Archive for the ‘Editor’ Category
Editor-03-2011
ราคาสินค้าที่ทยอยกันปรับตัวสูงขึ้นกำลังเป็นปัญหาใหญ่สำหรับเมืองไทยในขณะนี้ ข่าวการบุกจับร้านค้าที่จำหน่ายน้ำมันปาล์มเกินราคามีให้เห็นมากขึ้นในรอบสัปดาห์ (ราคาควบคุมสำหรับการจำหน่ายน้ำมันปาล์มเพื่อการบริโภคภายในประเทศ คือ แบบขวด ลิตรละ 47 บาท และ แบบถุง ลิตรละ 45 บาท) รวมไปถึงอุตสาหกรรมอาหารหลายๆ แห่งที่จำเป็นต้องใช้น้ำมันปาล์มในกระบวนการผลิต ก็ได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน เหตุเพราะวิกฤติน้ำมันปาล์มที่ผลผลิตปาล์มดิบภายในประเทศลดลงกว่าครึ่ง ทำให้น้ำมันปาล์มมีราคาแพงและขาดตลาด จนถึงขั้นต้องนำเข้าน้ำมันปาล์มจากต่างประเทศมาแก้ปัญหา
ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ มีมติอนุมัติให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) นำเข้าน้ำมันปาล์มล็อตที่ 2 ปริมาณ 1.2 แสนตัน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้อนุมัติให้นำเข้าน้ำมันปาล์มมาแล้ว 3 หมื่นตัน ซึ่งน้ำมันปาล์มสำรองในประเทศขณะนี้มีอยู่ทั้งสิ้น 6.4 หมื่นตัน แต่ความต้องการใช้อยู่ที่ 1.08 แสนตัน โดยรัฐบาลเชื่อว่า การนำเข้าน้ำมันปาล์ม 1.2 แสนตันในครั้งนี้ น่าจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนปาล์มน้ำมันไปได้จนกระทั่งเข้าสู่ภาวะปกติ
แต่หากไปฟังในฟากของ ทีดีอาร์ไอ (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย) กลับมองว่า รัฐบาลแก้ปัญหาไม่ตรงจุดที่นำเงินภาษีของประเทศไปอุดหนุนผู้ประกอบการเพื่อคุมราคาขายน้ำมันปาล์ม (ลิตรละ 47 บาท) เพราะการที่น้ำมันปาล์มขาดแคลนนั้นเนื่องจากผู้ผลิตมีต้นทุนสูงขึ้น แต่ถูกคุมราคาไว้จนทำให้ขาดทุนและเลิกผลิต ในขณะที่การแก้ไขปัญหาโดยเปิดให้มีการนำเข้าก็ต้องมีการแบ่งสรรตามโควตา ทำให้เกิดการวิ่งเต้นเพื่อให้ได้รับโควตา สุดท้ายก็กลายเป็นการฮั้วกันขนานใหญ่ เพราะดันไปกำหนดราคาขายไว้ที่ขวดละ 47 บาท
โดยทาง ทีดีอาร์ไอ ได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาด้วยการเปิดเสรีให้มีการนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบแยกไขเป็นเวลา 1-2 เดือน โดยกระทรวงพาณิชย์ต้องยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมันปาล์มเพื่อการบริโภค ปล่อยให้ผู้ประกอบการดำเนินการได้เอง และให้กลไกตลาดเป็นตัวกำหนดราคา
ในขณะที่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ รัฐบาลกำลังจะครบวาระ และคงต้องมีการเลือกตั้งใหม่ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจแบบกระชั้นชิดเช่นนี้อาจจะเป็นบทพิสูจน์ฉบับย่อสำหรับรัฐบาลของนายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ ก็ได้ว่ามีศักยภาพแค่ไหนในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศหากคิดจะกลับมาบริหารประเทศอีกครั้ง
นพพร แซ่อู้
บรรณาธิการบริหาร
editor@mmthailand.com
Editor-02-2011
การประชุมประจำปี World Economic Forum (WEF) ยังคงเป็นเวทีกลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก และก็เป็นธรรมเนียมของทุกปีที่ผู้นำจากประเทศต่างๆ จะมารวมตัวกันในงานนี้อย่างคับคั่ง พร้อมด้วยภาคเอกชนและสื่อมวลชนจากทั่วโลกอีกมากมาย โดยในปีนี้การประชุมฯ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 41 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส (ประเทศสวิตเซอร์แลนด์) ระหว่างวันที่ 28–31 มกราคม 2554 และทางฟากฝั่งของไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ยังคงเดินทางไปร่วมในงานนี้เหมือนเช่นปีที่ผ่านมา
สำหรับงานนี้ สิ่งที่น่าสนใจและเสมือนเป็นการประชาสัมพันธ์ประเทศไทยไปด้วยในตัวนั่นก็คือ การที่นายกฯ ของไทยได้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนหลายๆ รายจากต่างประเทศเข้าพูดคุยและเจรจากันแบบใกล้ชิดถึงความสนใจที่จะมาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งเอกชน 2 รายยักษ์ใหญ่ที่ให้ความสนใจขยายการลงทุนในไทย ก็คือ “เทสโก้” และ “ดาวเคมิคอล”
Sir Terry Leahy, ซีอีโอของเทสโก้ ได้ร่วมหารือกับนายกฯ อภิสิทธิ์ ถึงการจะมาตั้งร้านปลอดคาร์บอนเป็นแห่งที่ 2 ของโลกในจังหวัดชลบุรี ส่วนทางด้านนาย Heinz Haller รองประธานบริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการค้าของ ดาว เคมิคอล ได้เข้าพูดคุยและสอบถามถึงกรณีมลภาวะที่มาบตาพุด ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็เห็นไปในทิศทางเดียวกันว่ากรณีนี้ควรพบปะหารือกันให้ใกล้ชิดมากขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีกในอนาคต และหากท่านใดที่ติดตามข่าวเมื่อปลายปี 2553 ที่ผ่านมา ทาง BOI ได้เคยเปิดเผยถึงตัวเลขคร่าวๆ ไว้บ้างแล้วว่า ดาว เคมิคอล เตรียมลงทุนในไทยเพิ่มถึงกว่า 2 พันล้านบาท ซึ่งแน่นอนว่าเม็ดเงินจำนวนนี้จะช่วยเพิ่มรายได้และอาชีพให้กับคนไทยได้อีกไม่น้อย
หากต่างชาติสนใจเข้ามาลงทุนในบ้านเราจริงๆ คำถามก็คือ เรามีความพร้อมหรือได้เตรียมความพร้อมต่อการเข้ามาลงทุนไว้มากน้อยแค่ไหน? ระบบเศรษฐกิจ? การเงิน? หรือแม้กระทั่งการเมืองภายในประเทศที่ดูเหมือนจะยังเอาแน่เอานอนอะไรมากไม่ได้ รวมไปถึงภาคประชาชนในระดับแรงงาน นโยบายรัฐก็ยังไม่ได้กำหนดความชัดเจนในการส่งเสริมหรือพัฒนาคุณภาพแรงงานวิชาชีพและความรู้เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับรองรับงานที่จะมีเข้ามาในอนาคต
สิ่งที่น่าคิดสำหรับประเทศไทยในวันนี้ ก็คือ เรารอที่จะเป็นผู้รับ แทนที่จะเป็นผู้แสวงหามากไปหน่อยหรือเปล่า?
นพพร แซ่อู้
บรรณาธิการบริหาร
editor@mmthailand.com
Editor-01-2011
ในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้เดินทางไปกราบสวัสดีปีใหม่ผู้ใหญ่หลายๆ ท่าน และบางท่านก็เป็นผู้ที่คร่ำวอดในแวดวงอุตสาหกรรมที่หลายๆ คนรู้จักกันเป็นอย่างดี ซึ่งก็พอจะสบโอกาสบ้างในการสนทนาเรื่องทิศทางเศรษฐกิจของประเทศไทยกับบางท่าน ปรากฎว่าข้อมูลที่ได้มาก็คือ ในระยะนี้สถาบันการเงินหลายๆ แห่งพิจารณาการปล่อยเงินกู้สำหรับภาคธุรกิจน้อยมาก เหตุผลไม่ใช่เพราะไม่เชื่อมั่นในภาคเอกชน แต่ไม่เชื่อมั่นในศักยภาพของรัฐบาลชุดปัจจุบันมากกว่า เพราะสถาบันการเงินเขามีข้อมูลตัวเลขที่ชี้ให้เห็นถึงภาพรวมเศรษฐกิจและการเงินของประเทศที่ไม่ได้ดีจริงตามกระแส ดังนั้น โครงการหลายๆ โครงการจึงถูกดองเค็มและเป็นหมัน ไม่ได้เกิดกับเขาเสียที
ในส่วนของฟากผู้ประกอบการและเจ้าของกิจการหลายๆ ท่าน ยังคงแสดงออกถึงความเชื่อมั่นว่า ทิศทางธุรกิจในปีนี้จะเติบโตขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา หลายๆ รายชี้ให้เห็นถึงตลาดที่ขยายตัวมากขึ้น บางรายบอกถึงตัวเลขการสั่งซื้อล่วงหน้าที่มีเข้ามาตั้งแต่ปี 2553 ซึ่งหากเป็นไปตามที่หลายๆ ท่านคาดการณ์ไว้ ก็เชื่อว่าน่าจะช่วยหนุนให้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนและเติบโตขึ้นได้จริงอย่างที่หลายๆ คนมั่นใจ แต่นั่นก็เป็นเพียงภาคส่วนเดียวในฟากของผู้ประกอบการ เพราะสุดท้ายแล้วรายได้ของประเทศก็ยังคงมาจากหลายๆ ส่วนประกอบกัน
เริ่มต้นนิตยสาร Modern Manufacturing ฉบับแรกของปี 2554 เราได้รับเกียรติจาก คุณพิชญ์ รอดภัย มาร่วมนำเสนอบทความด้านการเงินในคอลัมน์ Modern Money ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้อ่านทุกท่านทั้งในระดับผู้ประกอบการ เจ้าของกิจการ และผู้ที่สนใจ โดยฉบับนี้คุณพิชญ์ได้นำเสนอในหัวข้อ “การตรวจสอบสุขภาพทางการเงินเบื้องต้น จากการพิจารณาอัตราส่วนทางการเงิน” ซึ่งผมเห็นว่าเจ้าของกิจการทุกท่านจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความรู้ความเข้าใจและหมั่นตรวจสอบสถานะทางการเงินขององค์กร เพื่อจะได้ประเมินภาพรวมของธุรกิจว่าจะดำเนินการหรือแก้ไขอะไร อย่างไร โดยท่านสามารถหาอ่านรายละเอียดได้ในหน้า 60
สุดท้ายนี้ ผมในฐานะตัวแทนของทีมงานผู้ผลิตนิตยสาร Modern Manufacturing ขอถือโอกาสนี้กราบขอบพระคุณผู้อ่านและผู้สนุบสนุนทุกท่านที่ติดตามและให้การสนับสนุนนิตยสารของเราด้วยดีตลอดปี 2553 ที่ผ่านมา ทีมงานยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาคุณภาพนิตยสารให้ดียิ่งๆ ขึ้น เพื่อให้ผู้อ่านทุกท่านได้รับสาระและประโยชน์สูงสุดจากเรา ขอขอบพระคุณ
นพพร แซ่อู้
บรรณาธิการบริหาร
editor@mmthailand.com
ทำอย่างไรให้ลูกน้องพัฒนางานแบบที่เถ้าแก่ไม่ต้องบังคับ ตอนจบ
ผมค้างไว้ในเรื่อง QCC หรือกลุ่มควบคุมคุณภาพเมื่อฉบับที่แล้ว Read the rest of this entry »
ทำอย่างไรให้ลูกน้องพัฒนางานแบบที่เถ้าแก่ไม่ต้องบังคับ ตอน 1/2
ปัจจุบัน การบริหารงานแบบ Top-Down System ยังพบเห็นทั่วไป แม้หลายแห่งจะตั้งชื่อตำแหน่งฝ่ายบริหารแบบสวยหรูเพิ่มขึ้น แต่ที่สุด ก็คน ๆ เดียวตัดสินใจอยู่ดี นั่นคือ เถ้าแก่หรือเจ้าของกิจการ ซึ่งผมไม่อยากเน้นคำว่า “กรรมการผู้จัดการ-MD” เท่าไหร่นั้น เพราะบางแห่ง เถ้าแก่สั่งการ MD อีกที Read the rest of this entry »
ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ ก็ต้องโหราศาสตร์
ช่วงเศรษฐกิจดี อะไร ๆ ก็ดูมีเหตุมีผลไปหมด ใครได้กำไรมากก็ดูเหมือนมีฝีไม้ลายมือ ทั้ง ๆ ที่ผลพวงนั้นอาจเกิดจากภาวะโดยรวมของเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยตัวของมันเอง แต่เมื่อยามภาวะฝืดเคืองที่ต่างก็ต้องรัดเข็มขัดกัน เราก็รัด คนอื่น ๆ เขาก็รัดเหมือนกัน แล้วใครเขาจะมาซื้อ อันนี้มองในแง่ร้ายนะครับ แต่สำหรับในแง่ดีนั้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกแย่ เราจะเห็นของจริงครับ….. Read the rest of this entry »
ไตรมาสสุดท้ายที่น่าจะสวยงาม
และแล้ว ภาคเอกชนแต่ละแห่งก็ต้องดิ้นด้วยตัวเอง เพราะหวังรอรัฐบาลเข้ามาสนับสนุนก็อาจจะเลยเถิดไปปี 2553 โน่นเลย ซึ่งจากมาตรการต่าง ๆ ที่แต่ละบริษัทปฏิบัติอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการประหยัดในทุกกรณี Read the rest of this entry »
2552 ปีแห่งการพึงพาและก้มมองตนเองอย่างถี่ถ้วนที่สุด
ย่างเดือน 7 แล้ว สถานการณ์ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมในภาพกว้างก็ยังดูไม่เห็นแสงสว่างทางปลายอุโมงค์สักเท่าไหร่ แม้จะมีงานแสดงทางภาคอุตสาหกรรมการผลิตทั้ง Intermach 2006, Entech 2006 และงานที่จัดด้วยกันในวันเดียวกันอีก 3-4 งานผ่านไปแล้ว แต่ภาพความคึกคักก็ยังไม่มีวี่แวว หลายฝ่ายอาจจะไปลุ้นเอากับงาน METALEX 2009 ปลายปีอีกงานหนึ่ง
สัญญาณธุรกิจที่จับต้องได้
ระยะนี้ หากไม่ได้สังเกตอะไรมากนัก ก็อาจจะดูเหมือนปกติทั่วไป หลายท่านรอระยะเวลาปรับตัวพักฟื้นด้วยตัวของมันเอง ทว่า สำหรับผม ผมเริ่มเห็นชัดขึ้นในมุมมองสื่อคือ
นวัตกรรมเพื่อการประหยัดพลังงาน ประหยัดเงิน
กลางเดือนเมษายน ผมเห็นอะไรหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับเรื่องการประหยัดพลังงานเกิดขึ้น ชัดที่สุดคือ โลตัสดับไปมากขึ้น (ดวงเว้นดวง) ส่วนหลังคาก็เปลี่ยนเป็นทาสีใหม่ สีที่ทำให้ลดการดูดซับพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ได้มากขึ้น ซึ่งสีที่ว่ามานี้ มีหลายโรงงานในสมุทรปราการได้เปลี่ยนจากทาสีปกติแล้ว ซึ่งสีที่ว่านี้ ผมไม่ขอโฆษณานะครับ (เพราะไม่ได้ค่าโฆษณา >_<) แต่หลายท่านน่าจะทราบ ซึ่งเมื่อทาสีที่ช่วยลดให้โรงงานเย็นลงแล้ว ค่าไฟก็ย่อมประหยัดและค่าบำรุงรักษาอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบปรับอากาศก็ลดลง พนักงานก็สุขภาพดี ผลผลิตก็น่าจะดีขึ้นตามไปด้วย ผมว่า Win-Win กันทุกฝ่ายนะครับ คนหนึ่งขายนวัตกรรมประหยัดพลังงาน อีกคนหนึ่งซื้อ แล้วผลจากการซื้อไปใช้ก็ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานลดลง เมื่อบรรยากาศการทำงานดี Productivity ก็ย่อมเกิดขึ้น
