สัญญาณธุรกิจที่จับต้องได้
ระยะนี้ หากไม่ได้สังเกตอะไรมากนัก ก็อาจจะดูเหมือนปกติทั่วไป หลายท่านรอระยะเวลาปรับตัวพักฟื้นด้วยตัวของมันเอง ทว่า สำหรับผม ผมเริ่มเห็นชัดขึ้นในมุมมองสื่อคือ
1. หลายบริษัท จากที่เคยให้เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์หรือการตลาดของตนเองติดต่อสื่อหรือทำแผนประชาสัมพันธ์ ก็ปรับมาจ้างบริษัท Media Agency และ PR Agency กันมากขึ้น เพื่อหวังผลโดยมี KPI จับที่ชัดเจน นั่นหมายถึงว่า ทุกบริษัทเริ่มใช้ Serious Planning แล้ว คือไม่อยู่ในสถานการณ์ที่รอลุ้น แต่ต้องการเข้าเป้าและได้ผล
2. การเคลื่อนย้ายของเซลล์หรือพนักงานขายที่ผิดปกติโดยเฉพาะบริษัทใหญ่ ๆ กรณีนี้ก็บ่งถึงสภาพการขายจริง ๆ ของแห่งนั้นได้ เพราะพนักงานขายนั้น อยู่ได้ด้วยคอมมิสชั่น การดูภายนอกว่าสินค้านี้น่าจะพอไปได้กับสถานการณ์ปัจจุบัน ตอบได้ไม่ชัดเท่าการเคลื่อนย้ายของพนักงานขาย โดยเฉพาะพนักงานขายที่มีคุณภาพ (ขายเก่ง) อันนี้ มีความหมายอะไรซ่อนเร้นมาก ซึ่งหลายบริษัทข้ามชาติเท่าที่ผมรู้จัก มีปรากฏการณ์ข้อที่ 2 นี้ครับ ยังไม่นับการลดงบจากที่เคยช่วยเหลือ 100 เปอร์เซ็นต์เหลือ 20 เปอร์เซ็นต์ บางแห่งไม่มีให้เลย ปล่อยให้บริษัทลูกเอาตัวรอดกันเอง ซึ่งตรงนี้มีส่วนทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายของทีมงานที่มากกว่าปกติด้วยเหตุหนึ่ง
3. การไปแจ้งขอรับเงินชดเชยที่มากผิดปรกติของพนักงานระดับปฏิบัติการ น่าจะหมายถึงการลดกำลังการผลิตหรือการยุบเลิกของบริษัทนั้น ๆ ได้อย่างดี โดยเฉพาะบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์หรือบริษัทใหญ่ที่ภายนอกดูว่า ยังดี แต่หากไปสังเกตการณ์ที่สำนักงานประกันสังคม น่าตกใจครับ
ทั้ง 3 เหตุการณ์เป็นเหตุที่เกิดอยู่ในรอบ 3-4 เดือนมานี้ครับ ฉะนั้น คนที่รู้ดีที่สุดคือ รัฐบาล เพราะอยู่กับตัวเลขที่แท้จริง เพียงแต่ไม่พูดเท่านั้นเอง ฉะนั้น หากท่านผู้ประกอบการที่ยังหามรุ่งหามค่ำ ขยันจนลืมสังเกตหรือจับตาสถานการณ์ ผมก็แจ้งไว้ ณ ตรงนี้แล้วกันนะครับ จะได้เตรียมรับหรือวางแผนสู้กับภาวะที่ไม่ปกตินี้ได้อย่างรอบคอบที่สุด
ที่จริง มีสถานการณ์ที่บ่งบอกถึงความไม่ปกติของสถานการณ์ธุรกิจนี้อีกหลายเหตุการณ์ครับ แต่ด้วยเนื้อที่จำกัด เพียง 3 เหตุการณ์ก็น่าจะพอสำหรับ MD มืออาชีพนะครับ โชคดีทุกท่านครับ
ด้วยจิตคารวะฉันกัลยาณมิตร
วสิทธ์ ใจงาม
