Welcome to eArticles | Modern Manufacturing An Innovative Industrial Magazine

Archive for July, 2011

สศอ.แนะ ลาว ทำดัชนีเตือนภัย

without comments

สศอ.เร่งสร้างเครือข่ายเตือนภัยภาคอุตฯ รับ AEC รุดให้ความรู้ สปป.ลาว จัดทำดัชนีอุตฯ หวังปูทางใช้ฐานข้อมูลร่วมกัน เชื่อประเทศสมาชิกอาเซียนได้ประโยชน์

นางสุทธินีย์ พู่ผกา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า สศอ.ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านการเตือนภัยภาคอุตสาหกรรม และการจัดทำดัชนีอุตสาหกรรม เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ให้ กับผู้แทนของกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว) ถือเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) โดยมีการให้ความรู้เรื่องการจัด ทำระบบเตือนภัยภาคอุตสาหกรรม และการจัดทำดัชนีชี้วัดเพื่อการเตือนภัย ซึ่งเป็นลักษณะการให้ความรู้เพื่อปูทางให้ สปป.ลาว ได้มีระบบเตือนภัยภาคเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพในอนาคต อีกทั้งแนะนำวิธีการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยในการวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สู่การกำหนดนโยบายการพัฒนาประเทศให้มีประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป และการมีฐานข้อมูลที่เป็นระบบจะช่วยให้ชาติสมาชิกอาเซียนได้ใช้ประโยชน์ร่วม กัน ซึ่ง สปป.ลาว เป็นชาติแรกที่ สศอ.ได้สร้างเป็นเครือข่ายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมภายใต้ AEC และจะขยายไปสู่ชาติสมาชิกอื่นๆ ต่อไปในอนาคต

“ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2558 เป็นเรื่องสำคัญเนื่องจากการรวมตัวกันครั้งนี้จะทำให้มีขนาดและมูลค่าการตลาดที่สูงมาก ด้วยจำนวนประชากรของ AEC รวมกันประมาณ 600 ล้านคน คิดเป็น 9% ของจำนวนประชากรโลก มีขนาด GDP คิดเป็น 2% ของ GDP ของโลก มูลค่าการค้า คิดเป็น 17% ของมูลค่าการค้าโลกโดย AEC มีมูลค่าการค้าประมาณ 1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (มูลค่าการค้าโลก 22 ล้าน ล้านเหรียญสหรัฐ) ถือเป็นโอกาสของการขยายตลาดให้กว้างใหญ่ขึ้น ดังนั้น เรื่องการสร้างฐานข้อมูล การจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ และแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันในชาติสมาชิกจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เนื่องจากโลกการค้าเศรษฐกิจยุคใหม่ใช้ฐานข้อมูลเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจ เชิงนโยบาย ผู้ที่มีฐานข้อมูลที่มากกว่าและการวิเคราะห์ที่เฉียบคม จะเป็นผู้มีชัยเหนือคู่แข่ง”

นางสุทธินีย์ กล่าวอีกว่า การสร้างความร่วมมือด้านวิชาการกับ สปป.ลาวครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จในอีกก้าวหนึ่งของ สศอ. ซึ่งการจัดทำดัชนีอุตสาหกรรมและการเตือนภัยภาคเศรษฐกิจที่ สศอ.รายงานผลต่อสาธารณะให้รับรู้รับทราบอย่างต่อเนื่อง ทำให้ชาติสมาชิกอาเซียนต่างให้การยอมรับเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นเครื่องมือในการประเมินสถาณการณ์ภาคเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่มี ความน่าเชื่อถือในระดับสูง ซึ่งการถ่ายทอดความรู้นี้ให้กับ

สปป.ลาว เจ้าหน้าที่ของกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า ให้ความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจาก สปป.ลาวกำลังก้าวสู่การพัฒนาระบบเศรษฐกิจให้เป็นสากลยิ่งขึ้น การพัฒนาด้านฐานข้อมูลจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ สปป.ลาวต้องดำเนินการด้านนี้อย่างเร่งด่วน

Written by reporter@mmthailand.com

July 21st, 2011 at 10:33 am

Posted in News

น้ำมัน-ศก.โลก-การเมืองในประเทศ 3 ปัจจัยหลัก ฉุดดัชนีอุตฯ มิ.ย. 54 ลด วอนรัฐเร่งหาแนวทางลดผลกระทบจากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ

without comments

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย (Thai Industries Sentiment Index: TISI) ในเดือนมิถุนายน 2554 ที่ได้จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,046 ตัวอย่าง ครอบคลุม 40 กลุ่มอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมฯ ว่า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนมิถุนายน ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 107.4  จากระดับ 108.3 ในเดือนพฤษภาคม ค่าดัชนีที่ปรับลดลงเกิดจากองค์ประกอบของดัชนีด้านยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ   โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อการปรับลดลงของค่าดัชนี ได้แก่ ภาวะน้ำท่วมหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ ความกังวลเกี่ยวกับการเมืองภายในประเทศและสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ขณะที่ต้นทุนการผลิตยังปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ค่าดัชนียังคงอยู่ในระดับสูงกว่า 100 แสดงว่า ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมมีความเชื่อมั่นต่อการประกอบการในระดับที่ดี  โดยมีปัจจัยบวกจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง  ผลผลิตทางการเกษตรยังส่งผลดีต่อรายได้เกษตรกร  รวมทั้งความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการภาคการส่งออกก็ยังอยู่ในระดับที่ดีอีกด้วย

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 113.5 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 111.2 ในเดือนพฤษภาคม เนื่องจากผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ว่า ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการจะปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยค่าดัชนีอยู่ในระดับสูงกว่า 100 แสดงว่า ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมมีความเชื่อมั่นต่อการประกอบการในระดับที่ดี

ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมจำแนกตามขนาดของกิจการ ในเดือนมิถุนายน พบว่า อุตสาหกรรมขนาดย่อม และขนาดกลางปรับตัวลดลง ขณะที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยอุตสาหกรรมขนาดย่อม มีดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมิถุนายน อยู่ที่ระดับ 95.7 ปรับตัวลดลงจากระดับ 110.3 ในเดือนพฤษภาคม โดยองค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ สำหรับอุตสาหกรรมขนาดย่อมที่มีค่าดัชนีปรับตัวลดลงได้แก่ อุตสาหกรรมแกรนิต และหินอ่อน (มีปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีฝีมือ ยอดส่งออกแผ่นกระเบื้อง และหินอ่อนลดลง) และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ (ปุ๋ยชีวภาพ และผลิตภัณฑ์กำจัดศัตรูพืชมียอดขายในประเทศลดลง) ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 108.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 112.6 ในเดือนพฤษภาคม โดยองค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ

อุตสาหกรรมขนาดกลาง มีดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมิถุนายน อยู่ที่ระดับ 104.2 ปรับตัวลงเล็กน้อย จากระดับ 104.3 ในเดือนพฤษภาคม องค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ  อุตสาหกรรมขนาดกลางที่ค่าดัชนีปรับตัวลดลง ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องประดับ (ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้นขาดแคลนแรงงานมีฝีมือ) อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ (ขาดแคลนแรงงานที่มีฝีมือในการออกแบบ ยอดขายเฟอร์นิเจอร์ไม้ในประเทศลดลง) อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร (ยอดขายรถสำหรับการเกษตรมียอดขายในประเทศลดลง) อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมอลูมิเนียม (ยอดการส่งออกฟอยล์ถนอมอาหารไปประเทศจีน และญี่ปุ่นลดลง ผลิตภัณฑ์อลูมิเนียมมีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น) ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 111.3 เพิ่มขึ้นจากระดับ 107.7 ในเดือนพฤษภาคม ส่วนองค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ

และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มีดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมิถุนายน อยู่ที่ระดับ 121.2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 112.1 ในเดือนพฤษภาคม องค์ประกอบดัชนีที่ปรับเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ โดยอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมสิ่งทอ (ยอดขายผลิตภัณฑ์ประเภทเส้นด้าย ผ้าทอ เพิ่มขึ้นจากประเทศในภูมิภาคอาเซียน ผลิตภัณฑ์ประเภทเส้นใย เส้นไหมดิบ ด้าย มียอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจากประเทศจีน  เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น) อุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์  3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 121.1 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 114.6 ในเดือนพฤษภาคม ส่วนองค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ

ด้านดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมรายภูมิภาค ประจำเดือนมิถุนายน พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมภาคกลาง และภาคตะวันออกปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วนภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ปรับตัวลดลง เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา

ภาคกลาง ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม เดือนมิถุนายน อยู่ที่ระดับ 108.9 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 106.6 ในเดือนพฤษภาคม องค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ โดยในภาคกลาง การบริโภค และการลงทุนของภาคเอกชนยังมีการขยายตัว  รวมทั้งภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวที่เป็นปัจจัยบวกต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ ผนวกกับผลของภัยพิบัติในญี่ปุ่นที่คลี่คลายในทางที่ดีขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกลับมาผลิตได้ตามปกติ สำหรับอุตสาหกรรมในภาคกลางที่มีค่าดัชนีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมสิ่งทอ (ยอดขายผลิตภัณฑ์ประเภทเส้นด้าย ผ้าทอ เพิ่มขึ้นจากประเทศในภูมิภาคอาเซียน ผลิตภัณฑ์ประเภทเส้นใย เส้นไหมดิบ ด้าย มียอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจากประเทศจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น)  อุตสาหกรรมหนัง และผลิตภัณฑ์หนัง (แผ่นหนังสำเร็จรูป และหนังฟอกมียอดขายในประเทศและต่างประเทศเพิ่มขึ้น) อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ (ปูนซีเมนต์มียอดขายในประเทศเพิ่มขึ้น เนื่องจากโครงการสาธารณูปโภคของรัฐบาล)  อุตสาหกรรมแก้วและกระจก (ยอดคำสั่งซื้อจากประเทศญี่ปุ่น  จีน และสหรัฐอเมริกาเพิ่มมากขึ้น จากผลิตภัณฑ์ประเภทกระจกบาน กระจกแปรสำเร็จรูป) อุตสาหกรรมยานยนต์ (รถยนต์นั่งขนาดเล็ก มียอดขายและยอดคำสั่งซื้อทั้งในและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น) อุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น (เครื่องปรับอากาศมีการส่งออกไปประเทศตะวันออกกลาง  อเมริกา ยุโรปเพิ่มขึ้น สินค้ารุ่นใหม่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดผลิต และยอดจำหน่ายเครื่องปรับอากาศภายในประเทศสูงขึ้น) อุตสาหกรรมอาหาร (ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ผัก ผลไม้สด/แช่แข็ง อาหารกระป๋องและแปรรูป อาหารทะเลแช่แข็งมียอดการส่งออกไปอเมริกา ญี่ปุ่น สิงคโปร์ จีนเพิ่มขึ้น น้ำผัก/ผลไม้บรรจุขวดมียอดขายในประเทศเพิ่มขึ้น อาหารสัตว์ทั้งในรูปวัตถุดิบ และอาหารสำเร็จรูปมียอดการส่งออกเพิ่มขึ้นในประเทศพม่า ลาว และมาเลเซีย) ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 115.7 ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 110.5 ในเดือนพฤษภาคม องค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ

ภาคเหนือ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมิถุนายน อยู่ที่ระดับ 97.2 ปรับตัวลดลงจากระดับ 103.8 ในเดือนพฤษภาคม องค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ ทั้งนี้สาเหตุที่ทำให้ค่าดัชนีปรับตัวลดลง เพราะภาคเหนือประสบปัญหาสภาวะอากาศแปรปรวน  และเกิดอุทกภัยในหลายจังหวัดทางภาคเหนือ ส่งผลกระทบต่อรายได้เกษตรกร สำหรับอุตสาหกรรมในภาคเหนือที่ค่าดัชนีปรับลดลง ได้แก่ อุตสาหกรรมแกรนิตและหินอ่อน (จากยอดส่งออกแผ่นกระเบื้องไปประเทศเพื่อนบ้านลดลง และยอดขายในประเทศที่ลดลง) ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 105.8 ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 104.2 ในเดือนพฤษภาคม โดยองค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และต้นทุนประกอบการ

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมิถุนายน อยู่ที่ระดับ 103.0 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากระดับ 103.6  ในเดือนพฤษภาคม องค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ โดยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคการเกษตรยังทรงตัวต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า เนื่องจากอยู่นอกฤดูกาลเก็บเกี่ยว ประกอบกับสภาพอากาศแปรปรวน  และปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา  สำหรับอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ค่าดัชนีปรับลดลง ได้แก่  อุตสาหกรรมน้ำตาล (ยอดขายน้ำตาลทรายทั้งในและต่างประเทศลดลง) และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ (ยอดขายปุ๋ยชีวภาพ และสารกำจัดศัตรูพีชในประเทศลดลง)   ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 110.2  ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 106.2 ในเดือนพฤษภาคม องค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และต้นทุนประกอบการ

ภาคตะวันออก ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม เดือนมิถุนายน อยู่ที่ระดับ 117.4 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 114.4 ในเดือนพฤษภาคม  องค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ โดยในภาคตะวันออก อุตสาหกรรมยานยนต์เริ่มมีการขยายตัว เนื่องจากภัยพิบัติในญี่ปุ่นเริ่มคลี่คลาย และภาคการส่งออก และการท่องเที่ยวยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สำหรับอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกที่ค่าดัชนีปรับเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมหลังคาและอุปกรณ์ (มีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์มากขึ้น ยอดการส่งออกกระเบื้องหลังคาไปประเทศพม่า ลาว เวียดนาม จีน และฟิลิปปินส์ เพิ่มขึ้น) อุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ (ผลของภัยพิบัติในญี่ปุ่นเริ่มคลี่คลาย ทำให้ยอดคำสั่งซื้ออุปกรณ์ชิ้นส่วนยานยนต์เพิ่มขึ้น) อุตสาหกรรมผู้ผลิตไฟฟ้า (เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น ทำให้ยอดการใช้ไฟฟ้าตามอาคาร บ้านเรือน โรงเรียน โรงงานอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง)  และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี (เม็ดพลาสติก เม็ดไนลอน มียอดคำสั่งซื้อ จากประเทศ จีน ญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น เอทิลินโพรไพลิน โพลิออล และโพลิออลผสม มียอดขายจากประเทศ จีน มาเลเชีย อเมริกา เพิ่มขึ้น) ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 117.7  ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 117.1 ในเดือนพฤษภาคม องค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่  ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม และปริมาณการผลิต

ภาคใต้ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมิถุนายน อยู่ที่ระดับ 101.7 โดยปรับตัวลดลงจากระดับ 115.3 ในเดือนพฤษภาคม องค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ ซึ่งต้นทุนประกอบการที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับราคาสินค้า จึงส่งผลกระทบต่อการชะลอคำสั่งซื้อของลูกค้า สำหรับอุตสาหกรรมในภาคใต้ที่ค่าดัชนีปรับลดลง ได้แก่ อุตสาหกรรมโรงเลื่อย และโรงอบไม้ (ยอดขายไม้ยางพาราแปรรูปในประเทศลดลง เนื่องจากอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ชะลอการสั่งซื้อ)  อุตสาหกรรมไม้อัด ไม้บางและวัสดุแผ่น (สินค้าประเภทหัตถกรรมไม้ มียอดขายในประเทศลดลง) และอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 110.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 116.9  ในเดือนพฤษภาคม องค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ

ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมจำแนกตามตลาดส่งออก (กลุ่มที่เน้นตลาดในประเทศ กับกลุ่มที่เน้นตลาดต่างประเทศ) พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นกลุ่มที่เน้นตลาดในประเทศปรับตัวลดลง  ส่วนกลุ่มที่เน้นตลาดต่างประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยกลุ่มที่เน้นตลาดในประเทศ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม เดือนมิถุนายน อยู่ที่ระดับ 106.6 ปรับลดลงจากระดับ 107.9 ในเดือนพฤษภาคม องค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต  ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ สำหรับอุตสาหกรรมในกลุ่มนี้ที่ค่าดัชนีปรับตัวลดลง ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม อุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมแกรนิตและหินอ่อน อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์  อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลและโลหะการ อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง
อุตสาหกรรมพลาสติก และอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 113.3 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 110.2 ในเดือนพฤษภาคม องค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม  ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ

และกลุ่มที่เน้นตลาดต่างประเทศ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม เดือนมิถุนายน อยู่ที่ระดับ 112.2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 111.0 ในเดือนพฤษภาคม องค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ สำหรับอุตสาหกรรมในกลุ่มนี้ที่ค่าดัชนีปรับเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมรองเท้า (รองเท้าแตะ รองเท้าหนัง และส่วนประกอบของรองเท้า มีการส่งออกเพิ่มขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) อุตสาหกรรมแก้วและกระจก   อุตสาหกรรมเซรามิก (ผลิตภัณฑ์ประเภทเซรามิคมียอดคำสั่งซื้อไปประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และยุโรปเพิ่มขึ้น) อุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ อุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศ และเครื่องทำความเย็น  (เครื่องปรับอากาศมีการส่งออกไปประเทศตะวันออกกลาง อเมริกา ยุโรปเพิ่มขึ้น) อุตสาหกรรมอาหาร ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 115.4 ปรับลดลงจากระดับ 117.4 ในเดือนพฤษภาคม องค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และต้นทุนประกอบการ

สำหรับดานสภาวะแวดลอมในการดําเนินกิจการ เมื่อพิจารณาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบการอุตสาหกรรมในเดือนมิถุนายน พบว่า ผู้ประกอบการมีความกังวลในประเด็นผลกระทบจาก  สถานการณ์ราคาน้ำมันมากที่สุด รองลงมา คือ สภาวะเศรษฐกิจโลก อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ สถานการณ์ทางการเมือง และอัตราแลกเปลี่ยนตามลำดับ โดยพบว่าปัจจัยที่มีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ สภาวะเศรษฐกิจโลก ผลกระทบจากการเมืองในประเทศ และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการ ที่มีต่อภาครัฐในเดือนนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีความเห็นสอดคล้องกันว่า ภาครัฐควรเร่งหาแนวทางการลดผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ รวมถึงควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้แข็งค่ามากนัก เร่งสร้างความปรองดองอย่างแท้จริง ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล เร่งแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน สนับสนุนการผลิตเหล็กต้นน้ำ รวมทั้งเร่งผลักดันโครงการขนาดใหญ่ เพื่อกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจอีกด้วย

Written by reporter@mmthailand.com

July 20th, 2011 at 1:55 pm

Posted in News

บีโอไอเผยลงทุนครึ่งปีเกิน 240,000 ล้าน ปลื้มทุนเอเชียโหมเข้าไทย-เกาหลีใต้ เทเม็ดเงินเพิม 5 เท่า

without comments

บีโอไอ เผยตัวเลขลงทุนช่วง6 เดือน ปี 2554 เงินลงทุนทะลุ 247,100 ล้านบาท มูลค่าเกินครึ่งจากเป้าหมายที่ประเมินไว้ ทั้งปี ที่การลงทุนจะอยู่ที่ประมาณ 400,000 ล้านบาท ด้านตัวเลขเอฟดีไอพุ่งต่อเนื่อง ทิศทาง เงินทุนจากเอเชีย โหมเข้าไทย ญี่ปุ่นยังครองแชมป์สูงสุด ขณะที่เกาหลีใต้เล็งขยายเม็ดเงินลงทุนในไทยกว่า 5 เท่า

นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงภาวะการลงทุนในช่วงครึ่งปีแรกหรือ 6 เดือนที่ผ่านมา (มกราคม-มิถุนายน 2554) ว่า นักลงทุนได้ยื่นขอรับส่งเสริมการเพิ่มขึ้นทั้งจํานวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนโดยมีการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนแล้วทั้งสิ้น 882 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 247,100 ล้านบาท จํานวนโครงการปรับเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีจำนวน 616 โครงการ หรือเพิ่มขึ้น 43.2% ในขณะที่มูลค่าเงินลงทุนปรับเพิ่มขึ้น 33.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีมูลค่าอยูที่ 185,000 ล้านบาท โดยเป็นมูลค่าเงินลงทุนเกินครึ่งจากเป้าหมายการขอรับส่งเสริมการลงทุนปีนี้ที่ตั้งเป้าไว้ 400,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ การยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนมีทิศทางขยายตัวในอัตราสูงมาตั้งแต่ช่วงต้นปี โดยเฉพาะการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในเดือนมิถุนายน 2554 ที่ผ่านมา เพียงเดือนเดียว มีสัดส่วนจํานวนโครงการสูงที่สุดเมื่อเทียบกับช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาโดยมีจำนวนทั้งสิ้น 180 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 43,600 ล้านบาทซึ่งเป็นผลมาจากการเข้ามาลงทุนของกลุ่มลงทุนรายใหญ่ รวมถึง โครงการขยายกําลังการผลิตของผู้ประกอบการจํานวนมาก

สําหรับโครงการทื่ยื่นขอรับการส่งเสริมในช่วงครึ่งปีแรก กระจายอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆได้แก่ ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง ที่มีโครงการลงทุนสูงสุด อยู่ที่ 226 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 77,000 ล้านบาท รองมาเป็นกิจการในกลุ่มบริการและสาธารณูปโภค จํานวน 180 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 46,300 ล้านบาท กิจการเคมี กระดาษ และพลาสติก 126 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 41,300 ล้านบาท กิจการอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องไฟฟ้า 130 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 35,400 ล้านบาท กิจการเกษตรกรรม และผลิตผลจากการเกษตร 129 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 25,700 ล้านบาท ตามลําดับ

นางอรรชกา กล่าวเพิ่มเติมว่า สําหรับการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ในช่วงครึ่งปี แรกมีทั้งสิ้น 522 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 167,274 ล้านบาท โดยจํานวนโครงการเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 375 โครงการหรือเพิ่มขึ้น 39% ขณะที่เงินลงทุนเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีมูลค่า 98,332 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 70%

สําหรับการลงทุนจากต่างประเทศในไทย กลุ่มใหญ่ที่สุด เป็นการลงทุนจากประเทศต่างๆ ในเอเซียโดยมี กลุ่มทุนจากญี่ปุ่นเป็นกลุ่มที่เข้ามาลงทุนในไทยสูงสุด จํานวน 272 โครงการ เงินลงทุน 72,244ล้านบาท โครงการเพิ่มขึ้น 80% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี ก่อนที่มี 151 โครงการ ด้านมูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีมูลค่าลงทุนอยูที่ 38,638 ล้านบาท หรือปรับเพิ่มขึ้น 87%

ทั้งนี้ กลุ่มที่มีอัตราการขยายตัวทางด้านมูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้นมากที่สุด ได้แก่ การลงทุนจากเกาหลีใต้ มีจำนวนทั้งสิ้น 21โครงการ เงินลงทุน 6,137 ล้านบาท จํานวนโครงการใกล้เคียงกับปีก่อนขณะที่เงินลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 510% หรือประมาณ 5 เท่า จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีมูลค่าเงินลงทุนอยูที่ 1,006ล้านบาท

การลงทุนจากฮ่องกงมีจำนวน 13 โครงการเงินลงทุน 10,399 ล้านบาท มูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้น285% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีมูลค่า 2,702 ล้านบาท การลงทุนจากประเทศจีนมี 18 โครงการ เงินลงทุน23,155 ล้านบาท มูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้น จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มี 6,980 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 232% การลงทุนจากสิงคโปร์ มีทั้งสิ้ น 31 โครงการ เงินลงทุน 16,661 ล้านบาท เงินลงทุนเพิ่มขึ้น จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มี 8,299 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 101%

Written by reporter@mmthailand.com

July 19th, 2011 at 2:08 pm

Posted in News

จีอี ลงนามดูแลด้านบริการระยะยาว สำหรับเครื่องกังหันก๊าซ ณ โรงงานของ พีทีที ยูทิลิตี้

without comments

จีอี ได้ทำการลงนามข้อตกลงด้านบริการระยะยาว 13 ปี กับบริษัท พีทีที ยูทิลิตี้ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตพลังงานไฟฟ้าและพลังงานไอน้ำ สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศไทย ด้วยมูลค่าสัญญามากกว่า 40 ล้านเหรียญสหรัฐ ในการให้บริการเพื่อยกระดับ เพิ่มประสิทธิภาพ และความไว้วางใจ ต่อเครื่องกังหันก๊าซ รุ่น จีอี เฟรม 6บี จำนวน 8 เครื่อง ณ โรงผลิตไฟฟ้าของ บริษัท พีทีที ยูทิลิตี้ จำกัด ในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง

ge_modern

เครื่องกังหันก๊าซดังกล่าวทำการผลิตกระแสไฟฟ้าจำนวนมากกว่า 300 เมกะวัตต์ และแรงดันไอน้ำกว่า 1,200 ตันต่อชั่วโมง ให้แก่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีในประเทศไทย ซึ่งยกระดับการผลิตไฟฟ้าเพื่อสั่งจ่ายให้โรงงานปิโตรเคมีถึง 15 โรงงาน ด้วยประสิทธิภาพสูง มีความน่าเชื่อถือ และสามารถส่งจ่ายพลังงานได้อย่างมีเสถียรภาพ ทั้งนี้ บริษัท พีทีที ยูทิลิตี้ จำกัด เป็นบริษัทในเครือของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

“ข้อตกลงนี้ ได้รับการจัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยให้ บริษัท พีทีที ยูทิลิตี้  จำกัด สามารถจัดการในด้านต้นทุนค่าใช้จ่ายของเครื่องกังหันก๊าซได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่สามารถคงมาตรฐานระดับสูงและความน่าเชื่อถือ ของโรงไฟฟ้าได้อย่างดีเยี่ยม” กล่าวโดย คุณโกวิทย์ คันธาภัสระ คันทรี่ เอ็กเซ็กคูทีฟ ประจำประเทศไทยและภาคพื้นอินโดจีน จีอี เอ็นเนอร์ยี   “นอกจากนี้ ข้อตกลงยังรวมถึงการรับประกันการเสื่อมของอัตราความร้อน หรือผลที่ได้จากกระบวนการผลิต เพื่อให้มั่นใจว่าโรงไฟฟ้าสามารถทำการผลิตตามกระบวนการได้ต่อเนื่องและบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้”

ข้อตกลงของจีอียังครอบคลุมถึงการให้บริการอะไหล่ ซ่อมอุปกรณ์ ให้บริการเมื่อระบบผลิตไม่มีการจ่ายกระแสไฟสู่เครื่องกังหันก๊าซและอุปกรณ์ที่จำเป็นอื่นๆ ทั้งในกรณีที่ได้มีการวางแผนยุติการจ่ายกระแสไฟไว้ล่วงหน้าและเกิดเหตุกระแสไฟฟ้าดับแบบฉับพลัน รวมถึงรับประกันประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ด้วย ข้อตกลงระยะยาวของจีอี ช่วยให้ลูกค้าสามารถทำการคำนวณต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านการบำรุงรักษาล่วงหน้าได้ ปัจจุบัน จีอี ได้บรรลุข้อตกลงระยะยาวกับโรงงานมากกว่า 700 แห่ง ทั่วโลก

ข้อตกลงของจีอีกับบริษัท พีทีที ยูทิลิตี้  จำกัด ครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากข้อตกลงระยะเวลา 13 ปี ครั้งก่อน ที่ จีอี ได้ลงนามร่วมกับ บริษัท ปตท. เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ในการให้บริการระยะยาวสำหรับเครื่องยนต์ใบพัดจีอี จำนวน 9 เครื่อง ที่ได้รับการติดตั้ง ณ โรงงานของ บริษัท ปตท. เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง

เขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ได้รับการก่อตั้งเมื่อปี 2531 โดยเป็นส่วนหนึ่งในนโยบายของภาครัฐเพื่อพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก ปัจจุบัน เขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเป็นฐานที่ตั้งสำคัญของโรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เคมี เหล็ก และโรงกลั่นน้ำมัน จำนวนมาก

Written by reporter@mmthailand.com

July 14th, 2011 at 3:32 pm

Posted in News

กนอ.จัดโครงการปลูกป่าชายเลนเฉลิมพระเกียรติฯ จับมือพันธมิตร-ชุมชน-เยาวชน ฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่ง

without comments

นายสมคิด  แท่นวัฒนกุล  รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) เปิดเผยว่า กนอ.ได้ร่วมกับพันธมิตร และผู้ประกอบการในนิคมฯบางปู รวมทั้งชุมชน และนักเรียนโดยรอบพื้นที่นิคมฯบางปู จัดโครงการอนุรักษ์และปลูกป่าชายเลน ภายใต้กิจกรรม “บางปูเชิดชูเมืองนิเวศ เฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา มหาราชันย์” โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2554  ณ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก (บางปู) จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อพัฒนาและฟื้นฟูป่าชายเลน ให้มีสภาพที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันการพังทลายและการกัดเซาะบริเวณชายฝั่งทะเล และ  ดักตะกอนสิ่งปฎิกูลต่างๆ ไม่ให้ไหลลงสู่ทะเล  อีกทั้งยังช่วยบรรเทาผลกระทบจากภาวะโลกร้อนอีกด้วย

logo-ieat_modern1

“กนอ.ได้รณรงค์และส่งเสริมการทำกิจกรรมเพื่อประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรมที่มุ่งหวังให้เกิดความสมดุลของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ระหว่างภาคอุตสาหกรรม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะป่าชายเลนที่เป็นแหล่งรวมของพืช สัตว์น้ำ และสัตว์บกนานาชนิด  ในช่วงเวลา 30 กว่าปีที่ผ่านมา พื้นที่ป่าชายเลนลดลงถึงร้อยละ 49 ส่งผลให้ระบบนิเวศบริเวณชายฝั่งได้รับความเสียหายค่อนข้างมาก ดังนั้นกิจกรรมปลูกป่าชายเลนในวันนี้  เกิดจากความสำนึกรับผิดชอบร่วมกันจากทุกภาคส่วนในการอนุรักษ์ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมช่วยกันฟื้นฟูป่าชายเลนให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น” นายสมคิด กล่าว
โครงการอนุรักษ์และปลูกป่าชายเลนเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา ในวันนี้ ได้มีผู้พัฒนานิคมฯ ผู้ประกอบการ พนักงาน กนอ. ชุมชนและนักเรียนรอบนิคมฯบางปู ให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 800 คน ในการร่วมกันปลูกป่าชายเลน 849 ต้น นอกจากผู้ที่เข้าร่วมงานจะได้ร่วมกันฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่งทะเลแล้ว ทุกคนยังได้ความรู้เรื่องการปลูกต้นไม้ที่เหมาะสมในแต่ละสภาพพื้นที่ของป่าชายเลนอย่างถูกวิธี จากเจ้าหน้าที่กรมพลาธิการทหารบก รวมทั้งประโยชน์ของป่าชายเลนซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติ    ที่สำคัญ และความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการร่วมกันอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว พื้นที่ดังกล่าวจะเป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติที่สำคัญสำหรับเยาวชนไทยต่อไปในอนาคต

Written by reporter@mmthailand.com

July 14th, 2011 at 2:22 pm

Posted in News

SVOAร่วมกับ วิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ ม.บูรพา เปิดศูนย์บริการด้านไอที GSC IT CITY แห่งแรกในมหาวิทยาลัยไทย

without comments

นายแจ็ค มินทร์ อิงค์ธเนศ ประธานที่ปรึกษา บริษัทเอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน)  (ที่ 4 จากซ้าย) และนายวีระ อิงค์ธเนศ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) (ที่ 6 จากซ้าย) เข้าร่วมในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ ในการเปิด ศูนย์ GSC IT CITY ของวิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา โดยมี ผศ.ดร.บรรพต วิรุณราช คณบดีวิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา (ที่ 7 จากซ้าย) ให้การต้อนรับ สำหรับ ศูนย์ GSC IT CITY เป็นศูนย์บริการด้านไอที ระดับมหาวิทยาลัยแห่งแรกในประเทศไทย ที่ดำเนินการบริหารจัดการโดยนักศึกษาในลักษณะการสร้างธุรกิจจำลอง และได้รับการสนับสนุนจากบริษัทเอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) ในด้านสินค้าและเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำในเรื่องการจัดการด้านสินค้าและบริการแก่พนักงานของร้าน

image0061_modern

Written by reporter@mmthailand.com

July 12th, 2011 at 2:27 pm

Posted in News

รมว.อุตสาหกรรมอินโดนีเซียคาดภาคการผลิตขยายตัว 6.1% ในปีนี้

without comments

นายเอ็ม เอส ฮิดายัต รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมอินโดนีเซีย คาดการณ์ว่า ภาคการผลิตภายในประเทศจะขยายตัวราว 5.2-6.1% ในปีนี้ โดยได้รับแรงหนุนจากหลายภาคส่วน ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องจักรและการคมนาคม อาหารและเครื่องดื่ม โลหะพื้นฐาน ซีเมนต์ และสิ่งทอ

reporter-indo-11072011

“ภาคส่วนเหล่านี้ทำผลงานได้ดี และถ้ายังเป็นเช่นนี้ต่อไปภาคการผลิตในประเทศก็มีสิทธิขยายตึวถึง 6.1% ในปีนี้” หนังสือพิมพ์จาการ์ตาโกล๊บ รายงานคำกล่าวของนายฮิดายัต “ภาคการผลิตขยายตัวเกินคาดในช่วงครึ่งแรกของปี แต่เรายังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้”

สำนักงานสถิติกลางของอินโดนีเซียจะเปิดเผยข้อมูลภาคการผลิตประจำครึ่งปีแรกในเดือนหน้า

ข้อมูลเบื้องต้นจากกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆบ่งชี้ว่าการผลิตมีการขยายตัว โดยสมาคมซีเมนต์แห่งอินโดนีเซียเปิดเผยว่า ยอดขายซีเมนต์เพิ่มขึ้นกว่า 6% ในช่วงครึ่งปีแรกเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยได้รับแรงหนุนจากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์อินโดนีเซียก็เผยว่ายอดขายรถในช่วงครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น 12% แตะที่ 415,276 คัน

นอกจากนั้นนายฮิดายัตยังกล่าวว่า การลงทุนจำนวนมหาศาลในปีนี้อาจทำให้อุตสาหกรรมอื่นๆในภาคการผลิตขยายตัวตามเป้าที่ทางกระทรวงตั้งไว้เช่นกัน

“เรากำลังดึงดูดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมปลายน้ำอย่างเหมืองแร่และเกษตรกรรม เราหวังว่าจะสามารถสร้างงานได้ราว 300,000 ตำแหน่งในช่วงครึ่งหลังของปี เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการสร้างงาน 530,000 ตำแหน่งในภาคการผลิตในปีนี้” สำนักข่าวซินหัวรายงาน

Written by reporter@mmthailand.com

July 11th, 2011 at 3:17 pm

Posted in News

สสปน. ชูมาตรฐาน ISO 50001 ยกระดับ กรีนมีทติ้งส์ ไทยอีกขั้น

without comments

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. ตอกย้ำความสำเร็จของไทยในการเป็นผู้นำด้านกรีนมีทติ้งส์ในภูมิภาคเอเชียอีกครั้ง เร่งส่งเสริมผู้ประกอบการไมซ์ไทย เสริมภาพลักษณ์ด้านการจัดการด้านการอนุรักษ์พลังงาน และสิ่งแวดล้อมด้วยมาตรฐาน ISO 50001 จัดสรรงบประมาณสนับสนุนผู้ประกอบการไมซ์ไทยถึง 70% ของค่าดำเนินการทั้งหมด พร้อมเดินหน้าเตรียมส่ง “กรีนมีทติ้งส์แพคเกจ” ลุยเทรดโชว์ทั่วโลก โชว์ศักยภาพไมซ์ไทยพร้อมรับการจัดงานแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแบบครบวงจร

dscf4962_modern

นายอรรคพล สรสุชาติ ผู้อำนวยการ สสปน. ได้เริ่มดำเนินโครงการส่งเสริมและผลักดันมาตรฐานกรีนมีทติ้งส์ให้กับผู้ประกอบการ และผู้ใช้บริการไมซ์ในประเทศไทยนั้น ส่งผลให้นานาชาติมีการรับรู้ และยอมรับศักยภาพของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางการจัดงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม วันนี้ถือเป็นการพัฒนาความพร้อมของอุตสาหกรรมไมซ์ และการทำงานเรื่องกรีนมีทติ้งส์ไปอีกขั้น ด้วยการส่งเสริมการเข้าสู่กระบวนการรับรองมาตรฐาน ISO 50001 ที่จะทำให้ผู้ประกอบการไมซ์ไทยมีศักยภาพในด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมที่แข็งแกร่ง และเด่นชัดยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลในระยะยาวต่อทั้งภาพลักษณ์ การแข่งขัน และรายได้ของประเทศจากอุตสาหกรรมไมซ์อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน”

มาตรฐาน ISO 50001 เป็นมาตรฐานที่ประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2554 และได้รับการยอมรับจากทั่วโลกมีสาระสำคัญในการมุ่งเน้นการจัดการการใช้พลังงานอย่างเหมาะสม ซึ่ง สสปน. พิจารณาเห็นว่ามาตรฐาน ISO 50001 เป็นมาตรฐานที่เป็นรูปธรรมที่สุดและสอดรับกับแนวคิดเรื่องกรีนมีทติ้งส์ และเป็นมาตรฐานที่จะช่วยขยายโอกาสทางธุรกิจ สร้างความแตกต่าง และเพิ่มความเชื่อมั่นแก่ลูกค้าจากทั่วโลกที่ให้ความสำคัญต่อเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการใช้พลังงาน

“ในการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมและผลักดันมาตรฐาน ISO 50001 สสปน.ได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม และที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญในมาตรฐานด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและพลังงาน เพื่อนำผู้ประกอบการไมซ์เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ จัดการ และปรับปรุงการใช้พลังงานจนอยู่ในระดับเกณฑ์มาตรฐานของ ISO 50001 การได้รับการรับรองดังกล่าวนั้นจะช่วยให้ผู้ประกอบการประหยัดต้นทุนและค่าใช้จ่ายในเรื่องพลังงานลงไปได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20% รวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของบุคลากรในองค์กรในการใช้พลังงาน นอกจากนี้แล้วการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไมซ์ให้ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 50001 ยังจะส่งผลในเชิงบวก และสร้างความโดดเด่นให้กับประเทศไทยต่อการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพงานสำคัญๆ ระดับโลกอีกด้วย” นายอรรคพล กล่าว

สำหรับแนวทางการผลักดันให้ผู้ประกอบการไมซ์ไทยให้ความสำคัญ และเร่งพัฒนาให้ได้การรับรองมาตรฐาน  ISO 50001 สสปน. จะจัดให้มีการอบรมให้ความรู้และให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งให้การสนับสนุนด้านงบประมาณในการดำเนินการแก่ผู้ประกอบการไมซ์ที่สนใจถึง 70% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด และจากการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าของ สสปน. ในการส่งเสริมผู้ประกอบการไมซ์ให้ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 50001 นั้น ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จะเป็นศูนย์ประชุมแห่งแรกที่ผ่านกระบวนการตรวจสอบ ปรับปรุง พัฒนาระบบการใช้พลังงานภายในศูนย์จนได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 50001

จากการพัฒนามาตรฐานกรีนมีทติ้งส์ในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา จนเข้าสู่กระบวนการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมไมซ์ทางด้านกรีนมีทติ้งส์ด้วยมาตรฐาน  ISO 50001 นั้น วันนี้ สสปน. มั่นใจว่าอุตสาหกรรมไมซ์ของไทยมีความพร้อมในการเปิดตัวแพคเกจที่สอดคล้องกับแนวทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดย สสปน.เตรียมการส่งเสริมผู้ประกอบการให้นำกรีนมีทติ้งส์แพคเกจไปนำเสนอยังงานเทรดโชว์ที่สสปน. จะเข้าไปร่วมงานต่อๆไปทั่วโลกโดยเริ่มต้นที่งาน IMEX American ณ ประเทศสหรัฐฯ ซึ่งจะจัดขึ้นในต้นเดือนตุลาคม 2554 ที่กำลังจะมาถึงนี้

“การนำกรีนมีทติ้งส์แพคเกจไปเสนอในงานเทรดโชว์จะเป็นอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมไมซ์ไทยที่จะประกาศตัวอย่างชัดเจนกับผู้จัดงาน และลูกค้าจากทั่วโลกว่าเราได้มีการ Walk the Talk จนเกิดเป็นการให้บริการที่เป็นสีเขียวอย่างครบวงจร สามารถตอบสนองความต้องการด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นประเด็นด้านความยั่งยืนที่ร้อนแรงในระดับโลกได้” นายอรรคพล กล่าวสรุป

Written by reporter@mmthailand.com

July 11th, 2011 at 10:13 am

Posted in News

บีโอไอจับมือ เอ็กซิมแบงก์ เสริมแกร่งนักลงทุนไทย กระตุ้นขยายโอกาสบุกตลาด 10ประเทศอาเซียนรองรับความร่วมมือAEC

without comments

บีโอไอ ร่วมมือกับเอ็กซิมแบงก์เสริมความรู้นักธุรกิจไทยให้พร้อมก้าวไปสู่การลงทุนใน 10ประเทศอาเซียนซึ่งเป็นตลาดที่มีความต้องการสินค้าจากผู้บริโภค 600 ล้านคน สศช.แนะไทยวางยุทธศาสตร์ ความร่วมมือกรอบอาเซียนเบิกทางสู่เวทีระดับโลก คาดดันตัวเลขลงทุนต่างชาติในไทยพุ่ง

นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายในงานสัมมนาเรื่ อง “การเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวสู่การลงทุนไทยใน AEC” เมื่อวันที่ 7 กรกฏาคม 2554 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น จัดโดย บีโอไอ ร่วมกับธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทย ว่าการส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศอยู่ในร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 ที่กำหนดให้มุ่งเน้นการพัฒนาฐานการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านทั้งด้านอุตสาหกรรมการเกษตร และการแปรรูปการเกษตร และการท่องเที่ยว รวมถึงเป็นไปตามยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ เพื่อสร้างโอกาสและลดต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการไทย รวมถึงการพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีระดับโลก

ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าว จําเป็นต้องเร่งให้ความรู้และความเข้าใจเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการที่ประสงค์จะออกไปลงทุนในต่างประเทศ ทั้งในด้านทักษะการบริหารจัดการโลจิสติกส์ ทักษะด้านภาษา ขัอมูลกฎหมาย รวมถึงประสานกับหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน เพื่อให้ผู้ประกอบการได้ทราบถึงข้อมูลข้อเท็จจริง และก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกที่จะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจลงทุนหรือทําธุรกิจในต่างประเทศต่อไป

“บีโอไอพร้อมจะร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเพื่อร่วมกันบูรณาการแผนกิจกรรมต่างๆที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ประกอบการไทย โดยมั่นใจว่ากิจกรรมในครั้งนี้จะเป็นส่วนสําคัญที่จะนําไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ และเตรียมพร้อมสําหรับการลงทุนหรือทําธุรกิจในต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต” นายโชคดีกล่าว

ทางด้าน ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี กรรมการสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวปาฐกถาพิเศษภายในงาน ในหัวข้อเรื่อง“ยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจในภูมิภาคด้วยการลงทุนใน AEC” ว่าการสร้างฐานทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย จําเป็นต้องให้ความสําคัญกับยุทธศาสตร์การเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจในภูมิภาค ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ระดับอนุภูมิภาค ระดับอาเซียน และในระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิค อาทิ การเชื่อมโยงการขนส่งโลจิสติกส์ พัฒนาคนในสาขาการผลิต การสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจในภูมิภาคด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การเคลื่อนย้ายแรงงาน ส่งเสริมแรงงานไทยในต่างประเทศ เป็นต้น

“ยุทธศาสตร์ความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจในภูมิภาคของไทยจําเป็นต้องครอบคลุมประเด็นการพัฒนาและปัจจัยสนับสนุน โดยเฉพาะความร่วมมืออาเซียน ที่จะรวมตัวเป็นตลาดเดียวกันในปี 2558 นี้ จะเป็นส่วนสําคัญของการนําไปสู่ความร่วมมือในระดับใหญ่ขึ้นเพราะนอกจากจะเพิ่มอํานาจในการต่อรอง และการขยายตลาด ของไทยจาก 60 ล้านคน เป็นเกือบ 600 ล้านคน ยังก่อให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงยังจะเป็นโอกาสให้ไทยได้รับการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) มากขึ้นอีกด้วย” ดร.ณรงค์ชัย กล่าว

ขณะที่นายสมพร จิตเป็นธม รองกรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) กล่าวว่า เป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทย ที่จะมีการรวมเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนของ10 ประเทศสมาชิก ในปี 2558 นี้ ซึ่งจะทําให้อาเซียนเป็นตลาดการค้าและการลงทุนเดียวกันครอบคลุมความร่วมมือทั้งด้านการค้า การบริการและการลงทุนจะเป็นส่วนสําคัญทําให้ผู้ประกอบการไทยมีขีดความสามารถทางการแข่งขันเพิ่มขึ้น จากโอกาสของการลดต้นทุนแรงงาน และการขยายการลงทุนเข้าไปยังประเทศที่มีแหล่งวัตถุดิบ ที่สามารถป้อนการผลิตได้อย่างเพียงพอ ทั้งนี้ หน่วยงานภาครัฐและเอกชนจําเป็นต้องร่วมกัน ให้ความรู้และสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการ เพื่อให้เตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เนื่องจากมีทั้งโอกาสจากขนาดตลาดใหญ่ ที่เป็นผลดีสำหรับการส่งออก อย่างไรก็ตามต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากภาวการณ์แข่งขันที่รุนแรงเพิ่มขึ้นในอนาคตไปพร้อมกันด้วย

ด้านนายนิพิฐ อิศรางกูร ณ อยุธยา ประธานสภาธุรกิจไทย-อินโดนีเซีย กล่าวว่า ประเทศอินโดนีเซียเป็นตลาดใหญ่และน่าสนใจสําหรับการลงทุนของไทย โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมกลุ่มพลังงาน อุตสาหกรรมการเกษตร แปรรูปสินค้า อาหาร ก่อสร้าง โรงพยาบาล การขนส่งชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น

“อินโดนีเซียมีแนวโน้มการขยายตัวของตลาดชนชั้นกลางในอัตราค่อนข้างสูง จึงทําให้มีพลังของการใช้จ่ายขยายตัวต่อเนื่อง โดยทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ในปี 2554 นี้ คาดว่าน่าจะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) จะอยู่ที่ประมาณ 5.8% จึงเป็นโอกาสสําหรับนักลงทุนไทยในการเข้าไปหาลู่ทางการลงทุนอีกมาก” นายนิพิฐ กล่าว

Written by reporter@mmthailand.com

July 8th, 2011 at 3:35 pm

Posted in News

element14 ปรับเพิ่มปริมาณสินค้าคงคลังในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เป็น 130,000 ชนิด เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น

without comments

element 14 (เดิม Farnell) บริษัท ที่เกิดจากการผสมผสานของการค้าและชุมชนครั้งแรกของอุตสาหกรรม สนับสนุนผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมและการจัดซื้อทั่วโลก ประกาศวันนี้ว่าบริษัทมีแผนในการขยายปริมาณสินค้าคงคลัง ให้มีปริมาณสินค้ามากกว่า  130,000 ชนิด ซึ่งคิดเป็น 2 เท่าในปีที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านสินค้าอิเล็กโทรนิคและการบำรุงรักษาให้กับลูกค้า สินค้าทั้งหมดถูกจัดเก็บไว้ภายในภูมิภาค เพื่อสร้างความมั่นใจในการส่งมอบสินค้าในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก สินค้าคงคลังระดับภูมิภาคของ element14 ประกอบด้วยสินจากซับพลายเออร์ชั้นนำกว่า 3000 ราย ประกอบกันเป็นเครือข่ายระดับโลก ในฐานะศูนย์กระจายสินค้า ช่วยสนับสนุนให้เกิดโซลูชั่น ตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย

reporter-element14_modern-08072011

จากรายงานตลาดเซมิคอนดักเตอร์โดยการ์ดเนอร์ พบว่า ผลกำไรของตลาดเซมิคอนดักเตอร์ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก คาดว่าจะเติบโตจาก 181 พันล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 278 พันล้านเหรียญ ในปี 2558 แนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของความต้องการเครื่องมืออิเล็คโทรนิค และการใช้จ่ายในภูมิภาค ชี้ให้เห็นว่า ผลกำไรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จะเติบโตจาก 719.4 พันล้านเหรียญ ในปี 2553  เป็น 1139.3 พันล้านเหรียญ ในปี 2558 ปัจจัยเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความต้องการผลิตภัณฑ์และชิ้นส่วนอิเล็กโทรนิคในภูมิภาคที่เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ เทคโนโลยียังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและมีความซับซ้อนมากขึ้น ดีไซน์ในระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ต้องครอบคลุมทั้งระดับนานาชาติและระดับประเทศ เพื่อให้ตรงตามความต้องการของทั่วโลก

นายวิลเลียม ชอง ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารจัดการซับพลายเออร์ ผลิตภัณฑ์ และการจัดซื้อ ของบริษัท Element 14 ประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก กล่าวว่า  “จากการที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเริ่มพัฒนาเป็นศูนย์กลางของการผลิตเครื่องมืออิเล็กโทรนิค วิศวกรกำลังพบความความท้าทายในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่น่าเชื่อถือและมีความก้าวล้ำทางเทคโนโลยี” “ที่ Element 14 เราพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเรา และสร้างความเข็มแข็งกับหุ้นส่วนต่าง ๆ ที่เป็นผู้ผลิตชั้นนำในอุตสาหกรรม เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลายกับลูกค้าของเรา ผ่านการสนับสนุนแนวคิดของผลิตภัณฑ์ไปจนถึงกระบวนการผลิต”

จากการมีสินค้าในศูนย์กระจายสินค้าประจำภูมิภาคใน 3 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ เซียงไฮ้ และ ซิดนีย์ สินค้าของ element 14 ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง  130,000 ประเภท สามารถส่งมอบได้ภายในวันทำการถัดไปในเมืองส่วนใหญ่ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และครอบคลุมชิ้นส่วนอิเล็กโทรนิคต่าง ๆ ตั้งแต่ คอนเน็คเตอร์ จักรกลระบบอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ในการบำรุงรักษา นอกจากปริมาณสินค้าคงคลังเซมิคอนดักเตอร์ element14 ยังให้บริการผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่หลากหลาย มีโซลูชั่นที่มีความสมเหตุสมผลและเป็นเอกเทศ สำหรับใช้งานกับไมโครคอนโทรลเลอร์ที่สำคัญ ๆ โซลูชั่นที่มาพร้อมกับผลิตภัณฑ์ และ ชุดเครื่องมือในการพัฒนา องค์ประกอบเหล่านี้ช่วยให้วิศวกรและผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดซื้อสามารถค้นหา โซลูชั่นได้อย่างรวดเร็ว ตามการเปลี่ยนแปลงของความต้องการในตลาด

นอกจากนี้ element14  ยังมีชิ้นส่วนที่สำคัญของคอนเน็ตเตอร์ PCB ทั้งที่ไม่ต้องพึ่งพิงไฟฟ้าและที่ต้องพึงพิงจักรกลระบบอิเล็กทรอนิกส์ มีโซลูชั่นสำหรับการออกแบบและการผลิตสินค้า นอกจากการเป็นผู้ให้บริการคอนเน็ตเตอร์ PCB ที่ดีที่สุดจากซับพลายเออร์ชั้นนำ element14 ยังให้บริการคอนเน็ตเตอร์ที่มีความล้ำหน้ามากที่สุด และโซลูชั่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และโซลูชั่นที่มีความเชื่อมโยงระหว่างกัน

เนื่องจากภูมิภาคมีการเปลี่ยนแปลงไปพึ่งพิงผลิตภัณฑ์อิเล็คโทรนิคและเครื่องมือที่มีความก้าวหน้ามากขึ้น element14 ได้ปรับเปลี่ยนเพื่อตอบสนองความต้องการของวิศวกรที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่าง ต่อเนื่อง ไม่เพียงแค่ ตัวเก็บประจุ ตัวต้านทาน และชิ้นส่วนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แต่ยังรวมถึงตัวเก็บประจุที่มีความจุจำนวนมาก ทนทานต่ออุณหภูมิสูงและสามารถใช้ได้ยาวนานมากขึ้น ตัวต้านทานและตัวเหนี่ยวนำซึ่งมีค่าโอห์มต่ำ ทนทาน และมีกำลังไฟฟ้าสูง ซึ่งทั้งหมดเพื่อการสนับสนุนผู้ผลิตจำนวนมากในบัญชีรายชื่อของซัพพลายเออร์ ที่ได้รับการรับรอง

element14 ได้ขยายการส่งออกสินค้าจักรกลไฟฟ้าในภูมิภาคนี้ รวมถึงชิ้นส่วนของวงจรเกี่ยวกับระบบป้องกัน ระบบการจัดการความร้อน เซนเซอร์และรีเลย์  และ สวิทซ์ โซลูกชั่น และชิ้นส่วนเหล่านี้ใช้สำหรับระบบอัตโนมัติและอุปกรณ์ควบคุมที่สำคัญใน อุตสาหกรรมหลากหลายอุตสาหกรรม

element14 มีการสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจ ว่า ผลิตภัณฑ์และบริการจะสามารถตอบสนองกับความต้องการในอุตสาหกรรม และวิศวกรรมการออกแบบในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ความริเริ่มของ element14 รวมถึง element14 knode,  PCB Design Software จาก Cadsoft EAGLE และมีพาร์ทเนอร์ซึ่งเป็นผู้ผลิต Pentalogix, Agilent Technologies และ Johanson Dielectrics ความ ริเริ่มเหล่านี้ รวมถึงการนำเสนอสินค้าและบริการที่หลากหลายให้กับลูกค้า เป็นเครื่องยืนยันในความทุ่มเทอย่างต่อเนื่องซึ่งเรามีให้กับลูกค้า และตอบสนองกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค

Written by reporter@mmthailand.com

July 8th, 2011 at 3:18 pm

Posted in News