจาะกลุ่มผู้เข้าชมงานเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่มผู้ประกอบการส่งออก ผู้นำเข้า ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้แก่ อาเซียน จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน อินเดีย สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และสหภาพยุโรป ซึ่งคาดว่าจะมีผู้สนใจเข้าร่วมชมงานในปีนี้กว่า 10,000 คน” นางนันทวัลย์ กล่าว

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จับมือ กสิกรไทย เปิดตัว โครงการสินเชื่ออนุรักษ์พลังงานแบบครบวงจร
บริษัท ชไนเดอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ตอกย้ำความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการพลังงานชั้นนำในไทยพร้อมสานต่อแนวคิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รุกเซ็นสัญญาลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับยักษ์ใหญ่การเงิน ธนาคารกสิกรไทย และบริษัท แฟคเตอรี แอนด์ อีควิปเมนท์ กสิกรไทย พร้อมร่วมเปิดตัวโครงการ “สินเชื่อรับประกันการประหยัดพลังงานกสิกรไทย” เพื่อสนับสนุนการลงทุนในโครงการจัดการด้านพลังงานให้มีประสิทธิภาพ โดย ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในฐานะที่ปรึกษาด้านเทคนิคของโครงการ คาดโซลูชั่นด้านพลังงานนี้จะสามารถตอบสนองความต้องการผู้ประกอบการรายย่อยโดยช่วยลดต้นทุนระยะยาวและจะสามารถคืนทุนได้ภายในเวลา 2 ปี

นายอีริค รอนโดแลท รองประธานบริหาร กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค บริษัท ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จำกัด ได้กล่าวถึงที่มาของความร่วมมือว่า “ปัจจุบันผู้ประกอบการทางธุรกิจในประเทศไทยต่างมีแนวโน้มที่หันมาให้ความสนใจในการใช้โซลูชั่นเพื่อการประหยัดพลังงานเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันเชิงธุรกิจมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อลดต้นทุนที่ต้องสูญเสียไปจากการใช้พลังงานในการดำเนินการ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการพลังงานชั้นนำของโลกและรายใหญ่ที่สุดของประเทศที่มีวิสัยทัศน์ในการสานต่อแนวคิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องจึงได้ร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทยใน โครงการ “สินเชื่อรับประกันการประหยัดพลังงานกสิกรไทย” (K-Energy Saving Guarantee Program) ในการเป็นผู้ให้คำปรึกษาด้านการประหยัดพลังงานอย่างครบวงจรแก่ผู้ประกอบการในประเทศไทย ทั้งนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้รับความไว้วางใจจากธนาคารให้สามารถวิเคราะห์และรับประกันความเสี่ยงด้านพลังงานในการทำสินเชื่อ ซึ่ง ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จะรับประกันผลการประหยัดพลังงานที่ได้จากการลงทุนในโครงการ ทำให้ผู้ประกอบการเกิดความมั่นใจได้ว่าผลการประหยัดพลังงานที่ได้จากการลงทุนในโครงการจะเป็นแหล่งที่มาหลักของการชำระคืนเงินกู้ และถือเป็นลดความเสี่ยงจากการดำเนินการด้านการอนุรักษ์พลังงาน”
ด้าน นายธีรนันท์ ศรีหงส์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยรายละเอียดการให้สินเชื่อว่า “สำหรับธนาคารกสิกรไทยจะให้การสนับสนุนด้านการเงินแก่ลูกค้าที่เข้าร่วมโครงการรับประกันการประหยัดพลังงาน ด้วยโปรแกรมสินเชื่อรับประกันการประหยัดพลังงานกสิกรไทย (K-Energy Saving Guarantee Program) ที่ให้วงเงินสินเชื่อสูงสุด 100% ของเงินลงทุนทั้งหมดของโครงการ ระยะเวลาผ่อนชำระ 7 ปี คิดอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% ใน 6 เดือนแรก และอัตราดอกเบี้ย MLR-1% ในเดือนที่ 7-18 หลังจากนั้นจะคิดอัตราดอกเบี้ยตามเกณฑ์ปกติของธนาคาร ให้กับผู้ประกอบการที่สมัครขอใช้สินเชื่อภายใน 31 ธันวาคม 2554 นี้ โดยสินเชื่อรับประกันการประหยัดพลังงานกสิกรไทย (K-Energy Saving Guarantee Program) ให้การสนับสนุนทั้งวงเงินกู้ระยะยาว จากธนาคารกสิกรไทย และวงเงินลิสซิ่งหรือเช่าซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ (K-Equipment Financing) จากบริษัท แฟคเตอรี แอนด์ อีควิปเมนท์ กสิกรไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปลงทุนพัฒนาระบบจัดการด้านพลังงานของบริษัท ให้เกิดการประหยัดพลังงานสูงสุด ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานที่มีแนวโน้มสูงขึ้น และเป็นผลดีต่อสภาพแวดล้อมและการใช้พลังงานของประเทศโดยรวม ทั้งนี้ ธนาคาร คาดว่าจะสามารถให้การสนับสนุนสินเชื่อรับประกันการประหยัดพลังงานกสิกรไทย (K-Energy Saving Guarantee Program) ในโครงการดังกล่าวประมาณ 3,000 ล้านบาท”
วิฑูรย์ เดินหน้าโครงการ1 จังหวัด 1 บูรณาการ เข้มอุตสาหกรรมจังหวัดเน้นทำงานเชิงรุกอย่างสร้างสรรค์
“วิฑูรย์” เดินหน้าโครงการ “1 จังหวัด 1 การปรับปรุง 1 จังหวัด 1 บูรณาการ” เข้มอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ พร้อมทำงานบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภายนอก เน้นทำงานเชิงรุกอย่างสร้างสรรค์

นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมมีนโยบายมุ่งเน้นให้หน่วยงานในสังกัดมีการดำเนินงานในเชิงรุก โดยในส่วนของอุตสาหกรรมจังหวัด จะต้องเชื่อมโยงการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานภายนอกมากขึ้น มีความมุ่งมั่นพัฒนาการปฏิบัติงานให้ตอบสนองทั้งผู้ประกอบการและประชาชนทั่วประเทศ และมีการนำแนวคิดสร้างสรรค์มาประยุกต์ใช้ปรับปรุงการทำงานภายใน เสริมสร้างการดำเนินงานภายใต้นโยบาย “1 จังหวัด 1 การปรับปรุง 1 จังหวัด 1 บูรณาการ” โดยจะมีการประเมินผลงานของสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะบทบาทการส่งเสริมอุตสาหกรรมและการกำกับดูแลอุตสาหกรรมในจังหวัด การให้บริการบุคคลภายนอก เพื่อเป้าหมายให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดมีการทำงานในเชิงรุกมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลมากขึ้น
“การทำงานของหน่วยงานในภูมิภาคของกระทรวงอุตสาหกรรม จะต้องร่วมมือกับภาคส่วนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น สภาอุตสาหกรรม หอการค้า หน่วยงานในจังหวัดและองค์การปกครองท้องถิ่น และที่สำคัญจะต้องทำความเข้าใจกับองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) มากขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน นำมาซึ่งการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน” นายวิฑูรย์กล่าว
อย่างไรก็ดี จากการคัดเลือกผลงานดีเด่นของสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) ทั่วประเทศ ในปี 2553 ที่ผ่านมา ผลงานชนะเลิศ ประเภทการบริการภายนอก ได้แก่ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดน่าน “โครงการสร้างสังคมผู้ประกอบการเครื่องเงินที่ดี” สร้างเครือข่ายเพื่อพัฒนาฝีมือ ไม่แข่งขันขายตัดราคา และส่งเสริมออกร้านจำหน่าย รวมถึงเปิดช่องทางจำหน่ายสินค้าผ่านทางเว็บไซต์ E-bay และรองชนะเลิศ ได้แก่ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดยโสธร “โครงการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ลำไม้ไผ่หวาน” สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร “โครงการสถานประกอบการแกะล้างสัตว์น้ำ(ปอกเปลือกกุ้ง หอย ปู ปลาหมึก)ร่วมใจแก้ปัญหาน้ำเสีย” สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดจันทบุรี “จัดสร้างสถานีระวังมลพิษทางน้ำจากสถานประกอบการลานมันเส้น” ผลงานชนะเลิศ ประเภทปรับปรุงงานภายใน ได้แก่ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดแพร่ “จัดทำระบบนัดหมายอัจฉริยะ” รองชนะเลิศ ได้แก่ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสงคราม “การจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานและคู่มือการขอรับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.)” สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดราชบุรี “ปรับปรุงการให้บริการแบบ One Stop Service” เป็นต้น
