Welcome to eArticles | Modern Manufacturing An Innovative Industrial Magazine

Archive for August, 2011

SME Thailand EXPO 2011 22-25ก.ย.นี้ ดึงกูรูชั้นนำจุดประกายธุรกิจปั้นแบรนด์บุกตลาดAEC

without comments

เปิดมหกรรม “SME Thailand EXPO 2011” 22-25 ก.ย.นี้  ดึงกูรูชั้นนำของประเทศ จุดประกายความคิดผู้ประกอบการSMEsไทยสร้างแบรนด์ ในคอนเซปต์ “คิดโดน แบรนด์ดัง”  เร่งต่อยอดธุรกิจ ก้าวสู่เวทีการค้าโลก  รับมือAEC ปี2558  เผยญี่ปุ่นกว่า 20บริษัท ร่วมออกบูธพร้อมเปิดโต๊ะเจรจาธุรกิจ  คาดผู้ร่วมงานกว่า100,000ราย  เงินสะพัดกว่า 1,000 ล้านบาท

นายวินัย  วิโรจน์จริยากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพนนินซูลาร์ แอสโซซิเอทส์ จำกัด เปิดเผยว่า  ระหว่างวันที่ 22-25 กันยายนจะมีการจัดงาน “SME Thailand EXPO 2011”  ณ ฮอลล์ 1-2 อิมแพ็คเมืองทองธานี โดยในปีนี้ถือเป็นการจัดงานเป็นครั้งที่ 2 โดยมีแนวคิดที่จะสร้างภูมิคุ้มกันและจุดประกายทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ SMEs ไทย   ตามแนวคิด Think Chic to Big Brand หรือ  “คิดโดน แบรนด์ดัง”  เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับ SMEs ในประเทศ  โดยการต่อยอดทางความคิดในการสร้างสรรค์แบรนด์สินค้า   และการแนะนำช่องทางการตลาด  เพื่อก้าวสู่การแข่งขันในเวทีการค้าโลกและรองรับการรวมตัวกันของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC)ที่จะเกิดขึ้นในปี 2558

สำหรับการจัดงาน “SME Thailand EXPO 2011” นอกจากจะมีผู้ประกอบการSMEsไทยเข้าร่วมงานแล้ว  ยังมีนักธุรกิจจากญี่ปุ่นที่ให้ความสนใจที่จะเข้าร่วมในกิจกรรมต่างๆ ทั้งการออกบูธกว่า 20 บริษัท  และมีการจับคู่ธุรกิจ  โดยคาดว่าจะมีการเปิดโต๊ะเจรจาในงานกว่า 100 คู่ธุรกิจ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ญี่ปุ่นเล็งย้ายฐานการผลิตเข้ามาไทย  ซึ่งจากภาพรวมในงานคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ  100,000 คน จากการออกบูธรวม 500 ร้านค้า ซึ่งผลจากการเจรจาธุรกิจและซื้อขายสินค้าจะสร้างเม็ดเงินสะพัดมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท

ภายในงาน จะมีการแบ่งพื้นที่ออกเป็นโซนต่างๆที่มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น  โซนการสัมมนากว่า 10 หัวข้อ อาทิ  การเริ่มต้นทำธุรกิจ ไปจนถึงการทำช่องทางการตลาดทุกรูปแบบ  และยังเชิญ 4 ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์มาให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการแบบตัวต่อตัว   กิจกรรมเวิร์คชอปในสาขาอาชีพต่างๆ กิจกรรม DIY (Do It Yourself) พื้นที่แสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆของแบรนด์สินค้าที่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจ

นอกจากนี้ ยังได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs มาให้คำปรึกษาและนำเสนอโครงการต่างๆที่เป็นประโยชน์  ไม่ว่าจะเป็น  กระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี , รวมถึง6 สถาบันการเงิน ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ SME Bank ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์  ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกรุงไทย  ซึ่งแต่ละแห่งเตรียมพร้อมในการเปิดแคมเปญพิเศษสำหรับผู้ประกอบการในวันงานเท่านั้น

“มั่นใจว่า ผู้ประกอบการที่มาร่วมงาน SME Thailand EXPO 2011 จะได้รับประโยชน์ในการพัฒนาธุรกิจอย่างครบวงจร  ตั้งแต่การเริ่มต้นธุรกิจ  ไปจนถึงการสร้างแบรนด์  ดีไซน์สินค้าและการทำตลาดที่ตรงใจผู้บริโภค  ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการไทยเป็นSMEsกว่า90% คิดเป็นจำนวนเกือบ 3,000,000 ราย  ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นการรับจ้างผลิตหรือ OEM ด้วยเหตุนี้จึงเกิดความไม่แน่นอนทางธุรกิจขึ้นได้  กรณีที่ถูกเลิกจ้างผลิต  ซึ่งการสร้างแบรนด์นับเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่จะลดความเสี่ยงทางธุรกิจได้ในระยะยาว   แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการยังไม่เห็นความสำคัญในการสร้างแบรนด์เท่าใดนัก   ด้วยหลายปัจจัยโดยเฉพาะเรื่องเงินลงทุน   การที่เราดึงกูรูชั้นนำของประเทศเข้ามาถ่ายทอดกลยุทธ์ในเชิงลึกครั้งนี้   น่าจะเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการSMEsรุ่นใหม่ที่จะนำไปใช้ต่อยอดธุรกิจให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง” นายวินัย กล่าว
รวมทั้งการเปิดตัวโครงการ “ SME Monitor ” เป็นความร่วมมือระหว่างศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต  และนิตยสาร SME Thailand   ในการทำแบบสำรวจความคิดเห็นของพฤติกรรมกลุ่มผู้บริโภคและผู้ประกอบการSMEs โดยในงานจะมีการเปิดตัวด้วยผลสำรวจในหัวข้อ “สร้างแบรนด์อย่างไรให้ตรงใจผู้บริโภค” จากนั้นจะมีการทำสำรวจในหัวข้อต่างๆต่อเนื่องกันทุกเดือน เพื่อสะท้อนข้อมูลความคิดเห็นให้กับแวดวงSMEsและสาธารณชนได้รับทราบข้อเท็จจริง   ซึ่งผู้ประกอบการสามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางธุรกิจได้

Written by reporter@mmthailand.com

August 31st, 2011 at 3:45 pm

Posted in News

ก.อุตฯเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาพื้นที่ใหม่ดึงทุนนอก-ส่งเสริมอุตฯประหยัดพลังงาน

without comments

“วรรณรัตน์” มอบนโยบายข้าราชการทุกหน่วยงานในสังกัด  เร่งเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ  มุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมประหยัดพลังงาน  พัฒนาพื้นที่ชายแดน เล็งปรับสิทธิประโยชน์รูปแบบใหม่  เพิ่มขีดแข่งขันผู้ประกอบการไทยรองรับ AEC

นายแพทย์วรรณรัตน์  ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า  ได้มอบนโยบายอย่างเป็นทางการแก่ผู้บริหารระดับสูงและหัวหน้าส่วนราชการในภูมิภาค   ภายหลังจากการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา  เพื่อเป็นการผลักดันนโยบายรัฐบาลด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมไปสู่การปฏิบัติให้บรรลุผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม  โดยได้ให้ทุกหน่วยงานสังกัดตั้งคณะทำงานเพื่อเดินหน้าในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมเพื่อรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ  และให้พิจารณาจากปัจจัยเกื้อหนุนและปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้มาประกอบการเดินหน้าโครงการต่างๆ  ในด้านขยายการลงทุนการสนับสนุนภาคการผลิต การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทย

ด้านการส่งเสริมการลงทุน ได้มอบนโยบายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน  (BOI)  ไปพิจารณาเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ในเชิงรุก  ซึ่งอาจเป็นการปรับเปลี่ยนสิทธิประโยชน์โดยเพิ่มรูปแบบใหม่ๆ  เพื่อให้เอื้ออำนวยต่อการลงทุนและดึงดูดนักลงทุนให้กลับมาลงทุนในประเทศไทย  รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้นโดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว  เช่น   ในกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ปิโตรเลียม ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์   และพิจารณาพื้นที่การลงทุนแห่งใหม่ในทุกภูมิภาค เช่น พื้นที่ชายแดน แม่สอด เชียงของ และ 3 จังหวัดชายแดนใต้  เพื่อรองรับการลงทุนใหม่ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมสีเขียว  เพิ่มเติมจากบริเวณอีสเทอร์นซีบอร์ดที่ขณะนี้มีการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมเต็มพื้นที่แล้ว  โดยใช้กรณีของพื้นที่มาบตาพุดจังหวัดระยอง  มาเป็นบทเรียนในด้านของการอยู่ร่วมกันระหว่างภาคอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใส

อย่างไรก็ดี  กระทรวงอุตสาหกรรมยังคงให้ความสำคัญกับ อุตสาหกรรมประหยัดพลังงาน ที่คาดการณ์ว่าในอนาคตราคาพลังงานมีแนวโน้มจะสูงขึ้น ดังนั้นกระทรวงอุตสาหกรรมจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญในด้านการผลิตรถยนต์ที่ใช้พลังงานทดแทน ลดการพึ่งพาพลังงานที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ   และบนพื้นฐานการสนับสนุนดังกล่าว   จะต้องพิจารณาในเรื่องของโครงสร้างภาษีรถยนต์  ซึ่งจะต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายโดยพิจารณาจาก 3 ปัจจัยหลัก ในด้านความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และการประหยัดพลังงาน

สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมง SMEs และ OTOP นับว่ามีความสำคัญต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ  เนื่องจากเป็นสิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นต่อการขยายการลงทุนให้กับบริษัทขนาดใหญ่  ซึ่งจะต้องนำมาสู่การสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน SMEs ทั้งระบบ ซึ่งเห็นว่าควรจะมีการบูรณาการและปรับรูปแบบของความร่วมมือของหน่วยงานที่รับผิดชอบให้เป็นทิศทางเดียวกัน เพื่อลดความซ้ำซ้อน ประหยัดงบประมาณ และให้นโยบายในการสนับสนุนเงินทุน การตลาด และยกระดับมาตรฐานของสินค้า SMEs และ OTOP อย่างคล่องตัวมิให้เป็นอุปสรรคต่อการขยายธุรกิจของกลุ่มผู้ประกอบการ

นอกจากนี้   ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่ที่จะเพิ่มมูลค่าให้กับเศรษฐกิจ ได้แก่อุตสาหกรรมที่ต่อยอดจากวัฒนธรรมของชาติ อาทิเช่น อาหารไทย ครัวไทยไปครัวโลก ศิลปะ กีฬามวยไทย การท่องเที่ยว การถ่ายทำภาพยนตร์เมืองไทย อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) อาทิเช่น พลาสติกชีวภาพ เคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมต้นน้ำที่จะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมการเกษตรเพื่อยกระดับราคาพืชผลการเกษตร และอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าประหยัดพลังงาน เพื่อการประหยัดพลังงานและสร้างไทยให้เป็นฐานในการส่งออกสินค้าประหยัดพลังงานและสินค้าพลังงานทดแทน

อย่างไรก็ดีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้กำชับในเรื่องการเข้มงวดกวดขันกับโรงงานอุตสาหกรรมที่สร้างปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม และการทำความเข้าใจกับประชาชนเรื่องความเข้าใจในกระบวนการสิ่งแวดล้อมอย่างถ่องแท้ เพื่อความร่วมมือซึ่งกันและกัน รวมทั้งการให้นโยบายเรื่องการใช้มาตรฐานอุตสาหกรรมให้เกิดประโยชน์ การเร่งรัดสำรวจแหล่งแร่ต่าง ๆ เพื่อเป็นต้นทุนของเศรษฐกิจของประเทศ และการเตรียมความพร้อมของภาคอุตสาหกรรมสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน  (AEC)  ในปี 2558

Written by reporter@mmthailand.com

August 29th, 2011 at 4:16 pm

Posted in News

กสอ. นำ SMEs ไทย เจาะตลาดเมียนมาร์ มุ่งจับคู่พร้อมขยายโอกาสทางธุรกิจ

without comments

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม  กระทรวงอุตสาหกรรม นำผู้ประกอบการ 16 ราย เข้าร่วมกิจกรรมการสร้างเครือข่ายและเชื่องโยงธุรกิจ เพื่อหาช่องทางการตลาดและจับคู่ธุรกิจ  ณ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์  ในวันที่ 17 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา

dsc_0484_modern

นายสุรศิษฏ์ บุญญาภิสันท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ถือเป็นประเทศในกลุ่มอาเซียนที่มีศักยภาพมากต่อการส่งเสริมการค้าและการลงทุน  ด้วยพื้นที่ที่กว้างใหญ่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ และมีประชากรกว่า 58 ล้านคน อีกทั้งยังมีชายแดนติดกับประเทศไทยมากที่สุด  จึงนับเป็นโอกาสที่ดีต่อการพัฒนาความร่วมมือและกระชับความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศให้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ในปี 2558 กลุ่มประเทศอาเซียนจะรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจเดียวกัน  ส่งผลให้สมาชิกสามารถเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตต่าง ๆ เสมือนอยู่ในประเทศเดียวกัน ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นพร้อมสร้างโอกาสการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และก้าวสู่การเป็นผู้นำในตลาดภูมิภาคอาเซียน

จากความสำเร็จที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ได้นำผู้ประกอบการเดินทางเข้าร่วมกิจกรรมจับคู่ธุรกิจที่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์เมื่อปีที่แล้ว ได้รับผลตอบรับอย่างดีเยี่ยม  ก่อให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างผู้ประกอบการของทั้ง 2 ประเทศ  ทำให้สามารถขยายโอกาสการค้าและการลงทุน รวมทั้งมีการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าเป็นจำนวนมาก

ในปีนี้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม จึงได้จัดกิจกรรม JOINT BUSINESS NEGOTIATIVE EVENT  เพื่อสร้างเครือข่ายและเชื่อมโยงธุรกิจพร้อมหาช่องทางการตลาด โดยได้นำผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากกรมฯ ผ่านโครงการต่าง ๆ จำนวน 28 ราย จาก 16 บริษัท ในกลุ่มอุตสาหกรรมประเภทวัสดุก่อสร้าง  ผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค  ผลิตภัณฑ์หีบห่อและบรรจุภัณฑ์  ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เป็นต้น เข้าร่วมงานในครั้งนี้

กิจกรรม JOINT BUSINESS NEGOTIATIVE EVENT จัดขึ้นในวันที่ 17 สิงหาคม 2554 ณ INTERNATIONAL BUSINESS CENTRE (IBC) ณ เมืองย่างกุ้ง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ โดยมีผู้ประกอบการเมียนมาร์เข้าร่วมงานกว่า 100 ราย ทำให้บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคัก ผู้ประกอบการบางรายมีการนัดหมายเพื่อเยี่ยมชมกิจการและเจรจาการค้าเพิ่มเติมทั้งที่ประเทศไทยและที่เมียนมาร์  ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้เกิดความสัมพันธ์ทางธุรกิจของทั้งสองประเทศให้มีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นต่อไป

ด้านคุณกัญญา  ติลกเรืองชัย ผู้ประกอบการบริษัท เวิลด์ฟูดส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด  กล่าวว่า การเดินทางในครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการขยายโอกาสทางธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้าน  เนื่องจากเมียนมาร์เป็นประเทศที่กำลังเจริญเติบโต  และมีการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง  ส่วนคู่แข่งทางการค้าก็ยังมีไม่มากนัก  อีกทั้งการเดินทางไปมาค่อนข้างสะดวก ด้านปัญหาและอุปสรรคก็มีบ้างในเรื่องการขนส่งเนื่องจากชายแดนแม่สอดยังปิดอยู่  รวมทั้งสินค้าของตนเป็นประเภทอาหารทำให้ต้องมีการขออนุญาตก่อนนำเข้าประเทศ  สำหรับการเจรจาธุรกิจครั้งนี้คาดว่าน่าจะมีโอกาสได้ร่วมงานกับผู้ประกอบการจากเมียนมาร์ประมาณ 3 ราย ซึ่งมีความสนใจในสินค้าของตนเป็นอย่างมาก  แต่คงต้องใช้เวลาในการศึกษารายละเอียดสักระยะเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับคู่ค้าให้มากขึ้นก่อนทำการซื้อขาย  จึงนับเป็นโอกาสที่สำคัญในการก้าวต่อไปของบริษัทที่จะทำให้ธุรกิจเจริญเติบโตมากยิ่งขึ้น

Written by reporter@mmthailand.com

August 26th, 2011 at 4:57 pm

Posted in News

กนอ.ชูอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ดึงทุนต่างชาติ หวังกระตุ้นลงทุนไทยในงานบีโอไอแฟร์

without comments

กนอ.  ร่วมดึงนักลงทุนในงาน BOI FAIR 2011  พ.ย.นี้ ลุยเปิดพื้นที่รับปรึกษาโดยตรงกับนักลงทุน ทั้งด้านการลงทุน สิทธิประโยชน์   โชว์แผนยกระดับ 45 นิคมฯทั่วประเทศสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศปี 2562 มุ่งส่งสัญญาณอนาคตการลงทุนไทย เน้นการดูแลสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับชุมชน

นางมณฑา ประณุทนรพาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) เปิดเผยว่า กนอ.ได้เข้าร่วมกิจกรรม  BOI  FAIR 2011 ในระหว่างวันที่ 10 – 25 พฤศจิกายนนี้ โดยจะมีกิจกรรมสำคัญด้วยการเปิดบูธให้คำปรึกษากับนักลงทุนทั้งสิทธิประโยชน์ กฏหมายการลงทุนและอื่นๆแบบครบวงจรพร้อมกับการจัดนิทรรศการภายใต้แนวคิด “เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ พัฒนาก้าวไกล ห่วงใยสิ่งแวดล้อม” เพื่อแสดงถึงความพร้อมของศักยภาพและนโยบายในการพัฒนานิคมฯ รวมทั้งการให้บริการด้านต่างๆ ซึ่งจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ถึงทิศทางการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของไทยในอนาคตที่มุ่งเน้นการดูแลสิ่งแวดล้อมและชุมชนมากขึ้น

“สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ กนอ.ได้ร่วมกับผู้พัฒนานิคมฯ และผู้ประกอบการในนิคมฯ มาเปิดบูธ ให้คำแนะนำด้านพื้นที่และสิทธิประโยชน์ของการลงทุนในนิคมฯ พร้อมโชว์แผนการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศใน 45 นิคมฯ ทั่วประเทศ ให้แล้วเสร็จในปี 2562 เพื่อการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อม ได้อย่างสมดุล เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งจะทำให้ภาพการลงทุนของไทยจากนี้ไปอุตสาหกรรมต่างๆที่จะเข้ามาจะต้องคำนึงถึงประเด็นดังกล่าว”นางมณฑากล่าว

ทั้งนี้ภายในงานจึงถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักลงทุนที่จะเป็นเวทีการแสวงหาโอกาสลู่ทางการลงทุนในไทยในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น กนอ.จึงได้จัดเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำ ปรึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้นักธุรกิจ นักลงทุน และบุคคลทั่วไป สามารถสอบถามข้อมูลจาก กนอ.โดยตรง อาทิ ศักยภาพพื้นที่การลงทุน 45 นิคมฯ ขั้นตอนการอนุมัติ-อนุญาต การให้บริการต่อใบอนุญาตแรงงานต่างด้าวในนิคมฯ และข้อมูลสิทธิประโยชน์ต่างๆ ในนิคมฯ เป็นต้น

สำหรับงานบีโอไอแฟร์ครั้งนี้ จะเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์และสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุน
ในนิคมอุตสาหกรรมไทย ที่มีการบริหารงานด้วยหลักธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ที่มีการกำกับดูแลด้วยความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ ควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมโดยรอบนิคมฯ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

Written by reporter@mmthailand.com

August 25th, 2011 at 2:10 pm

Posted in News

SVOA ปล่อยโซลูชั่นเด็ด SVOA Multi-Point Solution คอมพิวเตอร์1เครื่องใช้งานพร้อมกันได้ 11 คน ประหยัดเงิน ประหยัดพลังงาน

without comments

เอสวีโอเอเปิดตัว SVOA Multi-Point โซลูชั่นที่ทำให้คอมพิวเตอร์ 1 เครื่องสามารถทำงานพร้อมกันได้ถึง 11 คน ลดค่าใช้จ่าย ประหยัดพลังงานเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

multi-main6resize_modern

นายวีระ อิงค์ธเนศ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายคอมพิวเตอร์ไทย แบรนด์ “เอสวีโอเอ” เปิดเผยว่า ในปีนี้คอมพิวเตอร์เอสวีโอเอจะโฟกัสที่ตลาดเดสท์ท็อปเป็นหลัก เนื่องจากเป็นตลาดที่ยังมีโอกาสและช่องทางอยู่อีกมากและตลาดเดสท์ท็อปเองก็ยังมีสัดส่วนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญคือเป็นสินค้าที่เอสวีโอเอเราถนัดและผู้เล่นในตลาดไม่มากนัก ที่ผ่านมาเราได้ศึกษาและพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เพื่อนำเสนอให้ตรงกับการใช้งานของผู้บริโภคกลุ่มต่างๆ ทั้งใช้ตามบ้าน หน่วยงาน องค์กร

ในปีนี้เอสวีโอเอได้เปิดตัวสินค้าใหม่  SVOA Multi-Point  เป็นโซลูชั่นที่ออกแบบมาให้เหมาะกับลูกค้าหรือองค์กรที่ต้องการเพิ่มจำนวนผู้ใช้คอมพิวเตอร์ที่มีงบประมาณจำกัดแต่ต้องการอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพโซลูชั่นนี้เป็นรูปแบบการปฎิบัติงานที่ทำให้คอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง สามารถทำงานพร้อมกันได้ถึง 11 คนโดยเชื่อมต่อและใช้ข้อมูลร่วมกันได้ โดยผู้ใช้แต่ละคนสามารถทำงานอิสระจากกัน มีพื้นที่ส่วนตัวในการเก็บข้อมูล ติดตั้งและเพิ่มเติมผู้ใช้งานได้ง่าย ประหยัดค่าใช้จ่ายในด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ทั้งยังช่วยประหยัดงบประมาณการดูแลรักษาระยะยาว และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน

” SVOA Multi-Point  Solution นี้มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows Multipoint server 2011 ลิขสิทธิ์ถูกต้องตามกฏหมาย เป็นระบบปฎิบัติการที่มีลักษณะการทำงานและอินเตอร์เฟชคล้ายกับ Windows 7 ที่ผู้ใช้คุ้นเคย โดยใช้โฮสต์คอมพิวเตอร์เครื่องเดียวขับเคลื่อนสถานีผู้ใช้ (User Station)  ซึ่งสถานีผู้ใช้ประกอบไปด้วย จอภาพ  คีย์บอร์ด และเม้าส์ของผู้ใช้แต่ละคนจะถูกเชื่อมต่อกันด้วย C Box  ซึ่งเป็น access device ขนาดเล็กที่มาพร้อมยูสเซอร์ไลเซ้นท์  โดย C Box เป็นเพียง access device จึงดูแลรักษาได้ง่ายมีราคาที่ถูกกว่าซีพียูทั่วไป   ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านคอมพิวเตอร์,การดูแลรักษา และค่าไฟฟ้าได้มากกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วๆไป  อีกทั้ง SVOA Mulit-Point เป็นโซลูชั่นที่ใช้ซอฟแวร์ Multi Point Server 2011 จัดการ จึงไม่ต้องพึ่งพาซอฟแวร์อื่นมาช่วยทำให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ   ส่วนในด้านสิ่งแวดล้อมโซลูชั่นนี้ช่วยลดขยะอิเลคทรอนิกส์  ลดมลพิษด้านเสียง ลดความร้อนที่ปล่อยออกมาจากเครื่องเพราะเราใช้คอมพิวเตอร์เพียงตัวเดียว แต่ใช้ได้ถึง 11 คน  ก็เป็นอีกทางที่เราช่วยลดภาวะโลกร้อนกับโลกของเราได้”

นายวีระ กล่าวต่อว่า SVOA Multi-Point Solution นี้ออกแบบให้เหมาะกับ โรงเรียน สถาบันการศึกษา  เพราะประหยัดงบในการจัดซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทั้งชุด,ธุรกิจขนาดเล็ก  หน่วยงานราชการ  เอกชน ที่มีผู้ใช้งานไม่มากนัก เช่น  อบต อบจ  ผู้ประกอบการรายย่อย  ที่มีการทำงานไม่ซับซ้อน, ห้องสมุดชุมชน ที่ให้บริการประชาชนเพื่อสืบค้นข้อมูล, ร้านอินเตอร์เน็ตหรือ Business Center  ที่ให้บริการการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตเพื่อการรับ-ส่งอีเมล์, ผู้ให้บริการคอลล์เซ็นเตอร์ หรือแม้กระทั่งผู้ใช้งานตามบ้านที่มีสมาชิกในบ้านหลายคน”      ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับโปรแกรมต่างๆที่ลูกค้าใช้ และ SVOA Multi-Point Solution นี้ยังรับประกัน 3 ปีและบริการแบบออนไซต์อีก 3 ปีเต็ม มั่นใจว่าเอสวีโอเอโซลูชั่นใหม่ชุดนี้ จะตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการความคุ้มค่าทั้งค่าใช้จ่ายชุดคอมพิวเตอร์ และด้านการดูแลรักษาและค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ลูกค้าที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.svoa.co.th

Written by reporter@mmthailand.com

August 22nd, 2011 at 5:04 pm

Posted in News

สศอ. เกาะติดภาคอุตสาหกรรม ใช้สิทธิ์ FTA ปี 2553 ประหยัดภาษีศุลกากร ได้กว่า 1.60 แสนล้านบาท

without comments

 นางสุทธินีย์ พู่ผกา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยผลการใช้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีศุลกากรจากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ของภาคอุตสาหกรรมไทยในปี 2553 จากความตกลงการค้าเสรีฉบับต่างๆ ได้แก่ สมาชิกอาเซียน 9 ประเทศ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย และ ออสเตรเลีย โดยพบว่า ในภาพรวม   ผู้ส่งออกไทยมีอัตราการใช้ประโยชน์จาก FTA ในระดับปานกลางที่ร้อยละ 50.27 ทำให้สินค้าส่งออกของไทย      มีราคาลดลงจากการประหยัดภาษีศุลกากรคิดเป็นมูลค่า 1.01 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 3.09 เมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออกทั้งหมดไปยังประเทศในภาคี ในขณะที่ผู้นำเข้าไทย มีอัตราการใช้ประโยชน์จาก FTA ในระดับปานกลางเช่นกัน ที่ร้อยละ 40.67 ทำให้สินค้าที่นำเข้ามาจากประเทศคู่ภาคีได้ประโยชน์จากการประหยัดภาษีศุลกากรคิดเป็นมูลค่า 5.92 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 2.74 เมื่อเทียบกับมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดจากประเทศในภาคี โดยจะเห็นได้ว่า การที่ภาคนำเข้าไทยได้รับประโยชน์จาก FTA น้อยกว่าภาคส่งออกไทย เนื่องจากมีอัตราการใช้สิทธิประโยชน์ต่ำกว่าอย่างชัดเจน และความตกลง AFTA ยังเป็นความตกลง FTA ที่ผู้ประกอบการไทยใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด สะท้อนให้เห็นถึงแบบแผนการค้าระหว่างประเทศของไทยที่มีการพึ่งพาอาเซียนสูง

 

reporteroiemo-17082011

เมื่อพิจารณาในรายสาขาอุตสาหกรรม พบว่า ผู้นำเข้าไทยส่วนใหญ่ยังมีอัตราการใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA หลายฉบับในระดับค่อนข้างระดับต่ำจนถึงปานกลาง  ยกเว้นอุตสาหกรรมยานยนต์ อาหาร สิ่งทอ อิเล็กทรอนิกส์ เซรามิก และ ยาง ที่มีอัตราการใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลง AFTA  ACFTA  TAFTA และ JTEPA ในระดับสูง  ตัวอย่างสาขาอุตสาหกรรมที่มีอัตราการใช้ประโยชน์ในระดับต่ำ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องจักรกล ภายใต้ JTEPA AKFTA เครื่องหนัง ภายใต้ JTEPA TAFTA พลาสติกและเคมีภัณฑ์ ภายใต้ JTEPA  เป็นต้น ในด้านภาคส่งออกไทย ผู้ประกอบการไทยหลายสาขามีอัตราการใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA หลายฉบับในระดับปานกลางจนถึงสูง  อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้ประกอบการอีกบางสาขาที่ยังใช้ประโยชน์จาก FTA ไม่เต็มที่ เช่น อิเล็กทรอนิกส์และสิ่งทอ ภายใต้ AFTA และ ACFTA เครื่องใช้ไฟฟ้า ภายใต้ JTEPA  ACFTA  AKFTA   เครื่องจักรกล ภายใต้ ACFTA และ JTEPA เครื่องหนัง ภายใต้  AFTA ACFTA เป็นต้น และเมื่อพิจารณาในรายสินค้าพบว่า สินค้าส่งออกและนำเข้าของไทยบางรายการยังไม่สามารถเก็บเกี่ยวประโยชน์จาก FTA ได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากปัญหาและอุปสรรคต่างๆ อย่างน้อย 3 ด้านหลัก  คือ ข้อหนึ่ง สินค้าอยู่นอกรายการลดภาษีหรืออยู่ในรายการสินค้าที่มีความอ่อนไหว ข้อสอง สินค้าไม่ผ่านกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า และ ข้อสาม ผู้ส่งออกเห็นว่า การตรวจโครงสร้างต้นทุนและกระบวนการออกใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้ายังใช้เวลานาน

จากการประมาณการพบว่า หากปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ได้รับการแก้ไข ผลประโยชน์ที่ภาคเอกชนไทยจะได้รับจาก FTA จะเพิ่มสูงขึ้นได้อีกมาก  โดยหากเร่งส่งเสริมทำให้อัตราการใช้สิทธิประโยชน์สูงขึ้นเต็มร้อยละ 100 โดยที่ยังไม่ได้เจรจาเพื่อขยายความครอบคลุมเพิ่มเติม ประโยชน์ที่สินค้าส่งออกไทยจะได้รับจากการประหยัดภาษีศุลกากรจะเพิ่มจากประมาณ 101,787 ล้านบาท เป็นประมาณ 188,175 ล้านบาท  ในขณะที่ประโยชน์ที่  ผู้นำเข้าไทยจะได้รับจะเพิ่มจากประมาณ 59,159 ล้านบาท เป็นประมาณ 98,304 ล้านบาท ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจึงควรร่วมมือกันแก้ไขปัญหาและอุปสรรค เพื่อส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมไทยได้รับประโยชน์จาก FTA ที่มีผลบังคับใช้ไปแล้วได้อย่างสูงสุด
 

Written by reporter@mmthailand.com

August 18th, 2011 at 7:02 pm

Posted in News

ก.อุตฯ ดึง314 โรงงาน เข้าธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม เผยผล 4 ปี ขึ้นชั้นพี่เลี้ยงขยายเครือข่ายเพิ่มภูมิคุ้มกันธุรกิจ

without comments

“วิฑูรย์” เปิดความสำเร็จโครงการธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม 4ปี (2551-2554)  เปลี่ยนความขัดแย้งเป็นความร่วมมือด้วยการให้ชุมชนมีส่วนร่วม เผยผู้ประกอบการทั่วประเทศยกระดับสู่การเป็นพี่เลี้ยง ขยายเครือข่ายดึงเอกชนร่วมโครงการเพิ่ม

dsc_0180-modern

ดร.วิฑูรย์  สิมะโชคดี  ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยในงาน “มอบเกียรติบัตรผู้ผ่านเกณฑ์ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม”  ว่า ในปี 2554 กระทรวงอุตสาหกรรมยังคงเดินหน้าส่งเสริมการใช้ระบบธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างโรงงานอุตสาหกรรมกับชุมชนโดยรอบ  เน้นให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและการเป็นเพื่อนบ้านที่ดีซึ่งได้บูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาชน และสถานประกอบการ  โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและร่วมตรวจสอบการดำเนินกิจการของสถานประกอบการ ซึ่งสามารถลดความขัดแย้งและสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้น

สำหรับในปี2554นี้  ได้ดำเนินการในพื้นที่ 53 จังหวัด และมีสถานประกอบการเข้าร่วม 314 ราย  ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้จำนวน 248 ราย  มีผ่านเกณฑ์จำนวนทั้งสิ้น300 ราย และตั้งแต่ปี2551-2553มีผู้ผ่านเกณฑ์ธรรมาภิบาลแล้วจำนวน 500 ราย  โดยรวมแล้วตั้งแต่ปี 2551-2554 มีผู้ผ่านเกณฑ์ธรรมาภิบาลแล้ว จำนวนทั้งสิ้น 800 ราย

“การดำเนินโครงการในระยะที่ผ่านมา เห็นได้ถึงความจริงจังของภาคอุตสาหกรรมในการเข้าร่วมโครงการ ผู้ประกอบการต่างแนะนำและช่วยบอกต่อว่า เมื่อดำเนินการตามหลักธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมแล้ว สามารถเปลี่ยนความขัดแย้งเป็นความร่วมมือด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมในรูปแบบของไตรภาคี คือ โรงงาน ชุมชนและราชการ  และผู้ประกอบการได้ยกระดับตนเองสู่การเป็นพี่เลี้ยงให้กับผู้ประกอบการรายอื่น เมื่อนำไปปรับใช้แล้วจะทำให้ภาคอุตสาหกรรมและชุมชนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างราบรื่นและมีความสุข ” ดร.วิฑูรย์ กล่าว

ทั้งนี้  หลักเกณฑ์ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมที่กำหนดไว้ 7ประการ  ประกอบด้วย 1.การให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร 2.การให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา  3.มีการดำเนินงานโปร่งใส 4.มีความรับผิดชอบต่อสังคม 5.มีหลักนิติธรรม 6.มีความยุติธรรม 7. มีความยั่งยืน

**ภาพจากแฟ้มข่าว

Written by reporter@mmthailand.com

August 17th, 2011 at 4:21 pm

Posted in News

ชาติเอเชียแห่ขยายการลงทุนในไทยกว่า 1.6 แสนล้านบีโอไอเชื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯไม่กระทบและอาจส่งผลดีต่อการลงทุนในไทย

without comments

ชาติเอเชียแห่ขยายการลงทุนในไทยกว่า 1.6 แสนล้าน  บีโอไอเชื่อ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่กระทบและอาจส่ งผลดีต่อการลงทุนในไทย

บีโอไอ เผยตัวเลข เอฟดีไอช่วง 7 เดือน มีมูลค่ าเงินลงทุน 205,796 ล้ านบาท ปรับตัวเพิ่มขึน89.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อนชี้ 6 ชาติเอเชียแห่ขยายการลงทุนในไทย รวมมูลค่าสูงถึง 1.6 แสนล้านบาท โดยมี ญี่ปุ่นจ่อลงทุนเป็นอันดับ 1 ตามด้วย จีน สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลีใต้ และไต้หวัน สะท้อนเสถียรภาพด้านการ ลงทุน มั่นใจเศรษฐกิจสหรัฐฯ กระทบไทยน้อย ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสของไทยที่บริษัทในสหรัฐฯ อาจตัดสิ นใจย้ายมาลงทุนในไทยมากขึ้น

นางหิรัญญา สุจินัย ที่ปรึกษาด้านการลงทุนสํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)  เปิดเผยถึงการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ หรือเอฟดีไอ (Foreign Direct Investment: FDI) ในช่วง 7 เดือน ของปีนี้ (มกราคม-กรกฎาคม 2554) ว่ามีนักลงทุนต่างประเทศยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนทั้งสิ้น 599  โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 205,796 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นทั้งจํานวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุนโดย โครงการเพิ่มขึ้น 34.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มี 444 โครงการ ในขณะที่เงินลงทุนเพิ่มขึ้น89.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีมูลค่าการลงทุนอยูที่ 108,321 ล้านบาท

ทั้งนี้ การลงทุนจากต่างชาติส่วนใหญ่เป็นการขยายกิจการมีทั้งสิ้น 307 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน รวม 118,953.2 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 51.2% ของโครงการลงทุนทั้งหมด ในขณะที่เป็นการลงทุน โครงการใหม่มี 292 ล้านบาท มูลค่าเงินลงทุนรวม86,243.2 ล้านบาท

กลุ่มกิจการที่เข้ามาลงทุนสูงสุดเป็นกิจการขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่มีขนาดเงินลงทุนไม่เกิน 500  ล้านบาท คิดเป็นประมาณ94% จากจํานวนโครงการลงทุนทั้งหมด ที่เหลือเป็นโครงการลงทุนขนาดมากกว่า1,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โลหะเครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง  อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น

“วิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยไม่มากนัก และจะ ไม่กระทบในปีนี้ โดยเฉพาะในด้านการลงทุนภาคอุตสาหกรรม เพราะนักลงทุนต่างชาติกลุ่มใหญ่ที่เข้ามา ลงทุนในไทยนั้น นอกจากจะเป็นนักลงทุนญี่ปุ่นเป็นอันดับ 1 แล้ว นักลงทุนจากชาติเอเชียยังเข้ามาลงทุนใน ไทย เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย ซึ่งบีโอไอก็จะเน้นการชักจูงการลงทุนในชาติเอเชียให้มากขึ้นส่วนการ ลงทุนจากสหรัฐฯ ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจ อาจเป็นโอกาสให้กับประเทศไทย และหลายชาติในภูมิภาค เอเชีย ที่จะกลายเป็นฐานการผลิตแห่งใหม่ให้กับบริษัทสหรัฐฯ ซึ่งต้องการย้ายฐานการผลิตไปยังแหล่ง ลงทุนใหม่ได้เช่นกัน” ที่ปรึ กษาด้านการลงทุนกล่าว

ทั้งนี้ นักลงทุนญี่ปุ่นเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพิ่มขึ้นทั้งจํานวนโครงการ และมูลค่าเงินลงทุนโดยเข้ามาลงทุนทั้งสิ้น 312 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 97,338 ล้านบาท โครงการ เพิ่มขึ้น 74.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มี 184 โครงการ ในขณะที่เงินลงทุนเพิ่มขึ้น 124.5% จากช่วง เดียวกันปีก่อนที่มีมูลค่าอยู่ที่ 43,355 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์และ อิเล็กทรอนิกส์

สําหรับการลงทุนจากประเทศต่างๆ ที่ปรับเพิ่มขึ้นมาก เกือบทั้งหมดเป็นการขอรับส่งเสริมลงทุน จากนักลงทุนชาติเอเชีย ได้แก่ ประเทศจีน มีจำนวน 22 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 24,310 ล้านบาท โครงการ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปี ก่อนที่มี 17 โครงการ หรื อเพิ่มขึ้น 29% ด้านเงินลงทุนเพิ่มขึ้น 241 % จากช่วง เดียวกันปี ก่อนที่มี 7,120 ล้านบาท

การลงทุนจากประเทศสิงคโปร์ มีจำนวน 35 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 17,409 ล้านบาท โดย จํานวนโครงการใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันปีก่อนในขณะที่เงินลงทุนเพิ่มขึ้น 105% อันดับ 4 เป็นการ ลงทุนจากฮ่องกง 15 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 10,850 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 294%

ประเทศเกาหลีใต้ จํานวน 23 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 6,125 ล้านบาท จํานวนโครงการใกล้เคียง กับช่วงเดียวกันปีก่อน ด้านเงินลงทุนปรับเพิ่มขึ้น 460% จากช่วงเดียวกันปี ก่อนที่มี 1,092 ล้านบาท และ ไต้หวัน 26 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 5,242 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 124%

สําหรับการขอรับส่งเสริมการลงทุนจากสหรัฐอเมริกา แม้จะมีจานวนโครงการใกล้เคียงกับช่วง เดียวกันปี ก่อน 18 โครงการ แต่เงินลงทุนปรับเพิ่มขึ้น 94% จากช่วงเดียวกันปี ก่อนที่มี 2,192 ล้านบาท แต่ ในช่วง 7 เดือนปีนี้ มีมูลค่าถึง 4,254 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม โครงการลงทุนของสหรัฐฯ ในไทยมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีโครงการลงทุน ขนาดใหญ่ 3 โครงการ ที่เป็นของนักลงทุนสหรัฐฯ รวมมูลค่า 3 โครงการประมาณ 12,000 ล้านบาท แต่เป็น โครงการที่ใช้เงินทุนจากบริษัทสาขาในสิงคโปร์เงินลงทุนดังกล่าวจึงอยูในการลงทุนจากสิงคโปร์

Written by reporter@mmthailand.com

August 16th, 2011 at 5:22 pm

Posted in News

ปตท. รายงานสถานการณ์ราคาน้ำมันประจำสัปดาห์ และแนวโน้มในสัปดาห์นี้ ที่ 15-19 ส.ค. 54

without comments

ฝ่ายบริหารความเสี่ยงราคาและวิเคราะห์ตลาดต่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) รายงานถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันว่า ราคาน้ำมันเฉลี่ยสัปดาห์ที่ 8-12 ส.ค. 54 ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ลดลง 6.81 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 105.81 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบเวสเท็กซัส (WTI) ลดลง 7.90 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลอยู่ที่ 82.92 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบดูไบ (Dubai) ลดลง 6.68 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ระดับ 101.44 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ราคาเฉลี่ยน้ำมันเบนซินลดลง 6.49 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 117.77 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดีเซลลดลง 7.35 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 119.88 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล โดยมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา ได้แก่

ผลกระทบต่อราคาน้ำมันในเชิงลบ

          - ดัชนีตลาดหุ้นดาวโจนส์ของสหรัฐฯ เฉลี่ยสัปดาห์ที่ 8-12 ส.ค. 54 ปรับตัวลดลง 708.39 จุด (W-O-W) หรือ 6.03% อยู่ที่ 11,036.38 จุด เนื่องจากนักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงจากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลก
          - กระแสข่าวบริษัทจัดระดับความน่าเชื่อถืออาจลดระดับความน่าเชื่อถือของประเทศฝรั่งเศส หลังบริษัทสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) ได้ลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ จากระดับ ทริเปิลเอ (AAA) ลงมาเหลือ ดับเบิลเอพลัส (AA+) อย่างไรก็ตาม Fitch, Moody’s และ S&P ซึ่งเป็น Credit Rating Agency หลักได้ออกมายืนยันเสถียรภาพของฝรั่งเศสในเวลาต่อมา
          - ทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency : IEA) และกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (Energy Information Administration : EIA) และ OPEC ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของอุปสงค์น้ำมันโลกในปี 2554 ลง 60,000 บาร์เรลต่อวัน, 60,000 บาร์เรลต่อวัน และ 150,000 บาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน, 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน และ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตามลำดับ
          - National Bureau of Statistics ของจีนรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index: CPI) เดือน ก.ค. 54 อยู่ที่ 6.5% มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ 6.4%
          - European Union Statistics Agency (Eurostat) รายงานผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Output) ของกลุ่ม Euro Zone เดือน มิ.ย. 54ลดลง 0.7% จากเดือนก่อน สวนทางกับที่นักวิเคราะห์การณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.1%
          - The Thomson Reuters / University of Michigan รายงานดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (Consumer Sentiment Index) ในเดือน ส.ค. 54 อยู่ที่ 54.9 จุด ลดลง 8.8 จุด ต่ำสุดในรอบ 30 ปี

 ผลกระทบต่อราคาน้ำมันในเชิงบวก

          - ธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ประมาณ 0-0.25% ต่อไปอีกจนถึงกลางปี 2556 เพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
          - ผู้ค้าพันธบัตรคาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจจะต้องเข้าซื้อพันธบัตรของรัฐบาลอิตาลีและสเปน เป็นจำนวนเงินกว่า 3 แสนล้านยูโร เพื่อควบคุมวิกฤติหนี้สิน
          - สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (Energy Information Administration: EIA) รายงานปริมาณสำรองน้ำมันเชิงพาณิชย์สัปดาห์สิ้นสุด 5 ส.ค. 54 น้ำมันดิบอยู่ที่ 349.75 ล้านบาร์เรล ลดลง 5.23 ล้านบาร์เรลจากสัปดาห์ก่อนหน้า และ Gasoline อยู่ที่ 213.59 ล้านบาร์เรล ลดลง 1.59 ล้านบาร์เรล Distillate ลดลง 0.74 ล้านบาร์เรล อยู่ที่ 151.52 ล้านบาร์เรล
          - สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีนรายงานปริมาณการกลั่นน้ำมันดิบของโรงกลั่นในประเทศในเดือน ก.ค. 54 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณ 6.2% อยู่ที่ 8.86 ล้านบาร์เรลต่อวัน
          - กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ รายงานตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 6 ส.ค. 54 ลดลง 7,000 ราย จากสัปดาห์ก่อน อยู่ที่ 395,000 ราย
          - กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ รายงานยอดขายปลีก (Retail Sales) ในเดือน ก.ค. 54 เพิ่มขึ้น 0.5% (M-O-M) อยู่ที่ระดับ 390,420 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นการเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 4 เดือน

          ในระยะสั้นราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI มีแนวรับแนวต้านอยู่ที่ 103 -113 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และ 80-90 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลตามลำดับ โดยตลาดน้ำมันมีความผันผวนและเคลื่อนไหวตามทิศทางการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะตลาดหุ้น Dow Jones และตัวเลขชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ทั้งนี้นักลงทุนมีความกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความเสี่ยงต่อการชะลอตัวมากขึ้นหลังข่าวความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐฯ ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 30 ปี กอปรกับอัตราการว่างงานทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 9.1% และอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นดังจะเห็นได้จากดัชนีบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อของธนาคารกลางสหรัฐฯ Price Index for Personal Consumption Expenditures ช่วง มิ.ย. 11 อยู่ที่ 1.3% เพิ่มขึ้นจากการประเมินครั้งก่อน เดือน ธ.ค. 54 ที่ 0.9% อย่างไรก็ตามปัญหาทางเศรษฐกิจข้างต้นอาจผลักดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ใช้มาตรการ QE3 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้จับตาทิศทางของเศรษฐกิจโลกที่อาจเข้าสู่ภาวะถดถอยเนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่ในระดับสูงเกินกว่าระบบเศรษฐกิจจะรองรับได้ จากรายจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงต่อ GDP ของโลก ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 5% (ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2551 อยู่ที่ 4.5%) และติดตามดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อาทิ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก จำนวนบ้านใหม่ที่กำลังก่อสร้าง และยอดขายบ้านมือสอง ที่จะประกาศในสัปดาห์นี้ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อราคาน้ำมัน

Written by reporter@mmthailand.com

August 15th, 2011 at 6:16 pm

Posted in News

กสอ.เปิดเวทีแสดงศักยภาพผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ พร้อมดึงSMEsไขไอเดียคิดเพิ่มค่าสินค้าไทย

without comments

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม จัดงานนิทรรศการ เชิงสร้างสรรค์และประกวดผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ประจำปี 2554 ระหว่างวันที่ 11 – 14 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา โดยจัดขึ้นที่ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ หวังเพิ่มช่องทางการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งเผยแพร่ความรู้และแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมให้มากขึ้น

นายสุรศิษฏ์  บุญญาภิสันท์  รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า การสร้างนวัตกรรมไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมด้านกระบวนการ  นวัตกรรมด้านดีไซน์  หรือนวัตกรรมผลิตภัณฑ์  ล้วนเป็นการสร้างมูลค่า (Value Creation) ที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์สามารถแข่งขันได้ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ

การพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้และกระตุ้นการใช้ความคิดสร้างสรรค์ให้กับ SMEs ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ  โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ที่ยังขาดโอกาส มุมมอง และความเข้าใจในตลาดสากล  รวมทั้งการขาดเวทีในการนำเสนอสินค้าและบริการ

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) จึงมีแนวคิดในการส่งเสริมภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์เพื่อการนำไปสู่การยกระดับสินค้าและบริการของผู้ประกอบการ  ด้วยการพัฒนาองค์ความรู้ทางเทคโนโลยีนวัตกรรมและการพัฒนารูปแบบสินค้าอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ ทั้งในด้านการส่งเสริมภูมิปัญญานวัตกรรมอย่างเหมาะสมตามศักยภาพในแต่ละพื้นที่ต่าง ๆ ของภูมิภาค การสนับสนุนให้เกิดการสร้างธุรกิจเดิมสู่ธุรกิจสร้างสรรค์   การผลักดันให้ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไปสู่เชิงพาณิชย์  รวมทั้ง การสร้างโอกาสและเพิ่มช่องทางการตลาดให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์  ตลอดจนการสนับสนุนให้ภาคเอกชนสามารถต่อยอดสินค้าไปสู่ผู้บริโภคได้อย่างตรงตามความต้องการและสอดคล้องกับแนวโน้มของตลาด

การจัดแสดงนิทรรศการส่งเสริมนวัตกรรมอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ พร้อมการจัดประกวดผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ประจำปี 2554 จึงเกิดขึ้นเพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs และวิสาหกิจชุมชนได้รับความรู้ด้านนวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ เกิดความตระหนัก และเล็งเห็นถึงความสำคัญของแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม รวมทั้งเป็นการเผยแพร่ต้นแบบผลิตภัณฑ์นวัตกรรม และข้อมูลทางวิชาการไปยังกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ตลอดจนการสร้างแรงจูงใจด้วยวิธีการจัดประกวดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์โดยเน้นผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ  ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

นายวุฒิชัย  ตางาม  ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 - 14 สิงหาคม 2554 ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขาแจ้งวัฒนะ  โดยมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์และต้นแบบ  ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมทั้งสิ้น 203 ผลิตภัณฑ์  การจัดบูธแสดงสินค้าจากผู้ประกอบการมีความโดดเด่นด้านผลิตภัณฑ์นวัตกรรม  40 ราย และการจัดประกวดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์โดยเน้นผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ  รวมทั้งการจัดเวทีเสวนาของผู้ประกอบการที่ชนะการประกวด เพื่อจุดประกายความคิดและไอเดียใหม่ ๆ ให้กับผู้เข้าร่วมงานในครั้งนี้ด้วย
ผลการประกวดผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ประจำปี 2554  มีดังต่อไปนี้
รางวัลที่ 1  บริษัท นิธิฟู้ดส์ จำกัด     ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท
รางวัลที่ 2  บริษัท ซองเดอร์ไทยออร์แกนิคฟู้ด จำกัด ได้รับเงินรางวัล 20,000 บาท
รางวัลที่ 3  บริษัท ฟอร์แคร์ จำกัด ได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท
รางวัลชมเชย 7 รางวัล รางวัลละ 5,000  บาท

  • บริษัท โฮเม่ ( ประเทศไทย ) จำกัด
  • บริษัท กฤษณา กรีนโกลด์ จำกัด
  • บริษัท กรีนฟู้ดส์ จำกัด
  • บริษัท บ้านธัญญาทิพย์ ออร์การ์นิค แอนด์ เฮลท์ตี้ฟู้ด จำกัด
  • บริษัท ฟู้ดส์ มิกซ์ กรุ๊ป จำกัด
  • หจก. สินสาลีสแน็คแอนด์บิสกิต
  • บริษัท ปกธนพัฒน์ จำกัด

การจัดงานครั้งนี้คาดว่าจะได้รับความสนใจจากประชนชนเป็นจำนวนมาก  เนื่องจากตรงกับช่วงเทศกาลวันแม่แห่งชาติที่มีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน และสถานที่จัดงานอยู่ในห้างสรรพสินค้าที่มีประชาชนเดินทางมาเป็นจำนวนมาก  ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเผยแพร่องค์ความรู้  ผลงานนวัตกรรมที่มีความหลากหลาย สร้างสรรค์ และเป็นประโยชน์ รวมทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้นำสินค้าที่ตนเองพัฒนาขึ้นใหม่มาทดสอบตลาดเพื่อศึกษาแนวโน้มของผู้บริโภคด้วย นายวุฒิชัยฯ กล่าว

dsc_0052_modern

Written by reporter@mmthailand.com

August 15th, 2011 at 4:32 pm

Posted in News