Archive for June, 2011
ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ ตั้ง อินแกรม ไมโคร (ประเทศไทย) เป็นตัวแทนจำหน่าย ขยายฐานลูกค้าองค์กรขนาดกลางและย่อมครอบคลุมทั่วประเทศ
บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ คอร์ปอเรชัน หรือ เอชดีเอส ธุรกิจในเครือของบริษัท ฮิตาชิ จำกัด (ชื่อในตลาดหุ้นนิวยอร์ก: HIT) ประกาศแต่งตั้งบริษัท อินแกรม ไมโคร (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายเทคโนโลยีรายใหญ่ที่สุดในโลก ให้เป็นตัวแทนจัดจำหน่ายในประเทศไทย การเป็นพันธมิตรในครั้งนี้จะทำให้บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ สามารถใช้เครือข่ายการจัดจำหน่ายผ่านตัวแทนจำหน่ายทั้งหมดในประเทศไทยของ บริษัท อินแกรม ไมโคร และสามารถนำเสนอโซลูชั่น บริการ และเทคโนโลยีระบบจัดเก็บข้อมูลของบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ ให้กับลูกค้าในตลาดองค์กรขนาดกลางและย่อมครอบคลุมได้ทั้งประเทศ

นายวัชรสิทธิ์ สันติสุขนิรันดร์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ กล่าว ว่า “เราตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นพันธมิตรร่วมกับบริษัท อินแกรม ไมโคร ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายทางด้านเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยบริษัท อินแกรม ไมโคร จะจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ ในรุ่น Adaptable Modular Storage (AMS) ผ่านเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายของบริษัทที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก และสามารถสามารถเข้าถึงลูกค้าในกลุ่มองค์กรขนาดกลางและย่อมได้อย่างทั่วถึง ด้วยความเป็นผู้นำตลาดที่เข้มแข็ง ประกอบกับการมีพนักงานที่มีทักษะและผ่านการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดี ตลอดจนการมีมูลค่าทางธุรกิจที่บริษัท อินแกรม ไมโคร มีอยู่นั้น ทำให้เราเชื่อว่าความร่วมมือกันอย่างแข็งแกร่งในครั้งนี้จะช่วยให้เราสามารถ เดินหน้าเข้าสู่เมืองชั้นรอง (Tier 2) ได้ด้วยการสร้างความสัมพันธ์ของช่องทางจำหน่ายที่มีครอบคลุม”
จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันบริษัทฯ ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็กหรือใหญ่ กำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับการจัดการข้อมูลที่มีการขยายตัวอย่างมหาศาล แอพพลิเคชั่นที่ซับซ้อน และมีความต้องการในการเก็บรักษาระเบียนข้อมูลต่างๆ เอาไว้ภายใต้วงเงินงบประมาณด้านไอทีที่มีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายในครั้งนี้ ทำให้องค์กรขนาดกลางและย่อมในประเทศไทยได้รับประโยชน์จากฟังก์ชันการทำงาน ของระบบจัดเก็บข้อมูลระดับบนในระดับราคาที่สามารถกำหนดได้ตามงบประมาณของ ตนเอง นอกจากนี้ บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ และบริษัท อินแกรม ไมโคร ยังจะนำเสนอโซลูชั่นที่สามารถตอบสนองข้อกำหนดของ Microsoft Simple SAN for Windows Server ได้ด้วย ซึ่งนั่นจะช่วยให้องค์กรขนาดกลางและย่อมสามารถปรับใช้และได้รับประโยชน์จาก ระบบจัดเก็บข้อมูลแบบเครือข่ายได้อย่างง่ายดายและมีประสิทธิภาพโดยไม่สร้าง ปัญหาที่ชวนให้ปวดหัวเมื่อต้องมีการปรับใช้
นายเคลเม็นท์ มัค กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินแกรม ไมโคร (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ เป็นผู้ให้บริการโซลูชั่นระบบจัดเก็บข้อมูลชั้นนำในประเทศที่มีระบบจัดเก็บ ข้อมูลซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ในระดับเริ่มต้นไปจนถึงระดับองค์กรขนาดใหญ่ที่ เหมาะสำหรับลูกค้าในทุกภาคส่วน บริษัทในฐานะตัวแทนจำหน่ายของบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ พร้อมที่จะนำเสนอโซลูชั่นระบบจัดเก็บข้อมูลชั้นเยี่ยมให้แก่คู่ค้าที่เป็น ช่องทางจำหน่ายของบริษัท อินแกรม ไมโคร เพื่อให้พวกเขาสามารถนำเสนอโซลูชั่นดังกล่าวให้แก่ลูกค้าของตนได้ เราเชื่อว่าการเป็นพันธมิตรร่วมกันของเราในครั้งนี้ จะทำให้ลูกค้าได้รับประโยชน์มากขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีและบริการในการจัด เก็บข้อมูลให้กับองค์กรของเขา”
บีโอไอจับมือสภาธุรกิจไทย-บังคลาเทศ นําทัพนักธุรกิจไทย สํารวจลู่ทางการลงทุนในบังคลาเทศ
บีโอไอจับมือสภาธุรกิจไทย-บังคลาเทศ นําทัพนักธุรกิจไทย 26ราย เดินทางไปสํารวจลู่ทางการลงทุนในบังคลาเทศ ชูอุตสาหกรรมสิ่งทอ เสื้อผ้าสําเร็จรูป เครื่องหนัง เครื่องใช้ไฟฟ้า น่าเข้าไปลงทุน

นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการสงเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปดเผยวา ระหวางวันที่ 19 – 23 มิถุนายน 2554 บีโอไอรวมกับสภาธุรกิจไทย – บังคลาเทศ จะจัดกิจกรรมสงเสริมและชักจูงการลงทุน ณ กรุงธากา และเมืองจิตตะกอง ประเทศบังคลาเทศ เพื่อสงเสริมใหเกิดการคาการลงทุนระหวางบังคลาเทศและไทย โดยจะนําคณะนักธุรกิจไทยรวมเดินทางไปดวย 26 คนจากหลายกลุมอุตสาหกรรม อาทิ เครื่องจักร ไฟฟาอิเล็กทรอนิกส พลังงาน ชิ้นสวนยานยนต และอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ พลาสติก เปนตน
นอกจากการเดินทางไปศึกษาลูทางการลงทุนแลว คณะนักธุรกิจไทยและบีโอไอ จะไดพบและหารือถึงความรวมมือดานการลงทุนกับหนวยงานภาครัฐและภาคเอกชนของบังคลาเทศ อาทิ บีโอไอบังคลาเทศ องคกรการคาและอุตสาหกรรมเขตนครหลวง (Metropolitant Chamber of Commerce and Industry: MCCI) สภาหอการคาและอุตสาหกรรมบังคลาเทศ (The Federation Of Bangladesh Chamber of Commerce and Industry: FBCCI) และ หอการคาและอุตสาหกรรมธากา ซึ่งทั้งหมดมีสมาชิกรวมกันมากกวา 5,000 ราย
ทั้งนี้ คณะนักธุรกิจไทยจะไดไปเยี่ยมชมเขตสงออกกรุงธากา (Dhaka Export Processing Zone : Dhaka EPZ) และทาเรือจิตตะกอง (Port Of Chitagong) ซึ่งเปนทาเรือที่สําคัญของบังคลาเทศ ดําเนินการถึง 92% ของการนําเขา-สงออกทั้งหมดของบังคลาเทศ รวมทั้งจะมีการจัดกิจกรรมเชื่อมโยงธุรกิจระหวางนักธุรกิจไทยและบังคลาเทศ สําหรับอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและนาสนใจสําหรับนักธุรกิจไทยจะเขาไปลงทุนในบังคลาเทศ ไดแก ประมง สัตวน้ำแชแข็ง อาหาร สิ่งทอ เสื้อผาสำเร็ จรูป เปนตน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอ และเครื่องนุงหม เปนอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในบังคลาเทศ รัฐบาลมมีนโยบายสงเสริมใหตางชาติเขาไปลงทุนในอุตสาหกรรม ผลิตไฟฟ้า ปุ๋ย ปโตรเคมี เนื่องจาก มีแหลงผลิตก๊าซธรรมชาติ อาหารแชแข็ง เชน สัตวน้ําแชแข็ง เครื่องหนัง มีศักยภาพในการผลิตเครื่องหนัง รวมทั้งการฟอกหนัง
สําหรับจุดเดนของการลงทุนในบังคลาเทศ คือ การมีแรงงานจํานวนมากและคาแรงต่ํา ประกอบกับตลาดภายในประเทศมีขนาดใหญ เนื่องจากมีจํานวนประชากรมากถึง 160 ลานคน ทั้งนี้บังคลาเทศไดสิทธิพิเศษทางการคาจากสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา ดังนั้นนักลงทุนไทยจึงสามารถใชบังคลาเทศเปนฐานผลิตสงออกไปยังประเทศเหลานี้ได้
ปจจุบันบริษัทไทยที่ไปลงทุนในบังคลาเทศแลวไดแก บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ จํากัด (มหาชน) บริษัทบางกอกเคเบิ้ล จํากัด และบริษัทอิตาเลี่ยนไทย ดีเวลอปเมนต จํากัด (มหาชน) ซึ่งลาสุดบริษัท อิตาเลี่ยนไทยไดชนะการประมูลโครงการกอสรางทางพิเศษ ซึ่งถือเปนโครงการกอสรางใหญที่สุดของรัฐบาลบังคลาเทศชุดปจจุบัน
อินฟอร์หนุนพาร์ตเนอร์ด้วยโปรแกรมเชิงรุกใหม่
อินฟอร พารทเนอร เน็ตเวิรค มอบแรงจูงใจ, ทูลลดานการขาย และการฝกอบรมใหพันธมิตรธุรกิจ

อินฟอร หนึ่งในผูใหบริการทางดานซอฟแวรเชิงธุรกิจแกองคกรลูกคากวา 70,000 แหง ประกาศเปดตัวโปรแกรม อินฟอร พารทเนอร เน็ตเวิรค หรือไอพีเอ็น (Infor Partner Network – IPN) ซึ่งเปนเครือขายดานบุคคลากร, ระบบ และบริการตางๆ ที่ไดรับการออกแบบมาเพื่อมอบการซัพพอรตที่มีคุณภาพสูงสุดแกพันธมิตรธุรกิจ โดยที่พนธมิตรธุรกิจของอินฟอรจะไดรบผลประโยชนจากอัตราคาคอมมิสชั่นสูง, โบนัสใหมจากการขาย, การฝกอบรมและการรับรองความเชี่ยวชาญ รวมทั้งโปรแกรมเงินสนับสนุนดานการพัฒนาตลาดที่ชวยใหพนธมิตรธุรกิจลงทุนกลับสูธรกิจของตน
นายเจฟฟ แอบบอท รองประธานฝายพันธมิตรธุรกิจและบริษทคูคาระดับโลก ไดตั้งเปาหมายที่จะทวีคูณรายไดพันธมิตรธุรกิจของอินฟอรใน 3 ปขางหนา และโปรแกรมไอพีเอ็น ก็คือกุญแจสําคัญที่ชวยเรงการเติบโตทางธุรกิจ
โปรแกรม อินฟอร พารทเนอร เน็ตเวิรค (ไอพีเอ็น) จะจัดเตรียมทูลล, ทรัพยากร และผลตอบแทนทางการเงินตางๆ เพื่อชวยใหพันธมิตรธุรกิจของอินฟอรสรางผลกําไรไดอยางรวดเร็วและธุรกิจที่ยั่งยืน รวมทั้งเขาถึงทรัพยากรตางๆ ไดทุกขันตอนของวงจรการขาย –การวางแผน, การสรางความตองการ, การขาย, การจัดสง และการซัพพอรต
โปรแกรมไอพีเอ็นมี 3 ระดับ คือ แอสโซซิเอส, ซิลเวอร และโกลด เพื่อยกยองและสงเสริมความสําเร็จของพันธมิตรธุรกิจ โดยที่พนธมิตรธุรกิจสามารถกาวไปยังระดับตางๆ ไดตามความเชี่ยวชาญเฉพาะในกลุมสินคาอินฟอร, ระดับการรับรองความเชี่ยวชาญ และประสิทธิภาพดานการขาย นอกจากนี้ยังสามารถเขาถึงทรัพยากรและทูลลตางๆ ที่ชวยใหประสบความสําเร็จ รวมทั้งโครงสรางคอมมิชชั่นที่สรางแรงจูงใจ, โปรแกรมการฝกอบรม, การรับรองความเชี่ยวชาญ และการพัฒนาตลาด
นายแซม ดีโบน รองประธานฝายขายและการตลาด บริษัท ดีซชั่น รีซอรส จํากัด (Decision Resources, Inc.) กลาววา “เรารูสึกประทับใจมากกับการลงทุนของอินฟอรกับโปรแกรมอินฟอร์พารทเนอร เน็ตเวิรค ซึ่งเราก็มั่นใจวาโปรแกรมนี้จะชวยใหธุรกิจของเราเติบโตและเพิ่มพูนผลกําไร”
นายเจฟฟ แอบบอท รองประธานฝายพันธมิตรธุรกิจและบริษัทคูคาระดับโลก กลาววา “โปรแกรมอินฟอร พารทเนอร เน็ตเวิรค ชวยยกระดับความมุงมั่นของเราที่มตอพารทเนอรดวยการฝกอบรม, ทรัพยากร, ซัพพอรต และการลงทุนดานการเงิน เพื่อชวยใหพันธมิตรธุรกิจตางๆ ของอินฟอร์สรางธุรกิจที่ใหผลกําไรและยั่งยืนไดอยางรวดเร็ว ทั้งโปรแกรมไอพีเอ็นและนวัฒกรรมผลิตภัณฑใหมๆ อาทิ Infor ION และ Infor Workspace จะชวยใหพารทเนอรของอินฟอรเตรียมพรอมดานผลิตภัณฑและการซัพพอรตที่เหนือชั้นเพื่อผลสําเร็จดานการขายและรายไดที่เจริญเติบโต”
ดาว เคมิคอล ร่วมสร้างเยาวชนนักวิทย์หัวใจรักษ์โลก
ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันเทคโนโลยีได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของคนเรามากขึ้น ซึ่งการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็เป็นการสร้างโอกาสในการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศอีกทางหนึ่งด้วยเช่นกัน ดังนั้น การปลูกฝังให้เยาวชนคนรุ่นใหม่มีการพัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เพื่อนำไปสู่การสรรสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่สามารถตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ จึงเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาประเทศของเราต่อไปในอนาคต

บริษัท ดาว เคมิคอล ประเทศไทย ในฐานะองค์กรชั้นนำด้านเคมีภัณฑ์ เล็งเห็นความความสำคัญของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม จึงได้ร่วมมือกับบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ สมาคมวิศวกรรมเคมีและเคมีประยุกต์แห่งประเทศไทย (สวคท.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดประกวดรางวัลความคิดริเริ่มทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในหัวข้อกระบวนการและผลิตภัณฑ์เคมี เป็นปีที่ 4 โดยเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาระดับอุดมศึกษา ส่งผลงานวิจัยเข้าประกวด โดยโครงการวิจัยเหล่านั้น ต้องมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนและสามารถนำไปต่อยอดใช้งานได้จริงในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ
ในปีนี้ มีผลงานวิจัยเข้าร่วมประกวดจากทีมนิสิตนักศึกษา 6 มหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศ มากถึง 20 โครงการ และมี 6 โครงการที่ได้รับรางวัลในปีนี้ ซึ่ง 2 ทีม ที่ร่วมกันคว้ารางวัลดีเด่น ได้รับทุนการศึกษารางวัลละ 100,000 บาท ได้แก่ ทีมนิสิตปริญญาเอก จากภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่นำเสนอผลงาน “โครงการคริสตัลทองคำบริสุทธิ์ 99.99% สำหรับธุรกิจเครื่องสำอางและธุรกิจสปาไทย” ซึ่งเป็นโครงการศึกษาพัฒนาการผลิตทองคำบริสุทธิ์โดยใช้นาโนเทคโนโลยีที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และทีมนักศึกษาปริญญาเอก จากภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่นำเสนอผลงาน “โครงการพัฒนากระบวนการผลิตไบโอดีเซลชนิดเอทิลเอสเตอร์คุณภาพสูงเชิงอุตสาหกรรม” โดยสนใจการใช้สารตั้งต้นเอธานอลที่ผลิตได้เองในประเทศแทนการใช้เมธานอลที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
สำหรับผลงานวิจัยที่ได้รับรางวัลชมเชยอีก 4 รางวัล รางวัลละ 50,000 บาท ได้แก่ โครงการอาคารประหยัดพลังงาน โครงการนวัตกรรมผงอนุภาคเงินระดับนาโนเมตรเพื่อประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์ โครงการการศึกษาคุณสมบัติเชิงแสงของแคลเซียมคาร์บอเนตจากเปลือกหอยเชลล์ในช่วง NIR และโครงการผลิตภาชนะบรรจุภัณฑ์ทนความร้อนสูงโดยวิธีการฉีดขึ้นรูปจากพอลิเมอร์ที่ย่อยสลายทางชีวภาพผสมเถ้าแกลบ โดยทุกโครงการที่ได้รับางวัลและผ่านเข้ารอบสุดท้ายนี้ นอกจากได้รับทุนการศึกษาแล้ว ยังได้ร่วมทัศนศึกษาเยี่ยมชมโรงงานกลุ่มบริษัท ดาว เคมิคอล ในประเทศไทย และเอสซีจี เคมิคอลส์ ที่จังหวัดระยองอีกด้วย
นายสมหมาย ศิริเลิศสมบัติ นายกสมาคมวิศวกรรมเคมีและเคมีประยุกต์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ในปีนี้มีนักศึกษาส่งผลงานเข้าร่วมประกวดในหัวข้อต่างๆ ที่โดดเด่นน่าสนใจ และทางสมาคมฯ ได้รับความอนุเคราะห์จากผู้ทรงคุณวุฒิในหลากหลายองค์กรร่วมเป็นกรรมการตัดสินในครั้งนี้ จึงสามารถเชื่อถือในมาตรฐานคุณภาพของทุกผลงานที่ผ่านการตัดสินจากเวทีนี้ได้”
ด้านผู้ให้การสนับสนุนโครงการ ดร. มอลลี่ เพยฟาง ชาง ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ดาว เคมิคอล ประเทศไทย กล่าวว่า “ดาวให้การสนับสนุนโครงการนี้ทั้งด้านบุคลากรและงบประมาณมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 4 ปีแล้ว เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาสามารถพัฒนาความคิดและงานวิจัยด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนของตนเองมาสู่การปฏิบัติได้จริง และช่วยกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวในงานวิจัยด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน อันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศ และสอดคล้องกับแนวทางการปฏิบัติงานของบริษัท ที่มีการนำนวัตกรรมใหม่ๆ ที่สามารถช่วยให้บริษัทสามารถผลิตเคมีภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้อย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนอีกด้วย”
คุณยุทธนา เจียมตระการ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี โพลิโอเลฟินส์ กล่าวในนามของบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ ว่า “เอสซีจี เคมิคอลส์ มีอุดมการณ์ในการดำเนินธุรกิจข้อหนึ่งที่ว่า “เชื่อมั่นในคุณค่าของคน” ที่ไม่เพียงพัฒนาบุคลากรในองค์กรให้มีความรู้ความสามารถเท่านั้น แต่ยังมุ่งส่งเสริมการศึกษาของเยาวชนไทย โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ โครงการนี้จึงนับเป็นเวทีสำคัญที่ให้โอกาสนิสิตนักศึกษา รวมถึงนักวิจัยได้แสดงออกถึงศักยภาพ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาและยกระดับวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยให้ทัดเทียมกับสากล ซึ่งเอสซีจี เคมิคอลส์ ได้ร่วมกับดาว เคมิคอล สนับสนุนโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่อง”
นายเทวารักษ์ ปานกลาง และนายสุพีระ นุชนารถ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในทีมที่ได้รับรางวัลดีเด่น กล่าวว่า “แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานวิจัยของเรา คือการนำงานวิจัยจากหิ้งมาสู่ห้าง นั่นคือการสร้างสรรค์ผลงานที่สามารถนำมาใช้ได้จริงเชิงพาณิชย์ โดยอยากจะสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจความงามและสปาซึ่งประเทศไทยมีความโดดเด่นและมีชื่อเสียงในด้านนี้อยู่แล้ว ปีนี้เป็นปีที่สองที่พวกเราส่งผลงานเข้าร่วมประกวด ผมคิดว่าโครงการนี้มีประโยชน์มาก โดยเฉพาะคำแนะนำจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐและภาคเอกชน ทำให้สามารถนำไปปรับปรุงผลงานให้ดีขึ้น และพัฒนาผลงานไปในทิศทางที่ใช้ได้จริงมากขึ้น นอกจากนั้นการที่พวกเราได้เห็นผลงานดีๆ ของเพื่อนๆ ทีมอื่น ก็ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานที่ดียิ่งขึ้นต่อไป”
นางสาวรวมพร นิคม จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทีมที่ได้รับรางวัลดีเด่น กล่าวว่า “เพิ่งส่งผลงานมาเป็นปีแรก รู้สึกดีใจมากที่ได้รับรางวัลและสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัย ต้องขอขอบคุณคำแนะนำดีๆ จากคณะกรรมการทุกท่านที่ทำให้เห็นแนวทางการพัฒนาผลงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และขอขอบคุณผู้เกี่ยวข้องทุกท่านในการจัดโครงการดีๆ ที่มีส่วนช่วยกระจายองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้กว้างขวาง”
โครงการความคิดริเริ่มทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐบาล จึงเป็นเสมือนเวทีที่ช่วยกระตุ้นให้เยาวชนไทยเกิดความรักและสนใจในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ อีกทั้งยังเป็นการจุดประกายให้เยาวชนไทยรู้จักคิดนอกกรอบในแนวทางที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยโครงการดีๆ เช่นนี้จะเริ่มเปิดรับสมัครอีกครั้งในเดือนตุลาคม เพื่อให้นิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี โท เอก ในสาขาวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องกับเคมี วัสดุ พลังงานและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ได้นำเสนอไอเดียของคนรุ่นใหม่ และได้แสดงความสามารถของเด็กไทยที่มีไม่แพ้ชาติใดในโลก
สัมมนาหลักสูตร รู้จริงเรื่องระบบควบคุมการทำงานของปั๊มลูกสูบ (Rexroth A4, A10)
หลักสูตร รู้จริงเรื่องระบบควบคุมการทำงานของปั๊มลูกสูบ (Rexroth A4, A10)
จากหลักสูตรฝึกอบรมทั่วๆไป มักกล่าวถึงเนื้อหาของไฮดรอลิคปั๊มในภาพรวม ทำให้ผู้เข้าอบรมขาดความรู้ในเชิงลึกทางศูนย์ฯ จึงได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปั๊มลูกสูบ จึงได้จัดหลักสูตรนี้ขึ้นเพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้เข้าใจถึงหลักการทำงาน การเลือกใช้ รวมถึงการป้องกันความเสียหาย เพื่อให้สามารถวางแผนการบำรุงรักษาได้ถูกต้องแม่นยำ
วิทยากร คุณเกษม จันทเดช ผู้เชี่ยวชาญด้านไฮดรอลิค
วันเวลาและสถานที่ฝึกอบรม วันที่ 8 ก.ค. 2554 เวลา 08.30-16.00 น. ณ ศูนย์พัฒนาบำรุงรักษาไฮดรอลิคเชิงรุก
จำนวนผู้เข้าอบรม รับจำนวน 15 คน/รุ่น
ค่าลงทะเบียน 2,500 บาท สมาชิกลดเหลือ 2,250 บาท
ผู้ควรรับการอบรม เจ้าหน้าที่ฝ่ายซ่อมบำรุง และผู้ดูแลระบบไฮดรอลิค
หัวข้อการอบรม
- พื้นฐานการทำงานของปั๊มแบบ สวอชเพลต ดีไซด์
- ระบบควบคุมการทำงานของปั๊ม แบบควบคุมความดันคงที่ (Constance Pressure)
- ระบบควบคุมแบบกำลังคงที (Constant Hose Power)
- ระบบควบคุมแบบสัญญาณไฮดรอลิค แบบ Pilot
ติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
ศูนย์พัฒนาบำรุงรักษาไฮดรอลิคเชิงรุก (Aerofluid Training Center)
โทร : 02-577-2999 ต่อ 122, 124 E-Mail : training@aerofluid.com
หรือเข้าดูรายละเอียดของงานสัมมนาเพิ่มเติม ได้ที่ www.aerofluid.com

นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ไทยสร้างชื่อกระหึ่ม เวที AsiaStar หลังซิวมาได้ 21 รางวัล
เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2554 ทีผ่านมา กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม จัดงานมอบรางวัลด้านบรรจุภัณฑ์ ThaiStar Packaging Awards 2010 และ AsiaStar Awards 2010 ให้กับนักออกแบบไทย หลังสร้างชื่อเสียงในเวทีระดับเอเชียสามารถคว้ารางวัลมาได้ 21 รางวัล สูงสุดเป็นลำดับที่ 2 รองเพียงญี่ปุ่น จากทั้งหมด 15 ประเทศ ณ ศูนย์การประชุมฯ ไบเทค บางนา

นายสุรศิษฏ์ บุญญาภิสันท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การแข่งขันในตลาดการค้านับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ ทั้งยังมีการผลิตสินค้าใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา การพัฒนาบรรจุภัณฑ์จึงมีความสำคัญ และมีความจำเป็นควบคู่กับการพัฒนาสินค้า เนื่องจากบรรจุภัณฑ์จะทำหน้าที่ในการปกป้อง คุ้มครอง รวบรวม และเป็นสื่อประชาสัมพันธ์ให้กับสินค้า รวมทั้งนำพาสินค้าให้สามารถส่งถึงมือผู้บริโภคได้ด้วยความพึงพอใจ โดยจะเห็นได้ว่าผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตลอดจนวิสาหกิจชุมชน ต่างให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ของตนเองให้มีความโดดเด่น สวยงาม สะดุดตา และเหมาะสม เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ทั้งตลาดภายใน และต่างประเทศ
อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับบรรจุภัณฑ์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ตราบใดที่ทุกประเทศในโลกยังมีการผลิตสินค้า การพัฒนาด้านบรรจุภัณฑ์จึงไม่มีวันจบสิ้นทั้งในด้านเครื่องมือ เครื่องจักร วัสดุ อุปกรณ์ การพิมพ์ การบรรจุ การออกแบบ และอื่น ๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ ยังก่อให้เกิดการรวมตัวกันของหน่วยงานต่าง ๆ กลายเป็นสมาคม สหพันธ์ และองค์กรต่าง ๆ เพื่อให้การส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาวงการอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ให้มีความก้าวหน้า ทั้งด้านการผลิต การออกแบบ การเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ใหม่ ๆ แก่มวลสมาชิก และผู้สนใจ รวมทั้ง การจัดกิจกรรมการประกวดการออกแบบบรรจุภัณฑ์ในระดับประเทศ (ThaiStar) ระดับเอเชีย (AsiaStar) และระดับโลก (WorldStar) หรือการจัดกิจกรรมนิทรรศการแสดงความก้าวหน้าด้านบรรจุภัณฑ์ เช่น งาน “ProPak Asia 2010” ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยในปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 – 18 มิถุนายน 2554 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติกรุงเทพฯ (ไบเทค) บางนา
การประกวดบรรจุภัณฑ์ไทย ถือเป็นกิจกรรมหนึ่งที่สำคัญของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โดยความร่วมมือของภาคเอกชน ได้แก่ สมาคมการบรรจุภัณฑ์ไทย สมาคมบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกไทย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม และสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ดำเนินการจัดประกวดต่อเนื่องมาเป็นครั้งที่ 33 แล้ว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีให้นักออกแบบได้แสดงความรู้ ความสามารถในด้านการออกแบบ และเป็นการค้นหาตัวแทนของประเทศไทย เพื่อเข้าประกวดในระดับเอเชีย (AsiaStar) และระดับโลก (WorldStar) ต่อไป
ผลการประกวดบรรจุภัณฑ์ไทย ประจำปี 2553 (ThaiStar Packaging Awards 2009) มีผลงานส่งเข้าประกวดทุกประเภทรวม 479 ผลงาน และมีผู้ได้รับรางวัลทั้งสิ้น 36 รางวัล ดังต่อไปนี้
- ประเภทต้นแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อการจัดจำหน่าย จำนวน 8 รางวัล
- ประเภทต้นแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่ง จำนวน 8 รางวัล
- ประเภทบรรจุภัณฑ์เพื่อการจัดจำหน่าย ที่มีจำหน่ายในท้องตลาดแล้ว จำนวน 10 รางวัล
- ประเภทบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่ง ที่มีจำหน่ายในท้องตลาดแล้ว จำนวน 10 รางวัล
นอกจากนี้ผลงานที่ได้รับรางวัลจากการประกวดบรรจุภัณฑ์ไทย ประจำปี 2553 จะได้รับการพิจารณานำผลงานส่งเข้าประกวดในเวทีระดับเอเชีย AsiaStar Awards 2010 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ด้วย ซึ่งในปีที่ผ่านมาคณะกรรมการได้คัดเลือกผลงานส่งเข้าประกวดจำนวนทั้งสิ้น 29 ผลงาน สามารถคว้ารางวัลมาได้ถึงรางวัล 21 รางวัล สูงสุดเป็นลำดับที่ 2 จากทั้งหมด 15 ประเทศที่ส่งเข้าประกวด จึงนับเป็นความภาคภูมิใจ และสร้างชื่อเสียงให้กับวงการบรรจุภัณฑ์ของไทยเป็นอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ดี ในปีนี้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้ร่วมมือกับภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาต่างๆ สานต่อความสำเร็จด้วยการจัดประกวดบรรจุภัณฑ์ไทย ประจำปี 2554 (ThaiStar Packaging Awards 2011) ชิงเงินรางวัลทั้งสิ้น 250,000 บาท โดยผลงานที่ได้รับรางวัลจะได้รับการพิจารณาให้เป็นตัวแทนประเทศไทยในการประกวดบรรจุภัณฑ์ระดับเอเชียและระดับโลกต่อไป ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดและส่งใบสมัครและแบบบรรจุภัณฑ์ได้ที่ ส่วนพัฒนาผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์และการพิมพ์ สำนักพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือโทรศัพท์สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 0 2367 8181-3 หรือทางเว็บไซต์ www.dip.go.th ระหว่างวันที่ 1 - 11 สิงหาคม 2554 นายสุรศิษฏ์ฯ กล่าว
ส.อ.ท.เผยดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม พ.ค.54 เริ่มฟื้นตัวขึ้น
ส.อ.ท.เผยดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตฯ เดือน พ.ค. เริ่มฟื้นตัวไปอยู่ที่ 108.3 จากเดือนเมษายนซึ่งอยู่ที่ 106.6 โดยมีปัจจัยด้านอุปสงค์ขยายตัวหนุน ราคาผลผลิตสินค้าเกษตรดี การบริโภคสูง อุตสาหกรรมต่อเนื่องจากการหาเสียงขยายตัว

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผย ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม เดือนพฤษภาคม 2554 อยู่ที่ระดับ 108.3 จาก 106.6 ในเดือนเมษายน 2554 ที่ผ่านมา โดยสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 1,101 ตัวอย่าง ครอบคลุม 40 กลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมที่ยืนเหนือ 100 จุด บ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นของ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง
ปัจจัยที่สนับสนุนความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ ทั้งในด้านอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ราคาผลผลิตทางการเกษตรที่อยู่ในระดับสูง ทำให้การบริโภคและการใช้จ่ายขยายตัวดี ภาคการส่งออก ยังคงขยายตัวต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า อีกทั้งกิจกรรมรณรงค์หาเสียงของพรรคการเมืองส่งผลให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องขยายตัว เช่น สิ่งพิมพ์ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อต้นทุนการประกอบการที่ปรับตัวสูงขึ้น จากราคาวัตถุดิบ ราคาน้ำมัน และอัตราดอกเบี้ย
การสำรวจในเดือนพฤษภาคม 2554 นี้ ข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่มีต่อภาครัฐ มีความเห็นสอดคล้องกันว่าการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำควรกำหนดให้เหมาะสม เพราะจะกระทบกับต้นทุนของผู้ประกอบการ รวมทั้งต้องการให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งมีเสถียรภาพ และเข้ามาดูแลราคาพลังงาน เช่น น้ำมัน ก๊าซแอลพีจี นอกจากนี้ รัฐควรแก้ไขกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือน ข้างหน้าอยู่ที่ 111.2 ปรับตัวลดลงจาก 116.2 ในเดือนเมษายน 2554 เนื่องจากผู้ประกอบการใน ภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ว่า ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิตและผลประกอบการจะปรับตัวลดลง
นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณณางกูล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. เปิดเผยถึงยอดขายรถยนต์เดือนพฤษภาคม 2554 ว่ามียอดขายทั้งสิ้น 55,851 คัน ลดลงจากเดือนเมษายนร้อยละ 0.17 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง ซึ่งเป็นผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิและแผ่นดินไหวในญี่ปุ่น บริษัทรถยนต์ไม่สามารถผลิตได้เต็มกำลังการผลิตและไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ให้กับลูกค้าได้ทันตามกำหนดเวลา ขณะที่ยอดการผลิตรถยนต์เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีทั้งสิ้น 98,804 คัน ลดลงจากเดือนเมษายนร้อยละ 10.79 เนื่องจากเหตุการณ์สึนามิและแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น ส่วนการผลิตรถยนต์ทั้งปีคาดว่า จะมียอดผลิต 1.65-1.7 ล้านคัน
นายศุภรัตน์ กล่าวอีกว่า ส.อ.ท. ต้องการให้รัฐบาลใหม่เรียกความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา เพราะขณะนี้มีนักลงทุนญี่ปุ่นกลุ่มเอสเอ็มอีแสดงความต้องการเข้ามาลงทุนเพิ่ม
ก.วิทยฯ จับมือ มรภ.จันทรเกษม จัดการแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัยวิกฤตรังสีจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ เยาวชนไทยทำได้
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จับมือมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม สนับสนุนโครงการประกวดแข่งขัน หุ่นยนต์กู้ภัย… เยาวชนไทย ทำได้” เป็นปีที่ 2 เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ภายในงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมของไทย ประจำปี 2554 โดยตั้งโจทย์การสร้าง “หุ่นยนต์กู้วิกฤติรังสีจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์” ชิงเงินรางวัลกว่า 5 แสนบาท พร้อมแต่งตั้งเป็น “ยุวทูตรักอะตอม” และการเดินทางไปทัศนศึกษาเกี่ยวกับนิวเคลียร์ โดยมี ดร.พรชัย รุจิประภา ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผศ.ดร.เฉลิมเกียรติ ดุลสัมพันธ์ คณบดี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ดร.ชัยวัฒน์ ต่อสกุลแก้ว เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ และตัวแทนเยาวชนที่ชนะเลิศการแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัยฯ ประจำปี 2553 ร่วมกันแถลงข่าว ณ ห้องโถงขั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2554

ดร.พรชัย รุจิประภา ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เปิดเผยว่า ในฐานะที่กระทรวง วิทยาศาสตร์ฯ เป็นหน่วยงานส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม และเป็นเจ้าภาพจัดงานเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือ TechnoMart&InnoMart ขึ้นเป็นประจำทุกปี พิจารณาเห็นว่าการเปิดเวทีแสดงความสามารถให้เยาวชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในงาน ถือเป็นการวางรากฐานสำคัญ และเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นนักเทคโนโลยีที่มีคุณภาพในอนาคต การจัดกิจกรรมในปีนี้ถือเป็นปีที่ 2 ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ให้การสนับสนุนมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษมเป็นผู้ดำเนินการต่อเนื่อง ซึ่งภาพรวมปีที่แล้วสามารถดึงกลุ่มเป้าหมายระดับเยาวชน นักศึกษา เข้าร่วมงานและสร้างสีสันในงานได้เป็นอย่างดี
การจัดงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมของไทยในปีนี้ มีความพิเศษกว่าปีที่ผ่านๆมา เนื่องจากจัดงานร่วมกับงาน BOI FAIR 2011 ระหว่างวันที่ 10-25 พฤศจิกายน 2554 โดยกระทรวง วิทยาศาสตร์ฯ จะจัดแสดงผลงานและกิจกรรมภายใน Hall 9 อิมแพค เมืองทองธานี นับเป็นงานที่ยิ่งใหญ่และมีผู้เข้าชมงานแต่ละวันจำนวนมาก ดังนั้น การคัดเลือกเทคโนโลยีและกิจกรรมการแข่งขันตั้งแต่รอบคัดเลือกจนถึงรอบชิง ชนะเลิศ จะได้รับเงินรางวัลรวมทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 5 แสนบาท พร้อมโอกาสศึกษาดูงานที่เกี่ยวข้องในฐานะ “ยุวทูตรักอะตอม” โดยการสนับสนุนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต และสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ นอกจากนี้ ทีมที่เข้ามาสมัคร 25 ทีมแรก จะได้รับเงินสนับสนุนค่าอุปกรณ์พิเศษด้วย
ด้าน ดร.ชัยวัฒน์ ต่อสกุลแก้ว เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ เปิดเผยว่า เหตุผลที่ร่วมสนับสนุนกิจกรรมในครั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันประชาชนให้ความสนใจกับอุบัติเหตุฉุกเฉินทาง นิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น จึงเป็นการนำมาเป็นแนวทางและสร้างจุดขายสำหรับกิจกรรมการแข่งขันหุ่นยนต์ดัง กล่าว และ ปส. ในฐานะหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบในการประสานงานกับทบวงการพลังงานปรมาณู ระหว่างประเทศ และเฝ้าระวังติดตามข้อมูลจากสถานีเผ้าระวังภัยทางรังสีของประเทศไทย จึงถือเป็นโอกาสดีที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม คอยให้ข้อมูลองค์ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับพลังงานปรมาณูและการกำกับดูแล ความปลอดภัยในสถานการณ์ที่ฉุกเฉิน ทั้งนี้ก่อนแข่งขัน ปส.จะส่งผู้เชี่ยวชาญปฐมนิเทศให้ข้อมูลความรู้ที่ถูกต้องแก่ผู้ร่วมแข่งขัน เพื่อนำไปเตรียมการประดิษฐ์หุ่นยนต์ส่งเข้าแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อ ไป และ ปส. มีความยินดีร่วมสนับสนุนแต่งตั้งผู้ชนะเลิศและรองชนะเลิศอันดับ1 และอันดับ 2 ให้เป็น “ยุวทูตรักอะตอม” ประจำปี 2555 พร้อมได้รับโอกาสในการเรียนรู้ ประสบการณ์ การทัศนศึกษาดูงานเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์ด้วย

นอกจากนี้ ผศ.ดร.เฉลิมเกียรติ ดุลสัมพันธ์ คณบดี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ในฐานะหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนจัดโครงการฯ กล่าวว่า รู้สึกขอบคุณกระทรวง วิทยาศาสตร์ฯ ที่เห็นความสำคัญและเปิดเวทีการสร้างสรรค์นวัตกรรมให้กับเยาวชนไทยซึ่งได้ รับการสนับสนุนติดต่อกันเป็นปีที่ 2 อีกทั้งขอขอบคุณการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ที่ร่วมให้การสนับสนุนเงินรางวัลและโอกาสแก่ผู้ชนะการแข่งขันในครั้งนี้ โดยในปีนี้มีโจทย์ที่ยากขึ้นกว่าปีที่แล้ว คือ ผู้เข้าแข่งขันต้องออกแบบให้หุ่นยนต์สามารถเคลื่อนผ่านอุปสรรคเพื่อเข้าไป ยังพื้นที่ที่กำหนด สำรวจ ค้นหา โดยหุ่นยนต์ถูกควบคุมพื้นที่ๆ กำหนด และเพื่อความปลอดภัยของผู้ควบคุมหุ่นยนต์ จะต้องอาศัยการมองเห็นผ่านตัวหุ่นยนต์เท่านั้น เพื่อไปทำการซ่อมแซมระบบ Emergency Core Cooling System: ECCS ของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ตามกติกาการแข่งขันอย่างครบถ้วนจึงถือว่าปฏิบัติ ภารกิจได้สำเร็จ
ทั้งนี้ กำหนดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2554 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2554 โดยสมาชิกในทีมต้องเป็นนักเรียน–นักศึกษาระดับอาชีวะศึกษา , ระดับอุดมศึกษา หรือสูงกว่า ในสถาบันการศึกษาในประเทศไทย โดยมีสมาชิกในทีมๆ ละจํานวน 2-4 คน และมีครู-อาจารย์ที่ปรึกษา จํานวน 1 คน แต่ละทีมจะต้องชําระค่าสมัคร ทีมละ 500.- บาท(ห้าร้อยบาท) และประกาศรายชื่อทีมผู้เข้าร่วมการแข่งขัน วันที่ 1 กรกฎาคม 2554 ทางเวปไซด์ http://www.elecnet.chandra.ac.th การแข่งขันรอบคัดเลือก ในวันที่ 17-18 สิงหาคม 2554 ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม และการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ระหว่างวันที่ 10 – 25 พฤศจิกายน 2554 จํานวน 1 วัน ภายในงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมของไทยประจําปี 2554 ซึ่งจัดโดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ณ บริเวณ HALL 9 อิมแพค เมืองทองธานี
เบอร์ลี่ยุคเกอร์ร่วมลงทุน บอลคอร์ปอเรชั่น เปิดโรงงาน ผลิตกระป๋องในเวียดนาม
บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ทุ่มเงินลงทุนกว่า 1,800 ล้านบาท ร่วมลงทุนกับ บริษัท บอลคอร์ปอเรชั่น ผลิตบรรจุภัณฑ์กระป๋อง อันดับ 1 ของโลก บุกตลาดเวียดนาม คาดเสร็จไตรมาส 2 ปีหน้า

นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) และกรรมการบริษัท และกรรมการบริหาร บริษัท ไทยเบเวอร์เรจแคน จำกัด แถลงข่าวการลงนามสัญญา ระหว่างบริษัท ไทยเบเวอร์เรจแคน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ กับ บริษัทบอลคอร์ปอเรชั่น ว่า ในการร่วมลงทุนเปิดโรงงานแห่งใหม่ เพื่อขยายตลาดการผลิตบรรจุภัณฑ์กระป๋อง ที่ประเทศเวียดนาม รองรับความต้องการที่จะเติบโตในภูมิภาคอินโดจีน
ด้าน นายสาโรช ชยาวิวัฒน์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยเบเวอร์เรจแคน จำกัด กล่าวถึง การร่วมทุนสร้างโรงงาน เพื่อขยายฐานการผลิตบรรจุภัณฑ์ครั้งนี้ว่า มูลค่าการลงทุนการเปิดโรงงานใหม่ในครั้งนี้ ใช้งบการลงทุนกว่า 60 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1,800 ล้านบาท สำหรับฐานการผลิตแห่งใหม่ ที่จะเกิดขึ้นนั้น ตั้งอยู่ที่จังหวัดดินดง ประเทศเวียดนาม มีพื้นที่กว่า 80,000 ตารางเมตร มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 150 ล้านกระป๋องต่อปี คาดว่า จะก่อสร้างแล้วเสร็จ และเริ่มดำเนินการผลิตได้ภายในไตรมาสที่ 2 ของปี 2555 สามารถรองรับความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ ภายในประเทศเวียดนาม และประเทศในภูมิภาคอินโดจีนได้
อย่างไรก็ตาม บริษัท ไทยเบเวอร์เรจแคน จำกัด เป็นบริษัทที่บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ถือหุ้นร้อยละ 50 ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กระป๋องอะลูมิเนียมรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง ในประเทศไทย ดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2539 และมีกำลังการผลิตกว่า 1,450 ล้านกระป๋อง ต่อปี
ปตท. เผยสถานการณ์ราคาน้ำมันประจำสัปดาห์และแนวโน้ม ในสัปดาห์นี้ ที่ 13 มิ.ย. ถึง 17 มิ.ย. 54
ฝ่ายบริหารความเสี่ยงราคาและวิเคราะห์ตลาดต่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) รายงานถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันว่า ราคาน้ำมันดิบสัปดาห์ที่ 6-10 มิ.ย. 54 ราคาน้ำมันดิบดูไบ (Dubai) เฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 1.09 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรล อยู่ที่ระดับ 109.99 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรล และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) เฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.03 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรล อยู่ที่ 117.49 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรล และน้ำมันดิบเวสเท็กซัส (WTI) เฉลี่ยปรับตัวลดลง 0.89 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรลอยู่ที่ 100.01 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1.43 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรล อยู่ที่ 122.99 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรล และน้ำมันดีเซลเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1.80 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรล อยู่ที่ 129.37 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล โดยมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา ได้แก่
ผลกระทบต่อราคาน้ำมันในเชิงบวก
• โอเปค (OPEC) คงโควต้าการผลิตที่ระดับ 24.85 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากการประชุม ที่ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรียเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 54 โดยโควตาการผลิตปัจจุบันเป็นโควตาการผลิตตั้งแต่เดือน ธ.ค. 51 ซึ่งก่อนการประชุมนักวิเคราะห์คาดการณ์โอเปคจะปรับเพิ่มโควต้าจากปริมาณการ ผลิตจริงในเดือน พ.ค. 54 ประมาณ 0.5 -1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน การประชุมครั้งหน้าจะจัดขึ้นที่กรุงเวียนนาในวันที่ 14 ธ.ค. 54
• โอเปค (OPEC) คาดการณ์อุปสงค์น้ำมันดิบจากกลุ่มโอเปคในช่วงครึ่งหลังของปี 2554 เพิ่มขึ้น 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวันมาอยู่ที่ระดับ 30.70 ล้านบาร์เรลต่อวัน
• หน่วยงานสารสนเทศทางด้านพลังงานของสหรัฐฯ (Energy Information Administration, EIA) ปรับคาดการณ์อุปสงค์น้ำมันของโลกในปี 2554 เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์ครั้งก่อน 0.30 ล้านบาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ระดับ 88.43 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันในการฟื้นฟูประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อผลิต ไฟฟ้าของประเทศญี่ปุ่น รวมถึงการบริโภคที่เพิ่มขึ้นของจีนและภูมิภาคตะวันออกกลาง
• กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ รายงานยอดขาดดุลการค้าในเดือน เม.ย. 54 ลดลง 7% จากเดือน มี.ค. 54 มาอยู่ที่ระดับ 43,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
• EIA รายงานปริมาณสำรองน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์ของสหรัฐฯ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 3 มิ.ย. 54 ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 4.8 ล้านบาร์เรล อยู่ที่ 369.0 ล้านบาร์เรล อย่างไรก็ตามปริมาณสำรอง Gasoline และ Distillates เพิ่มขึ้น 2.2 ล้านบาร์เรล และ 0.8 ล้านบาร์เรล อยู่ที่ระดับ 214.5 ล้านบาร์เรล 140.9 ล้านบาร์เรล ตามลำดับ
• สำนักงานสถิติยุโรป (Eurostat) รายงานยอดขายปลีกในเขตยูโรโซนเดือน เม.ย. 54 เพิ่มขึ้น 0.9% จากเดือนก่อน
ผลกระทบต่อราคาน้ำมันในเชิงลบ
• นาย Nobuo Tanaka ผู้อำนวยการขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency, IEA) กล่าวว่าพร้อมจะนำปริมาณน้ำมันดิบสำรองออกมาใช้หากเกิดสถานการณ์น้ำมันขาด ตลาด ซึ่งครั้งล่าสุดที่ IEA นำปริมาณน้ำมันดิบสำรองมาใช้เนื่องจากพายุเฮอริเคน Katrina ในปี 2548
• ซาอุดีอาระเบียประกาศเพิ่มปริมาณการผลิตในเดือน ก.ค. 54 มาอยู่ที่ระดับ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน (ผลิตในเดือน พ.ค. 54 ที่ระดับ 8.95 ล้านบาร์เรลต่อวัน)
• วันที่ 7 มิ.ย.54 บริษัท TransCanada กลับมาดำเนินการท่อขนส่งน้ำมันดิบคีย์สโตน (กำลังขนส่ง 0.59 ล้านบาร์เรลต่อวัน) ซึ่งขนส่งน้ำมันดิบจากเมืองอัลเบอร์ต้า (Alberta) ประเทศแคนนาดามายังรัฐโอคลาโฮมาในสหรัฐฯหลังจากปิดทำการเนื่องจากเกิดเหตุ น้ำมันรั่วเมื่อวันที่ 29 พ.ค. 54
• บริษัทมาสเตอร์การ์ด (MasterCard Advisors Spending Pulse) รายงานอุปสงค์น้ำมันเบนซินของสหรัฐฯ ช่วงสิ้นสุดสัปดาห์ที่ 3 มิ.ย. 54 ลดลงจากสัปดาห์ก่อนประมาณ 2.9% อยู่ที่ระดับ 9.19 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ในระยะสั้นราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI มีแนวรับแนวต้านอยู่ที่ 115-122 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรลและ 96-103 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรลตามลำดับ ทั้งนี้ราคาน้ำมันดิบอาจปรับตัวลดลงหากซาอุดีอาระเบียสามารถเพิ่มกำลังการ ผลิตมาอยู่ที่ 10 ล้านบาร์เรลต่อวันตามที่ประกาศ เพื่อรองรับความต้องการน้ำมันดิบที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี อย่างไรก็ตามควรจับตามอง ทิศทางการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกหลังจากที่จีนได้ประกาศยอดเกิน ดุลการค้าระหว่างประเทศลดลงมาอยู่ที่ 13.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รวมทั้งเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่อาจจะทวีความรุนแรงขึ้นได้อีก โดยเฉพาะการประท้วงในประเทศซีเรีย เยเมน และบาห์เรน
