Archive for July, 2011
เอสวีโอเอต้อนรับนักศึกษาจากสถาบัน AIT เยี่ยมชมโรงงานผลิตคอมพิวเตอร์ SVOA
เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัทเอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) ได้ให้การต้อนรับคณะอาจารย์และนักศึกษาจากภาควิชา Teaching Eco Design and Manufecturing System ในระดับปริญญาโท สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย หรือ AITโดยมีนายจักเรศ ลือวัฒนานนท์ ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) (คนกลาง) นำคณะอาจารย์และนักศึกษาเข้าเยี่ยมชมโรงงานและขั้นตอนการผลิตคอมพิวเตอร์ SVOA ของ บริษัทเอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน)

กนอ.และ กฟน. ร่างศึกษาผุดโรงไฟฟ้าในนิคมฯ เสริมความมั่นคงด้านพลังงานรองรับการลงทุน
กนอ.จับมือ กฟน. ศึกษาแผนตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ในนิคมอุตสาหกรรม คาดศึกษาเสร็จปี 2555 หวังเดินหน้าพัฒนาโครงการระยะยาว รับการเติบโตภาคอุตสาหกรรม เสริมความมั่นคงด้านพลังงาน
นางมณฑา ประณุทนรพาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) เปิดเผยว่า วันนี้(28 ก.ค.) กนอ.ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ(MOU) กับการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) เพื่อร่วมศึกษาความเป็นไปได้โครงการ“ผลิตไฟฟ้า ณ จุดใช้งาน (Distributed Generation) ในนิคมอุตสาหกรรม” ทั้งในรูปแบบการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานความร้อนร่วม (Combined Heat and Power) และการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ทั้งนี้เพื่อรองรับการขยายตัวความต้องการใช้ไฟฟ้าของภาคอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

“ความต้องการใช้ไฟฟ้าในปัจจุบันที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในนิคมอุตสาหกรรมนั้น กนอ. จึงมีแนวคิด ที่จะศึกษาความเป็นไปได้ในการผลิตไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมที่จะใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงและยังนำความร้อนมาทำความเย็นหรือผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือกอื่นๆ โดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียนที่จะเป็นการสนับสนุนการใช้ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศให้เกิดประโยชน์และประสิทธิภาพสูงสุด” นางมณฑากล่าว
สำหรับความร่วมมือกันในครั้งนี้ เป็นการดำเนินการตามนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการดำเนินงาน ตามภารกิจ นโยบาย และกลยุทธ์ เป็นการลดการลงทุนที่ซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจของประเทศ โดย กนอ.และ กฟน. จะร่วมกันทำการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการฯ ทั้งความเหมาะสมทางการตลาด เทคนิค เศรษฐศาสตร์และการเงิน รวมถึงรูปแบบการร่วมทุน ที่เหมาะสม เพื่อจัดทำแผนพัฒนาโครงการฯในระยะยาวเป็นเวลา 5 ปี (2554 – 2558) โดยทำการรวบรวมข้อมูลความต้องการใช้ไฟฟ้าและความร้อนในนิคมอุตสาหกรรม และคัดเลือกนิคมอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพ เพื่อดำเนินโครงการฯ ต่อไป
“โครงการดังกล่าว นอกจากจะเป็นการเพิ่มความมั่นคงทางด้านพลังงานให้แก่ผู้ประกอบการภายในนิคมฯแล้ว ยังจะช่วยลดต้นทุน ลดความเสี่ยงในการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้า พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ โดยคาดว่าจะศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการให้แล้วเสร็จ พร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงการฯได้ภายในปี 2555” นางมณฑากล่าว
สศอ. เผย อุตฯ ครึ่งปีแรก -2.7% กำลังการผลิต 58.9%

ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ พบแนวโน้มความต้องการและการปรับใช้ระบบคลาวด์ในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกพุ่งสูงขึ้น
บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ คอร์ปอเรชัน หรือ เอชดีเอส ธุรกิจในเครือของบริษัท ฮิตาชิ จำกัด (ชื่อในตลาดหุ้นนิวยอร์ก: HIT) กำลังพิจารณาถึงความต้องการและการปรับใช้ตามแบบของระบบคลาวด์จากการดำเนิน การธุรกิจต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริษัทเหล่านั้นกำลังเดินหน้ากลยุทธ์เพื่อการพัฒนาระบบ คลาวด์อย่างต่อเนื่อง จากการที่ผู้ใช้ระบบประมวลผลแบบคลาวด์และผู้ให้บริการด้านไอทีในเอเชีย แปซิฟิก กำลังนำโซลูชั่นของบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ มาปรับใช้เพิ่มขึ้น โดยโซลูชั่นของดาตา เซ็นเตอร์ที่ผสานรวม (Converged Data Center Solution (CDCS) ) ที่เปิดตัวใหม่ล่าสุดได้ผสานร่วมกับการปรับแต่งกับเาระบบจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ โดยที่ Hitachi Compute Blade Server และระบบโครงสร้างเครือข่ายมาตราฐาน จะช่วยเสริมกันในการพัฒนาระบบคลาวด์ของภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก ให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

โซลูชั่นของบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ ช่วยให้ลูกค้านำไปประยุกต์ใช้ทั้งด้านบริการและโซลูชั่นในลักษณะของคลาวด์ ได้ ด้วยการทำให้เป็นเรื่องง่ายและร่นระยะเวลาในการปรับใช้ระบบคลาวด์เพื่อตอบ สนองความต้องการของบริษัทใน ทุกขนาด นอกจากนี้ การเป็นหนึ่งเดียวกันภายใต้แพลตฟอร์มหลักเพียงหนึ่งเดียวนี้ ยังช่วยให้ลูกค้าสามารถสร้างและปรับขนาดโซลูชั่นระบบคลาวด์ได้เร็วหรือช้า ตามต้องการโดยไม่จำเป็นต้องยกเลิกระบบไอทีที่มีอยู่เดิม ดังนั้นจึงเป็นปกป้องการลงทุนของลูกค้าเอาไว้ด้วย
นายเควิน เอกเกลสตัน รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ ได้กล่าวไว้ว่า “ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นตลาดที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วในแบบแยกส่วน เมื่อองค์กรในภูมิภาคแห่งนี้ต้องการโซลูชั่นระบบคลาวด์ พวกเขาจะมีความต้องการที่แตกต่างกันอย่างมากอันเป็นผลมาจากเงื่อนไขของตลาด ภายในประเทศ แต่แนวทางระบบคลาวด์ของบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์มีความโดดเด่น ที่องค์กรในเอเชียแปซิฟิกจะสามารถสร้าง ปรับขนาด และปรับเพื่อนำไป ทั้งบริการและโซลูชั่นคลาวด์ ได้อย่างคล่องตัวตามแนวทางของตนเพื่อตอบสนองความต้องการที่มีหลากหลายได้ อย่างครอบคลุม”
อีก ทั้งเสริมอีกว่า “ถ้าลูกค้าจำเป็นต้องติดตั้งโซลูชั่นเพิ่มเมื่อธุรกิจเปลี่ยนแปลงและขยายตัว สิ่งนี้จะช่วยให้บรรลุผลได้อย่างรวดเร็วและราบรื่นด้วยการเพิ่มส่วนประกอบ ใดๆก็ตาม ที่ต้องการเท่าที่จำเป็นเพียงส่วนเดียวแค่นั้นเอง”
เคล็ด ลับหนึ่งที่จะช่วยให้สามารถนำเอาสำหรับกลยุทธ์ระบบคลาวด์ของบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ ไปใช้ได้จริง คือการผสานรวมของระบบจัดเก็บข้อมูล , เซิร์ฟเวอร์ และระบบเครือข่ายข้อมูล ให้เป็นหนึ่งเดียวเพื่อเป็นรากฐานของโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ หรือที่เรียกว่า ระบบคลาวด์ในรูปแบบโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งนี้องค์กรที่ทำการผสานรวมตามหลักการดังกล่าวจะได้ประโยชน์มากมาย ทั้งด้านการเพิ่มประสิทธิภาพ ความเร็ว, ลดเวลาในการปรับใช้ระบบ, เสถียรภาพของระบบที่เชื่อถือได้ และการบริหารจัดการของระบบเหล่านี้ ที่ช่วยคลายความกังวลที่องค์กรมีเกี่ยวกับการปรับใช้โซลูชั่นคลาวด์
การใช้โซลูชั่นระบบคลาวด์ของบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ จะทำให้ลูกค้ารับรู้ได้ถึงค่าใช้จ่ายที่แท้จริง ในการดำเนินงานที่ลดลง ความสามารถในการทำงานร่วมกันที่คล่องตัวยิ่งขึ้น ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงขึ้น ลดขั้นตอนการนำไปใช้ที่สั้นลง ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่จำเป็นต้องปรับสถาปัตยกรรมระบบที่มีอยู่เดิมใหม่
เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ บริษัท ฮิตาชิ ดาต้าซิสเต็มส์ ได้ประกาศถึงความสำเร็จของลูกค้ารายสำคัญที่ได้ปรับใช้โซลูชั่นระบบคลาวด์ ของบริษัท ได้แก่ ศูนย์ประมวลผลปักกิ่ง(Beijing Computing Center) จากประเทศจีน บริษัท ไซไฟ เทคโนโลยีส์ จำกัด (Sify Technologies Limited) จากประเทศอินเดีย และบริษัท เทลิติ อินเตอร์เนชั่นแนล (Teliti International) จากประเทศมาเลเซีย ซึ่งได้นำโซลูชั่นระบบคลาวด์ของบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ มาปรับใช้ในแนวทางที่แตกต่างกันเพื่อตอบสนองความต้องการด้านการดำเนินงานที่จำเป็นของตน ดังนี้
- Beijing Computing Center เลือกใช้ Hitachi NAS Platform (HNAS) เพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพและสมรรถนะด้านการแบ่งปันไฟล์และข้อมูล ด้วยการจำกัดการขยายตัวของระบบแบบขาดการควบคุม และปัญหาคอขวดด้านการจราจรข้อมูล ด้วยฟังก์ชันระบบเสมือนจริงของ HNAS เช่น เซิร์ฟเวอร์เสมือน ไดรฟ์ข้อมูลเสมือน และพูลระบบจัดเก็บข้อมูลเสมือน ทำให้ขณะนี้ผู้ดูแลระบบจัดเก็บข้อมูลของศูนย์ประมวลผลสามารถจัดสรรความจุ ระบบจัดเก็บข้อมูลสำหรับแอพพลิเคชั่นและผู้ใช้ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- Sify Technologies Limited ผู้นำด้านการให้บริการ อินเทอร์เน็ตทั้งสำหรับผู้ใช้รายย่อย และ องค์กรขนาดใหญ่ ในอินเดีย ได้เปิดตัวบริการระบบจัดเก็บข้อมูลตามต้องการแบบใหม่ที่มีบริการระบบจัดเก็บ ข้อมูลตามต้องการสอดคล้องกับข้อตกลงระดับการบริการ (SLA) ในลักษณะระบบจัดเก็บข้อมูลตามสั่ง(On-demand Storage Services) ภายใต้การสนับสนุนจากบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ ทั้งการรองรับการปรับเพิ่มลดขนาดตามที่ต้องการได้ รวมไปถึงการบริหารจัดการอุปกรณ์ต่างๆ อย่างครบถ้วน
- Teliti Datacentres ธุรกิจในเครือของบริษัท เทลิติ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ให้บริการด้านไอทีชั้นนำ ที่กำลังสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย ด้วยการปรับใช้โซลูชั่นโครงสร้างพื้นฐานของฮิตาชิ , Hitachi Content Platform (HCP) และ HNAS เข้าด้วยกันโดยศูนย์ข้อมูล “สีเขียว” ที่ทันสมัยแห่งนี้ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมด้านไฮเทคที่ชื่อว่า Enstek บริเวณชานเมืองของกรุงกัวลาลัมเปอร์และจะพร้อมให้บริการในปี 2555 โดยจะนำเสนอบริการต่างๆ ที่ครอบคลุมรวมไปถึงบริการการบริหารจัดการ(Managed Services) ให้แก่ลูกค้าทั้งภายในประเทศและทั่วโลก ทั้งนี้ บริษัท เทลิติ เลือกใช้ Hitachi Virtual Storage Platform (VSP) เนื่องจากข้อดีหลายอย่างในด้านประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น การใช้พลังงาน และต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (TCO) นอกจากนี้ บริษัท เทลิติ ยังกำลังทำงานร่วมกับบริษัท ฮิตาชิ เพื่อนำเสนอ การจัดเก็บข้อมูลถาวร(Archived Data) และการสำรองข้อมูล ในลักษณะบริการรับเหมาจัดเก็บ ให้แก่ลูกค้า โดยใช้ HCP อีกด้วย
นายวู อี้เฟย นักวิจัย แผนกวิจัยและพัฒนาของศูนย์ประมวลผลปักกิ่ง กล่าว ว่า “เพื่อตอบสนองการขยายตัวที่มีอย่างต่อเนื่องของธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ ในกรุงปักกิ่ง แพลตฟอร์มบริการแบบคลาวด์สำหรับอุตสาหกรรมในปักกิ่งจำเป็นต้องมีโครงสร้าง พื้นฐานระบบจัดเก็บข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ เชื่อถือได้ และมีความสามารถในการปรับขนาดได้ที่เหนือกว่า” และยังกล่าวว่า “โซลูชั่นระบบจัดเก็บข้อมูลของบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ ได้แสดงให้เห็นมากกว่าที่คาดคิด ถึงประสิทธิภาพและความเชื่อถือได้ ที่ทำให้เราสามารถเอาชนะปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานต่างๆ ได้อย่างไร้กังวล”
นายมูซา โมห์ ลาซิม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร (ซีอีโอ) บริษัท เทลิติ ดาต้าเซ็นเตอร์ เอสดีเอ็น บีเอชดี กล่าว ว่า “บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ มีส่วนสำคัญในการช่วยให้เราสามารถตอบสนองความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นด้าน โซลูชั่นระบบจัดเก็บข้อมูลชั้นเยี่ยมภายในสภาพแวดล้อมแบบคลาวด์ ที่จะถูกนำเสนอโดยบริษัท เทลิติ ดาต้าเซ็นเตอร์” และกล่าวอีกว่า “ด้วยการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ ทำให้บริษัท เทลิติ อยู่ในฐานะการเป็นผู้นำด้านไอที ที่ไม่เพียงแต่ในตลาดมาเลเซียเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมตลาดทั่วโลก ที่เราเดินหน้าขยายตลาดของเราที่มีอยู่ อย่างต่อเนื่องนั่นเอง”
นายซีวีเอส ซูริ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร (ซีอีโอ) บริษัท ไซไฟ เอ็นเตอร์ไพรซ์ เซอร์วิส กล่าว ว่า “บริษัท ไซไฟ ได้ลงทุนเชิงกลยุทธ์ในด้านการสร้างแพลตฟอร์มแบบคลาวด์สำหรับองค์กรในช่วง 16 เดือนที่ผ่านมา ด้วยคำมั่นที่จะนำเสนอบริการการประมวลผลแบบคลาวด์ให้แก่ลูกค้าระดับองค์กร ขนาดใหญ่ ปัจจุบันบริการแบบคลาวด์ของบริษัท ไซไฟ กำลังช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถตอบสนองเงื่อนไขทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้เร็วยิ่งขึ้น อีกทั้งยังรับประกันได้ถึงความพร้อมใช้งาน ความเชื่อถือได้ ความสามารถในการปรับขนาดได้ และ การรับรองประสิทธิภาพตามการใช้งาน(Workload)ที่ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา” และเสริมอีกว่า “การเป็นพันธมิตรของเรากับผู้นำด้านเทคโนโลยี อย่างบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ ในด้านระบบจัดเก็บข้อมูล ช่วยให้เราสามารถสร้างและนำเสนอโซลูชั่นระบบจัดเก็บข้อมูลที่พร้อมสำหรับ อนาคตและเป็นไปตามความต้องการที่แตกต่างกัน ภายใต้การรับประกันของข้อตกลงระดับการบริการ(SLA) ที่ระดับ 99.99%”
ความได้เปรียบหลักและเหตุผลที่ว่าเหตุใดลูกค้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจึง เลือกใช้แนวทางของโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ของบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ นั่นก็คือ ค่าใช้จ่ายด้านการบริหารระบบที่ลดลง การทำให้ให้ระบบคลาวด์เป็นเรื่องง่ายขึ้น การใช้งานระบบมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น การนำไปใช้ที่เริ่มจากระบบขนาดเล็กที่พร้อมปรับเพิ่มได้ภายหลัง ความสามารถปรับใช้ระบบคลาวด์จาก ทรัพยากรต่างๆที่มีอยู่ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ใช้อยู่เดิมได้โดยไม่ต้องหยุดการทำงานของระบบหรือล้าง ระบบของผู้ใช้และแอพพลิเคชั่นเดิมที่มีอยู่ ตลอดจนปกป้องการลงทุนด้านไอทีที่ใช้ไปจากของเดิมได้อีกด้วย
สภาอุตฯ คาดเศรษฐกิจไทยปีนี้ โต4.2-4.5 ผลจากความมั่นคงของประเทศ
เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2554 ที่ผ่านมา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้จัดงาน “รายงานเศรษฐกิจไทยครึ่งปี 2554 และทิศทางเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง…มุมมองภาคเอกชน” โดยมีนายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นผู้นำเสนอ และมีตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ 7 หน่วยงาน เข้าร่วมให้ข้อมูลอีกด้วย

ทั้งนี้ นายธนิต เผยว่า เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังนี้ คาดว่าจะโตเฉลี่ยร้อยละ 4.2-4.5 ถือว่าเติบโตได้ดีจากนโยบายกรุ้นเศรษฐกิจแบบประชานิยม ภาคการบริโภคเอกชนจะได้รับจิตวิทยาในทางบวกในการขยายตัวถึงร้อยละ 4.1-4.6 ซึ่งสะท้อนจากการขยายตัวของภาคการส่งออกซึ่งจะขยายตัวได้ทั้งปี ร้อยละ 20.5 – 22.0 เป็นตัวเลขการส่งออกทั้งปี 225,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่นำเข้ามีการขยายตัวทั้งปี ร้อยละ 25-26 มูลค่าประมาณ 214,000 ล้านเหรียญสรัฐฯ ทำให้ดุลการค้าและดุลการชำระเงินจะเป็นบวกที่ 10.8 และ 12.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ตามลำดับ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนทั้งภายในและการลงทุนจากต่างประเทศ จะตอบรับจากความมั่นคงด้านการเมืองในประเทศ ภาคการเมืองมีเสถียรภาพ ทำให้ลงทุนจากต่างประเทศผ่าน BOI จะขยายตัวร้อยละ 12.8 – 14.0 โดยได้รับการตอบสนองที่ดีจากประชาชนเฉพาะในระดับต่างจังหวัด ซึ่งการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวทั้งปี ได้ที่ร้อยละ 9.6 – 10.2 และการลงทุนภาครัฐจะขยายตัวร้อยละ 3.6 จากแผนการลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้การว่างงาน ในช่วงสิ้นปีจะอยู่ที่ร้อยละ 0.8-0.9 เป็นระดับที่ต่ำมากประเทศหนึ่งของโลก ขณะเดียวกันการว่างงานจะก่อให้เกิดการตึงตัวด้านแรงงานทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตร แต่ระดับราคาสินค้าเกษตร ยังมีการปรับตัวรักษาระดับราคาไว้ได้ สำหรับภาคการท่องเที่ยวจะขยายตัวได้สูงที่ร้อยละ 15-16 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในประเทศกว่า 17-18 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเผชิญกับสภาวะเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปีร้อยละ 3.8-4.5 และหากมีการผลักดันนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ทั่วประเทศ และนโยบายประชานิยมเต็มรูปแบบ เงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2555 ต้นปีจะหลุดกรอบที่ระดับร้อยละ 0.50-3.0 อีกทั้งความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปที่มีความเปราะบางจากการฟื้นตัวและหนี้สาธารณะที่สูง และอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อเงินเหรียญสหรัฐฯ จะมีแนวโน้มที่แข็งค่าจากเงินสกุลหลักจะไหลเข้ามาทำกำไรในภูมิภาคมากขึ้น
โดยสรุปแล้ว เศรษฐกิจไทยในปี 2554 จะยังคงมีการขยายตัวต่อเนื่อง ในระดับร้อยละ 4.2-4.5 และจะเติบโตต่อเนื่องไปถึงปี 2555 เป็นการขยายตัวท่ามกลางความเสี่ยงจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายด้านค่าจ้างที่สูง และเงินเฟ้อที่สูงจะกระทบต่อภาคการส่งออกและภาคการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในปีหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ หากรัฐบาลจะผลักดันต่อไปจะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมกว่าร้อยละ 90-92
ปตท. ตั้งเป้าติดท๊อป 100 Fortune ใน 10 ปี
เร่งขยายการลงทุนในประเทศและต่างประเทศ ทั้งธุรกิจขุดเจาะและสำรวจปิโตรเลียม ปิโตรเคมี ถ่านหิน ไฟฟ้า ใช้เงินลงทุนรวม 3 ล้านล้านบาท เพื่อทำรายได้ 6 ล้านล้านบาท ภายในปี 2020 หวังติด 100 อันดับแรก ของ Fortune Global สร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ
นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า ณ สิ้นปี 2553 ที่ผ่านมา ปตท. มีรายได้จากผลประกอบการ รวม 59,930 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ ปตท. ได้รับการจัดอันดับให้ติดในลำดับที่ 128 ของ Fortune Global 500 ประจำปี 2554 ซึ่งนิตยสารฟอร์จูนได้คัดเลือกบริษัทที่มีผลประกอบการสูงสุดในโลก จำนวน 500 บริษัท โดย ปตท. สามารถขยับขึ้นจากอันดับที่ 155 ในปีก่อนหน้านี้
ทั้งนี้ Fortune 500 ได้พิจารณาข้อมูลผลการดำเนินงาน รวมถึงสำรวจความคิดเห็นของนักวิเคราะห์และนักธุรกิจชั้นนำทั่วโลกเพื่อ ประกอบการจัดอันดับ โดย ปตท. เป็นบริษัทไทยเพียงรายเดียวที่ติดอันดับ Fortune 500 ในครั้งนี้ ซึ่งอันดับที่ดีขึ้นสามารถเป็นสิ่งสะท้อนได้อย่างชัดเจนว่า ปตท. ได้ก้าวไปสู่การเป็นบริษัทไทยข้ามชาติในระดับสากลอย่างแท้จริง
อก.ผนึก 22 สถาบัน สร้างความเข้มแข็งบุคคลากรอุตฯ เกษตร
เร่งยกระดับ อุตฯ เกษตร สร้างมูลค่าเพิ่ม หนุนพัฒนางานวิจัยสู่การผลิต ดึง 22 สถาบันการศึกษา ร่วมสร้างมิติใหม่ก้าวสู่ แปรรูปเกษตรครบวงจร มั่นใจดึงเงินเข้าประเทศ ทะลุ 1 ล้านล้านบาทต่อปี
นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมมีนโยบายชัดเจนในการยกระดับอุตสาหกรรมเกษตร ให้กลายเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศ เนื่องจากมีความสำคัญต่อการยกระดับอาชีพเกษตรกรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การสร้างอุตสาหกรรมเกษตรให้แข็งแกร่งจะมีส่วนช่วยแก้ปัญหาในเรื่องราคาสินค้าเกษตรตกต่ำได้อีกทางหนึ่ง โดยปัจจุบันอุตสาหกรรมเกษตรมีศักยภาพในการผลิตและการส่งออกสูง สามารถนำรายได้เข้าประเทศปีละไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาท อุตสาหกรรมเกษตรมีมูลค่าการส่งออก ประมาณร้อยละ 18 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด โดยมาจากสินค้าเกษตรขั้นต้น ประมาณร้อยละ 11 และสินค้าเกษตรแปรรูป ประมาณร้อยละ 7 การสร้างความร่วมมือในครั้งนี้จะทำให้อุตสาหกรรมเกษตรเกิดการยกระดับเป็นอีกมิติใหม่ ที่จะสร้างความหลากหลายเป็นทางเลือกมากขึ้น ความได้เปรียบของประเทศไทยที่เป็นแหล่งแหล่งผลิตวัตถุดิบที่มีคุณภาพ เมื่อได้รับการเติมเต็มด้านการวิจัยพัฒนาจะทำให้อุตสาหกรรมการเกษตรของไทยมีความโดดเด่น เป็นผู้นำแห่งภูมิภาคอาเซียน
นางสุทธินีย์ พู่ผกา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมที่จะผลักดันอุตสาหกรรมเกษตรให้เกิดความแข็งแกร่ง เป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานของประเทศสร้างงานสร้างเม็ดเงินเข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เพื่อเป็นการต่อยอดความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จึงได้ทำความร่วมมือทางวิชาการด้านอุตสาหกรรมเกษตรกับสมาคมสภาวิชาการอุตสาหกรรมเกษตร ซึ่งมีเครือข่ายสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ 22 สถาบัน เพื่อให้พัฒนางานวิจัยคุณภาพ เพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมต่อไป โดยความร่วมมือครั้งนี้จะส่งผลต่อการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs ในอุตสาหกรรมเกษตร รวมถึงการยกระดับการพัฒนาบุคลากรสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมเกษตร ให้มีคุณภาพ มีมาตรฐาน และมีความปลอดภัยในกระบวนการแปรรูปสินค้า ซึ่งจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในการผลิตสินค้า เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก
รองศาสตราจารย์ ดร.สิรี ชัยเสรี นายกสมาคมสภาวิชาการอุตสาหกรรมเกษตร เปิดเผยว่า การทำความร่วมมือระหว่างสมาคมสภาวิชาอุตสาหกรรมเกษตรกับกระทรวงอุตสาหกรรมในครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างความร่วมมือที่สำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัยในโรงงานอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร โดยเน้นการใช้พื้นฐานทางวิชาการในการสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงการพัฒนาบุคลากรให้มีประสิทธิภาพพร้อมเข้าปฏิบัติงานในโรงงาน ตลอดจนการให้ความร่วมมือเกี่ยวกับงานวิจัยและพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมเกษตร พิธีลงนามความร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรมในวันนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรของประเทศไทยให้เกิดความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืนต่อไป
ก.วิทยาศาสตร์ฯ จัดมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 54
ดร.พรชัย รุจิประภา ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมด้วย ดร.พิชัย สนแจ้ง ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงาน มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2554 “จุดประกายความคิด พัฒนาชีวิตด้วยวิทยาศาสตร์” โดยในปีนี้กำหนดจัดงานตั้งแต่วันที่ 6-21 สิงหาคม 2554 รวม 16 วัน เต็มพื้นที่ ไบเทค บางนา เป็นการจัดมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ยาวนานที่สุด และมีโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศจองเข้าชมแล้วกว่า 5 แสนคน

ดร.พรชัย รุจิประภา ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้จัดงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ต่อเนื่องกันมาทุกปี ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา ได้จัดงานให้ยิ่งใหญ่ขึ้น โดยรวมงานต่างๆ เข้ามาไว้ด้วยกัน และปีนี้ก็จะจัดอย่างยิ่งใหญ่เช่นเดียวกัน โดยมี นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ อีกทั้งปีนี้เป็นปี “เคมีสากล” กิจกรรมรวมฉลองปเคมีสากล ใหเกิดความรูความเขาใจพื้นฐานของเคมีและจะมีนิทรรศการทางเคมีที่จะทำให้ เราทราบว่าเคมีมันอยู่รอบตัวเรา แสดงใหเห็นถึงความสําคัญของเคมีที่มีอยูในทุกสิ่งรอบตัวเรา นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการจากต่างประเทศ และนิทรรศการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และของกระทรวงต่างๆ อีก 7 กระทรวง เข้าร่วมงาน

ด้าน ดร.พิชัย สนแจ้ง ผู้อำนวยการ อพวช. กล่าวว่า ปีนี้เราจัดเต็มพื้นที่ไบเทค บางนา โดยแบ่งเป็นกลุ่มๆ ได้แก่ นิทรรศการเทิดพระเกียรติฯ Royal Pavilion ซึ่งจะมีความแตกต่างกันไปทุกปี โดยปีนี้จะเป็นภาพแบบมีชีวิตในสมัยรัชกาลที่ 4 และเรื่องราวของนิทรรศการหลัก 11 นิทรรศการ เช่น ป่าไม้ โลกร้อน เทคโนโลยีเพื่อคนพิการ และพื้นที่ให้เด็กมา ทำกิจกรรม นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมหลักของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวเรา อาทิ เรื่องดาราศาสตร์ กรมวิทยาศาสตร์บริการ จัดแสดงผลงานวิจัยยานกลดำน้ำอัตโนมัติขนาดเล็ก ลงไปทำงานใต้น้ำได้
ผู้อำนวยการ อพวช. กล่าวอีกว่า ทุกปีจะมีคนมาเข้าชมงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประมาณ 1.2 ล้านคน แต่ปีนี้มีโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ ได้จองเข้าชมงานแล้ว 5 แสนคน แต่เราจะมีการจัดเวลาให้ได้เยี่ยมชมอย่างทั่วถึง มีคนนำชมนิทรรศการ โดยโรงเรียนหรือ สถาบันการศึกษาที่ต้องการเข้าชมเป็นหมู่คณะสามารถแจ้งความประสงค์ได้ที่ โทร.0 2577 9960 และสามารถเข้าชมรายละเอียดของนิทรรศการได้ที่เว็บไซต์ http://www.nst2011.com
ส่งออกฯ แนะเข้าร่วมงานแสดงสินค้าอย่างไรให้คุ้มทุน

เพื่อนชุมชน เดินหน้ายกระดับโรงงานเป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม
เพื่อนชุมชน โดย 5 ผู้ก่อตั้ง ปตท. เอสซีจี บีแอลซีพี โกลว์ และดาวเคมิคอล เดินหน้าความร่วมมือยกระดับโรงงานในระยองพัฒนาสู่อุตสาหกรรมสะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เน้นถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์ให้ผู้ประกอบการอื่นนำไปใช้ได้จริง พร้อมเป็นที่ปรึกษาด้านเทคนิค เร่งแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตชุมชน มุ่งขยายเครือข่ายความร่วมมือสู่ทุกภาคส่วน เพื่ออุตสาหกรรมและชุมชนอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

นายวีรศักดิ์ โฆสิตไพศาล ประธาน “เพื่อนชุมชน” กล่าวในงานแถลงข่าว 1 ปี “เพื่อนชุมชน” และการจัดตั้ง “สมาคมเพื่อนชุมชน” ว่า เป้าหมายของ ”เพื่อนชุมชน” คือ การยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของอุตสาหกรรมในมาบตาพุด ซึ่งในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา นับเป็นความร่วมมือที่เข้มแข็งของ ผู้ก่อตั้งเพื่อนชุมชนที่ได้ร่วมกันผลักดันให้เกิดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ตามเจตนารมณ์ได้เป็นอย่างดี ทั้งด้านการพัฒนาสู่อุตสาหกรรมสะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการถ่ายทอดความรู้ แบ่งปันประสบการณ์ การจัดการสิ่งแวดล้อมและมาตรฐานความปลอดภัย และด้านการดูแลเอาใจใส่ชุมชน เพี่อคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งการศึกษาและด้านสุขภาพ ตลอดจนการให้ข้อมูลความรู้ที่ถูกต้องสำหรับชุมชน และกิจกรรมเปิดบ้านเพื่อนชุมชน ให้ชุมชนได้เข้าเยี่ยมชมโรงงานทั้งในกลุ่มและนอกกลุ่มเพื่อนชุมชน พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นของชุมชน เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมและความมั่นใจว่า อุตสาหกรรม มีความจริงใจที่จะอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน
“การยกระดับโรงงานเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้น ที่ผ่านมาเรามุ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในเรื่องการลดสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) โดยการจัดสัมมนาให้สามารถนำความรู้ไปใช้งานได้จริง ทั้งเรื่องเทคนิคการลด VOCs การจัดทำบัญชี VOCs (VOCs Inventory) และการจัดการ VOCs ช่วงหยุดซ่อมบำรุงเครื่องจักร ซึ่งมีโรงงานเข้าร่วมสัมมนาแล้ว 58 โรงงาน เป็นจำนวนประมาณร้อยละ 40 ของโรงงานในพื้นที่มาบตาพุดและบ้านฉาง ซึ่งมีประมาณ 140 โรงงาน นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการให้คำปรึกษาและความช่วยเหลือในลักษณะ “เพื่อนช่วยเพื่อน” โดยนำประสบการณ์และเทคนิคการดูแลกระบวนการผลิต รวมถึงการหยิบยืมอุปกรณ์ต่างๆของบริษัทในกลุ่มเพื่อนชุมชนแบ่งปันให้กับผู้ประกอบการรายอื่นๆ การดำเนินการดังกล่าวนับเป็นการขยายเครือข่ายเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมสู่อุตสาหกรรมสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง” นายวีรศักดิ์ กล่าว
นายชลณัฐ ญาณารณพ รองประธาน “เพื่อนชุมชน” กล่าวถึงการดำเนินการเพื่อดูแลคุณภาพชีวิตชุมชนว่า กิจกรรมต่างๆ จัดขึ้นจากการศึกษาความต้องการของชุมชน เพื่อมุ่งแก้ปัญหาให้เกิดประโยชน์กับชุมชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะด้านสุขภาพ อาทิ การจัดหาบุคลากรทางการแพทย์มาให้บริการอย่างเพียงพอต่อความต้องการในพื้นที่ โดยการจ้างแพทย์เกษียณอายุราชการ พยาบาล นักเทคนิคการแพทย์ นักวิชาการสาธารณสุข และพยาบาลวิชาชีพ ด้วยงบประมาณในปีนี้ 30 ล้านบาท เพื่อประจำที่ศูนย์สุขภาพชุมชน โรงพยาบาลมาบตาพุด และโครงการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อนชุมชน ซึ่งโครงการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ดังกล่าว เป็นการผนึกความร่วมมือบริษัททั้งในกลุ่มและนอกกลุ่มเพื่อนชุมชน ให้บริการอย่างทั่วถึงครอบคลุม 89 ชุมชน นอกจากนี้ ยังได้มอบทุนการศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตร์ 200 ทุน ด้วยงบประมาณ 48 ล้านบาท ในระยะ 4 ปี สำหรับนักเรียนในภูมิลำเนาจังหวัดระยอง เพื่อให้กลับมาปฏิบัติงานในโรงพยาบาลจังหวัดระยอง เพื่อช่วยลดปัญหาการขาดแคลนพยาบาลในอนาคต รวมทั้งการมอบทุนการศึกษาปริญญาตรี ด้านวิศวกรรมศาสตร์ และครุศาสตร์ อีก 7 ทุนในปีนี้ จากเป้าหมาย 60 ทุน ในระยะ 4 ปี ด้วยงบประมาณ 25 ล้านบาท
นางมณฑา ประณุทนรพาล ผู้ว่าการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ความร่วมมือของภาคอุตสาหกรรมในนามของ “เพื่อนชุมชน” เพื่อยกระดับสู่อุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนให้ดียิ่งขึ้นนั้น นับเป็นการแสดงความรับผิดชอบของภาคอุตสาหกรรมที่น่าชื่นชม ในฐานะภาครัฐ กนอ. พร้อมจะให้ความร่วมมือกับผู้ประกอบการภาคเอกชนในการเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสาร ประสานความร่วมมือ ร่วมกันดูแลสิ่งแวดล้อมและพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของชาวระยอง โดยมีความเชื่อมั่นว่า ความร่วมมืออย่างจริงใจและจริงจังของทุกฝ่าย ทั้งผู้ประกอบการ ชุมชน และภาครัฐจะทำให้เกิดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และร่วมแรงร่วมใจกัน ในการสร้างเมืองที่น่าอยู่ ซึ่งชุมชนและอุตสาหกรรมสามารถอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนตลอดไป
“เพื่อนชุมชน” เป็นความร่วมมือของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมครั้งแรกในประเทศไทยเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมสู่อุตสาหกรรมสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยความจริงใจ จริงจัง มุ่งมั่นแก้ปัญหาร่วมกัน ด้วยการถ่ายทอดความรู้ แบ่งปันประสบการณ์ และตรวจสอบดูแลกันเอง ด้วยความมุ่งหวังให้อุตสาหกรรมและชุมชนสามารถอยู่ร่วมกันและเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน โดยมีผู้ก่อตั้ง ได้แก่ กลุ่ม ปตท เอสซีจี บีแอลซีพี โกลว์ ดาว เคมิคอล และมีความมุ่งมั่นที่จะขยายเครือข่ายความ ร่วมมือไปยังทุกภาคส่วนให้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างโปร่งใสให้ได้มากที่สุด ทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคม ล่าสุดเพื่อนชุมชนได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็น “สมาคมเพื่อนชุมชน” (Community Partnership Association) เพื่อเปิดรับสมาชิกและขยายเครือข่ายความร่วมมือในกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมให้ได้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้ระยองเป็นบ้านที่น่าอยู่ของชุมชน
