Welcome to eArticles | Modern Manufacturing An Innovative Industrial Magazine

วสันต์ อิทธิโรจนกุล กับแบรนด์ “วัตสัน” คุณภาพภายใต้มาตรฐานการจัดการสากล

without comments

อุตสาหกรรมก๊อกน้ำที่ทำตลาดอยู่ในบ้านเรานั้น หากไม่สังเกตให้ดีจะไม่รู้เลยว่ามีแบรนด์ไทยแบรนด์หนึ่งที่โกอินเตอร์ตีตลาดต่างประเทศมาอย่างยาวนาน และสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดในประเทศในระดับที่น่าพอใจ ซึ่งแรกทีเดียว หลายคนมักเข้าใจกันว่า น่าจะเป็นเจ้าตลาดที่มีสุขภัณฑ์ครบถ้วนอยู่ในตลาดเป็นเจ้าตลาด แต่ไม่ใช่ครับ20090121_dsc-f828_07126r
“WATSON” หรือวัตสัน คือแบรนด์ที่ผมกำลังจะกล่าวถึงครับ ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมได้มีโอกาสเข้าไปเยือนทุกซอกทุกมุมโดยมีนายวสันต์ อิทธิโรจนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท รีไล (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทหนึ่งในเครือของ T.C.GROUP บิ๊กบอสเป็นผู้อธิบายสิ่งที่สงสัย ซึ่งอย่างหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นคือ ที่นี่มีการใช้เครื่องมือในการบริหารจัดการอย่างเข้มแข็ง ตั้งแต่ 5 ส ไปจนถึง TQM หรือแม้กระทั่ง KM ซึ่งทุกเรื่องบิ๊กบอสจะอยู่ร่วมประชุมเกือบทุกครั้ง นับเป็นเรื่องที่หายากยิ่งสำหรับผู้เป็นท็อปดาวน์ขององค์กรที่จะให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องและอย่างยาวนาน ซึ่งไม่แปลกใจเลยที่เห็นแบรนด์ “วัตสัน” สามารถครองส่วนแบ่งได้มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์

20090121_nikon-d50_1761r
จุดเริ่มขององค์กร
“ที่จริง เริ่มต้นเลย เมื่อปี 1970 (2513) ขณะนั้นคุณพ่อขายกาแฟอยู่ที่เวิ้งนาครเกษม ช่วงนั้น ท่านมองว่า ถ้ายังทำต่อไปคงไม่ก้าวหน้า จึงหันมาตั้งเป็นร้านฮาร์ดแวร์ ขายปั๊มลม ปั๊มน้ำ มอเตอร์ จนมาถึงเมื่อปี 1990 (2533) พี่ชายคนโตก็มองว่า การที่เป็นเทรดดิ้ง คือซื้อมาหรือนำเข้ามาและมาขายต่อหนึ่ง ก็เหมือนเป็นเบบี้ซิสเตอร์ คือพี่เลี้ยง พอเลี้ยงลูกเขาโต เขาก็ไป เราจึงมาเปิดทำโรงงานมอเตอร์ ซึ่งทำมอเตอร์ทุกวันนี้ ก็ไปได้ด้วยดี มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ประมาณ 60-65 เปอร์เซ็นต์ในประเทศไทย” นายวสันต์ กล่าว

ความต้องการของตลาดในช่วงเริ่มต้นเป็นอย่างไร
นายวสันต์ เล่าว่า “ตลาดมอเตอร์แอร์ช่วงนั้นมีบริษัทเดียว ชื่อเป็นญี่ปุ่น ซึ่งพอเราลงตลาดด้วย ทำตลาดสักระยะหนึ่ง ปรากฏว่า ยอดขายของเราทำได้ดีกว่า กระทั่ง ทุกวันนี้เราถือเป็นบริษัท 1 ใน 5 ของบริษัทที่ทำมอเตอร์อินดัคชั่นที่ใหญ่ในประเทศไทย ซึ่งใน 3-4 อันดับแรกคือ มิตซูบิชิ ฮิตาชิ และโตชิบา
จากจุดเริ่มของโรงงานมอเตอร์ เราก็ขยายตัวทำใบตัด โดยระยะหลังโรงงานใบตัดเราทำในลักษณะร่วมทุนกับบริษัทที่ฝรั่งเศส ชื่อ บริษัท แซง-โกแบง แอบราซีฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งบริษัทรีไล เป็นบริษัทที่ร่วมทุนกับเพื่อน ระยะแรกเราเป็นหุ้นเล็ก พอเข้าปี 1996 (2539) ผมจำได้แม่น บริษัทเกิดวิกฤตขึ้น ทางธนาคารก็ตรวจสอบและติดต่อมาให้ทางเลือก 2 ทาง 1.ธนาคารจะฟ้อง 2.ให้บริษัทเทคโอเวอร์ ผมจึงตัดสินใจคุยกับเพื่อนที่ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทว่า ผมมีโรงงานอยู่แล้ว 3 โรงงาน มีเทรดดิ้งเฮาส์ ช่วยหาคนมาเทคโอเวอร์ไปที
ต้นปี 1997 (2540) ผมจึงจำเป็นต้องเทคโอเวอร์บริษัทนี้ขึ้นมา โดยที่ไม่ได้แฮร์คัทกับแบงค์อิสระ มาถึงกลางปี 1997 เกิดวิกฤต ช่วงนั้นเราจึงได้ยินศัพท์ใหม่ แฮร์คัท ซึ่งก่อนหน้านั้นเราไม่เคยได้ยินเลย เราก็ถือว่า สิ่งที่เราได้ประนอมหนี้หรือว่าสิ่งที่เราได้เจรจากับแบงค์กรุงเทพได้ผ่านมา และเราได้จ่ายหนี้ให้กับธนาคารกรุงเทพทุกบาททุกสตางค์ และเพิ่มทุนขึ้นมา
หลังจากนั้นก็ปรับเปลี่ยน ปรับปรุงโครงสร้างใหม่ ทำอะไรหลาย ๆ อย่าง เช่นที่ดินที่นวนครเราเห็นว่ามันใหญ่เกินไป ผมจึงย้ายมาอยู่ในเนื้อที่ประมาณ 800 ตารางเมตร ก็ขอพี่ชาย ซึ่งด้านหลังมีตึกเล็ก ๆ อยู่ ส่วนอาคารที่นวนครประมาณ 5,000 ตารางเมตร ก็ให้บริษัทในเครือที่เป็นญี่ปุ่นเช่าเพื่อนำรายได้ที่ได้จากการเช่านั้น ส่วนหนึ่งมาผ่อนธนาคาร
หลังจากนั้นเรามาร่วมมือกับคอตโต้ คือ เราผลิตสินค้าและทำขายให้กับคอตโต้เป็น OEM
ประมาณปี 2000 ก็เห็นว่าถ้าเรายังผลิต OEM โดยที่เราไม่มีแบรนด์ของเราเอง อนาคตคงจะเป็นเรื่องที่มันลำบาก เพราะการมีแบรนด์หรือการมีตราสินค้าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เปรียบเสมือนเราขายรถยนต์น้ำหนักตกกิโลไม่เท่ากัน ที่ไม่เท่ากันเพราะมีปัจจัยสำคัญนอกจากเทคโนโลยีของรถแล้วคือเรื่องตราสินค้า ซึ่งรถที่มีเทคโนโลยีเหมือนกัน 2 คัน คันที่จะขายดีกว่าคือ คันที่มีภาพพจน์แตกต่างแต่ผมไม่รู้จะตั้งแบรนด์อะไร จึงใช้ชื่อตัวเองตั้งแบรนด์คือ “Watson”

pr-2
ความต่อเนื่อง
จากการแนะนำสินค้าของเราเข้าบุญถาวร ก็ได้รับการช่วยเหลือ และอุปการะจากร้านค้าต่าง ๆ ด้วยดี ยอดที่เราขายคอตโต้โตขึ้น แต่ยอดที่เราทำเองโตเร็วกว่า เราสามารถเพิ่มยอดการขายมากขึ้น ตอนหลังเราจึงเริ่มทำการส่งออกต่างประเทศ
ปี 2002-2003 จากการที่ผมร่วมทุนกับฝรั่งเศส ที่ดินผืนนั้นจึงตัดขายให้กับฝรั่งเศสไป ทางรีไลจึงมาซื้อตึกของตัวเอง สร้างเอง ซึ่งมีการแบ่งที่ชัดเจนว่าส่วนไหนเป็นของรีไล
เมื่อย้ายมาอยู่มีการแบ่งแยกอย่างชัดเจนแล้วเราจึงเริ่มส่งออกสินค้าของเรา ตอนนี้ยอดการส่งออกของเราจะมีประมาณ 31 เปอร์เซ็นต์ จากเดิมที่แทบจะเป็นศูนย์ ซึ่งปี 2552 นี้เราคาดว่า จะมียอดส่งออกประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ แม้ว่า จะมีหลายบริษัทยอดตก แต่ของเราจะต้องโตด้วย 2 ปัจจัย คือ 1.ตลาดสินค้าใหม่ จากเดิมเราทำเฉพาะอุปกรณ์ห้องน้ำอย่างเดียว และเราก็มาทำก๊อกน้ำ ซึ่งก๊อกน้ำตลาดจะใหญ่ 3 เท่าหรือ 4 เท่าตัวของ Ascessory เราโตด้วยปัจจัยที่ 2 คือ เราขายหรือทำตลาดใหม่ บริษัทของเราไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งอาจจะเป็นตลาดเก่าของคนอื่นแต่เป็นตลาดใหม่ของบริษัทเรา คือพยายามขยายตลาดใหม่เรื่อย ๆ รวมถึงขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
ปี 2552 นี้เรามุ่งเน้นตลาดในประเทศที่กำลังพัฒนา อย่างเช่น พม่า บังกลาเทศ เนปาล อินเดีย ปากีสถาน ศรีลังกา ซีเรีย ซึ่งประเทศที่ไม่ค่อยเจริญเท่าไหร่ผมคิดว่าปีนี้น่าจะเป็นโอกาสทอง ประเทศไหนที่ติดต่อกับสหรัฐอเมริกาน้อยเท่าไหร่ ผลกระทบจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้จะน้อยกว่า เช่นผลกระทบจากพม่ามีเท่าไหร่ มีแต่น้อย ฉะนั้น ปีที่แล้วเศรษฐกิจของพม่าอาจจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ปีที่เศรษฐกิจโลกร่วงมาก พม่าก็ไม่หนัก บังกลาเทศ เนปาลก็เช่นกัน ผมเพิ่งจะกลับมา ออเดอร์ก็ยังดีอยู่ประมาณ  30-32 ล้านบาท
rely3
รีไลเข้าไปในลักษณะไหน
ผมเข้าไปแบบสมองว่างเปล่าเลย โดยเข้าไปดูว่า คนไหนเป็นเอเย่นคอตโต้ ผมเปิดหาจากเยลโล่เพจฯ คนไหนเป็นเอเย่นของอเมริกันสแตนดาร์ด คือเดินตลาดเอง และผมก็เข้าไปหา 2-3 รายให้เขาซื้อผม ได้แค่รายเดียว หรือ 2 รายผมก็ขาย ไม่ได้ไปตั้งโรดโชว์เพราะเคยไป แต่ไม่ประสบความสำเร็จ คนที่เราอยากให้มาเขาก็ไม่มา คนที่เราไม่อยากให้มาก็มา ยิ่งเป็นคนอินเดียด้วยแล้ว คำถามแรก What is this? How much? Thank you. Good bye. ซึ่งเขาจะพูดอยู่ 4 ประโยคคือ อะไร เท่าไหร่ ขอบคุณ ลาก่อน
การเปิดตลาดส่วนใหญ่ผมจะไปเอง เพราะผมจะเลือกว่าจะไปเปิดตลาดกับใคร เพราะผมจะมองก่อนว่ารายไหนมีเงิน รายไหนดี ไม่ดี ซึ่งลูกน้องเราให้เขาสานต่อได้ ซึ่งเราก็ทำตอนที่เรายังทำไหว

ได้รับผลกระทบจากราคาที่จีนตีตลาด
สำหรับตลาดจีน เขาก็ลดราคาลงมาก ถูกกว่าของเรา แต่ว่าความเป็นจริงในโลกธุรกิจ เราต้องหาสิ่งที่เราแข็งกว่าเขา  ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องรู้จุดอ่อนของเรา พูดง่าย ๆ  เราก็ต้องปิดจุดอ่อน และบอกจุดแข็งของเราให้กับผู้ค้าเราทราบ  ตลาดจะมีทั้งผู้ซื้อที่อยากได้ของถูกมาก ๆ พวกนี้ก็มุ่งไปซื้อจีน และก็จะมีผู้ที่ต้องการซื้อของที่มีคุณภาพดีขึ้นมา ก็จะซื้อเรา เราไม่เคยลอกเลียนแบบใคร ไม่เคยไปก้อปปี้ของประเทศไหน ซึ่งประเทศจีนจะชอบทำข้อที่สำคัญคือ เราไม่โกหกลูกค้า เราจะต้องรักษามาตรฐานสินค้าของเราให้ได้ เพื่อให้ลูกค้าเกิดมีความเชื่อมั่นในแบรนด์ และมีความเชื่อมั่นในองค์กรของเราให้ได้ ซึ่งองค์กรของเราเป็นเรื่องที่สำคัญ

rely2
วิธีแก้ปัญหาสินค้าของเรา
บังเอิญว่า ผมโชคดีมาก ปีที่แล้วผมไปอเมริกาทำโปรดักส์เทรนนิ่งให้ความรู้เกี่ยวกับสินค้าให้กับลูกค้าหลาย ๆ ราย ปีที่แล้วผมเสียเงินไปต่างประเทศเพื่อไปอบรมให้กับคู่ค้าให้เข้าใจว่า ก๊อกน้ำของเราแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร ดีกว่าเขาตรงไหนทำไมผมจึงขายแพงกว่า อันนี้ผมใช้อย่างไร แกะให้ดู เพราะถ้าเขามีปัญหาเขาจะต้องแก้ปัญหา เขาต้องทำอย่างไร ซึ่งมีกรณีแนะให้เขาทราบว่าเจออย่างนี้ต้องแก้อย่างนั้น บางทีอาจจะเจอปัญหาที่ไม่ใช่ความผิดของโรงงาน ซึ่งเราจะต้องมีความรับผิดชอบเพื่อให้ลูกค้าเราเกิดความพอใจสูงสุด หากเกิดปัญหาขึ้นมาคู่ค้าของเราไม่ทราบวิธีแก้ สินค้าเราก็เสีย ผมจึงเปิดการเทรนนิ่งขึ้นมา เมื่อไปเทรนด์คนขายก็เกิดความมั่นใจในการที่เขาจะขายกับลูกค้า เมื่อผู้ใช้มีปัญหาคนขายเขาก็แก้ปัญหาได้ ผมไม่เคยมองข้ามผลกระทบ เพราะสินค้าของเราก็ต้องมีบ้าง แต่ดีที่เราไปบอกเขาไว้แล้ว เมื่อเขาเจอปัญหาเขาก็แก้ได้ ไม่ใช่รอให้มีปัญหาก่อนแล้วค่อยมาถาม จึงค่อยแก้ทีละข้อ ความมั่นใจไม่มี

ที่มาที่ไปก๊อกสแตนเลส
ผมได้ดูตลาดคอตโต้เนื่องจากเราเป็นคู่ค้าของตลาดคอตโต้มาก่อน ขยายพื้นที่ตรงนี้เกือบ 10 เท่า จาก 800 ตารางเมตร มาเป็น 6,600  รวมถึงขยายยอดขายเป็น 10 เท่าตัวเช่นดียวกัน จึงมองหาตลาดสินค้าใหม่เพื่อมาเพิ่มยอดขายให้เรา จึงคิดทำก๊อกน้ำ เพื่อเพิ่มศัยภาพและความอยู่รอดตามจำนวนเนื้อที่ขยายเพิ่มขึ้น
ก๊อกน้ำสแตนเลสทำยากกว่าทองเหลือง แต่ข้อดีของสแตนเลสมีหลายอย่าง ซึ่งผมต้องเลือกสิ่งที่ดีให้ลูกค้า

ทิศทางของสินค้าตอบสนองกับสังคมอย่างไร
ปีนี้เน้นทิศทางในเรื่องพลังงานที่ลดน้อย อีโคโนมิค โซเชียล ระบบนิเวศวิทยา ซึ่งของเราก็ค่อนข้างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมพอสมควร วัสดุเราก็สามารถสั่งเปลี่ยนเป็นแบบรีไซเคิลก็ได้
ถ้าเรามีขบวนการโครเมียมเราก็ต้องมีขบวนการบำบัด ซึ่งเสร็จสิ้นขั้นตอนนั้นแล้วต้องมาที่เรื่องของการใช้ไฟ ของผม พวกก๊อกน้ำขายที่ตะวันออกกลาง ซึ่งน้ำแพงกว่าน้ำมัน เขาค่อนข้างประหยัดน้ำมาก ซึ่งมันก็เข้าหลักของ Economy ได้
ฝักบัวตอนนี้เรากำลังศึกษาที่จะลดปริมาณน้ำแต่ให้ผู้ใช้รู้สึกสบาย เราลดจากเดิม 14-15 ลิตร/นาที ปัจจุบันเราลดลงมาเหลือประมาณ 7.5 ลิตร/นาทีที่ 1 บาร์ ผมกำลังพยายามลดให้เหลือ 5.5 ลิตรแต่ยังไม่สำเร็จ แต่ความรู้สึกของคนอาบยังเหมือนเดิม ตอนนี้กำลังศึกษา นี่คือสิ่งที่เรากำลังพยายามทำ
ในเมืองไทยเรากำหนดว่ามันจะต้องไม่สเปรย์หรือกระจายออกนอกพื้นที่ 1 เมตร ฉะนั้น เมืองไทยเขาไม่กำหนดว่าจะใช้น้ำเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ในเมืองไทยจะใช้ 12-13 ลิตร/นาที แต่ที่ดูไบเขากำหนดไม่เกิน 9 ลิตร/นาที  ของเรา 7.5 จึงสามารถขายได้ ส่วนอ่างล้างหน้า ซิงค์จะต้องไม่เกิน 5.5 ลิตร/นาที แต่สำหรับอ่างเขาไม่กำหนด

กว่าจะลงตัวมีการเปลี่ยนพนักงานแค่ไหน
ก็พอสมควรคือเขามีการปรับตัวจนเข้าใจในระบบ ถ้าเขามีการปรับตัวแล้วทำความเข้าใจและทำได้ เราจะต้องมีความคิดในใจอยู่ตลอดเวลาว่า “สิ่งที่ดีที่สุด”
โดยจะสอนแนวคิดพนักงานว่าหากอยากให้ขึ้นเงินเดือน คุณต้องเปลี่ยนแปลง เพราะการขึ้นเงินเดือนคือการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นคุณจึงต้องเปลี่ยน  เพราะถ้าคุณอยากขึ้นเงินเดือนแต่ไม่ยอมเปลี่ยน ก็ขึ้นเงินเดือนไม่ได้ ซึ่งผมจะมีการประชุมเดือนละครั้ง กับพวกหัวหน้างาน ก็จะกำหนด 3 หัวเรื่องใหญ่ และ 3 ข้อย่อย ซึ่งผมจะพูดก่อน และใครมีคอมเม้นท์ก็ตอบมา ก็มีแต่เรื่องเดิม ๆ ซึ่งจะพูดทุกครั้ง เราต้องท่องไว้ในใจเราเสมอว่า “อย่าคิดว่าพนักงานจำได้” จึงต้องพูดทุกครั้งที่ประชุม

พัฒนาการข้างหน้ามีการคิดจะสร้างแผนกนวัตกรรมหรือไม่
เรามีอยู่แล้ว เราขอความช่วยเหลือจากอาจารย์ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง  ทางด้านสถาปัตยกรรมมาช่วยเราคิดว่า ถ้าเราอยากได้แบบเป็นลักษณะแบบนี้ ท่อเป็นลักษณะแบบนี้เขาให้ความช่วยเหลือเราทุกอย่าง แต่เราก็ต้องมีการนำมาดัดแปลงบ้าง เพราะเขาไม่ได้อยู่ตรงนี้ และต้องนำมาทดลองในการใช้งาน ทดสอบทุกครั้งก่อนใช้งาน

rely1
ต้องใส่ใจกับ มอก.ไหม
มอก.ไม่มีกำหนด ในเรื่องนี้ สิ่งที่กำหนดคือเรื่องที่เราไปตะวันออกกลาง แล้วนำโจทย์เขามาขายผลิตภัณฑ์เรา  เพราะเราอยากขายบ้านเขา  ซึ่งเราต้องมีการศึกษาทุกครั้งว่า ถ้าเราอยากขายความต้องการของเขาเป็นอย่างไร  ต้องตอบโจทย์เขาได้ทุกข้อ เพื่อดึงความต้องการซื้อ แต่ถ้าตอบโจทย์ความต้องการไม่ได้ ก็ไม่มีทางที่จะซื้อขาย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องรู้จริง และในเรื่องอย่างนี้เราจะไม่พูดมาก เพราะถ้าเราพูดมากคู่แข่งก็จะทราบ

พนักงานทั้งหมดและสวัสิดิการแก่พนักงานสำหรับรีไล
ปัจจุบันมีพนักงานรีไล 210 คน ไพโอเนียร์ มอเตอร์ 300 กว่าคน แซง-โกแบง 200 กว่าคน ที.ซี.เรซิตัน 200 กว่าคน เทรดดิ้งเฮาส์ 60 กว่าคน
ผมมีหอพักให้ครอบครัวของพนักงาน และมีการให้พนักงานสร้างบ้านในเนื้อที่ของเราได้ โดยผ่อนเนื้อที่บ้านเดือนละ 500 บาท ส่วนบ้านก็ไปกู้และผ่อนได้กับธนาคาร เพราะผมเข้าใจว่าการทำงานเป็นอย่างไร การอยู่ใต้บังคับบัญชาเป็นอย่างไร
เรื่องสำคัญที่สุดการจะเอาคนมาทำงานกับเรา ต้องเข้าใจเขาและเราคิดว่าสมัยก่อนที่เราจน เราเจออะไร เราสู้อย่างไร และเขาถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดมากกว่าเครื่องจักรซีเอ็นซี เลเซอร์และเครื่องจักรทุกอย่างในโรงงาน โดยเฉพาะความซื่อสัตย์ที่เราได้จากเขามา
แรงงานของผมไม่มีปัญหา เลี้ยงเหมือนเป็นน้อง ต้องซื่อสัตย์ต่อกัน

มีข้อแนะนำสำหรับรายอื่นไหมที่ไม่ได้ใส่ใจกับการเพิ่มคุณค่าให้แก่พนักงาน
ช่วงที่วิกฤตเศรษฐกิจส่วนที่สำคัญที่สุดถ้าเราไม่มียอดขาย คือต้องเทรนนิ่ง ต้องกลับมาทบทวนใหม่ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดกว่าการเตรียมคอร์ส คือต้องกลับมาทบทวนใหม่ ให้คุณปรับปรุงเพื่อลดต้นทุน หรือเพื่ออะไร เพราะถ้าเป็นอุตสาหกรรมต้องคิดหาทางลดต้นทุนเพื่อให้ทุกอย่างออกมา คุณภาพเท่าเดิม ต้นทุนถูกลง ซึ่งต้องใช้เวลาในการคิด การค้นหา เพื่อที่จะทำให้ถูกลง ของเราคิดทบทวนกระบวนการมาตลอดว่าจะทำอย่างไร ที่จะทำงานได้เร็วขึ้นด้วยการลดกระบวนการ ลดต้นทุนให้ถูกลงเรื่อย ๆ  ยิ่งก้าวไปเรื่อย ๆ ยิ่งยากไปเรื่อย ๆ ซึ่งเราก็ต้องคิดว่าทำอย่างอื่นได้ไหม เปลี่ยนแปลงตรงไหนได้บ้าง หรือจะเปลี่ยนแปลงวัตถุดิบได้ไหม นี่คือสิ่งที่ต้องอบรมพนักงานให้รู้จักการฟังเสียงเรียกร้องจากลูกค้า และในส่วนของเราก็ต้องสร้างแรงจูงใจให้เขาคิดงานที่ดี อยากจะคิดและทำเพื่อบริษัท

pr-1
ดูไบเลือก”วัตสัน” ติดทั้งโครงการ
นายวสันต์ กล่าวถึงความคืบหน้าล่าสุด หลังได้รับความไว้วางใจจากโครงการเบิร์จดูไบ (Burj Dubai - หอคอยดูไบ) ซึ่งเป็นตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในโลก ที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างในย่านกลางเมืองดูไบ ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์  โดยมีความสูง 162 ชั้น  หรือ 818 เมตร ว่าโครงการเลือกใช้วัตสันอุปกรณ์เสริมความปลอดภัยและป้องกันการพิการ (Watson Handicapped  Product)  ซึ่งผลิตด้วยสเตนเลสคุณภาพสูงนำไปติดตั้งทั้งโครงการ  โดยปัจจุบันบริษัทฯ ได้ทำการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ต้องนำไปติดตั้งในโครงการเบิร์จดูไบทั้งหมดเรียบร้อยแล้วและลูกค้ามีความพึงพอใจในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับเป็นอย่างมาก  โดยโครงการอยู่ในระหว่างการนำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปติดตั้งและคาดว่าพร้อมจะใช้งานเมื่อเปิดโครงการภายในปีนี้ การได้รับความไว้วางใจจากโครงการเบิร์จดูไบในครั้งนี้ส่งผลโดยตรงต่อภาพพจน์  ชื่อเสียงและโอกาสทางธุรกิจของบริษัท ในฐานะของบริษัทคนไทยที่ได้รับความเชื่อถือด้านคุณภาพในระดับนานาชาติ ทั้งนี้บริษัทได้วางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์วัตสันไปยังต่างประเทศมากกว่า 13 ประเทศทั่วโลก  โดยมูลค่าตลาดในการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยังต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วนรายได้ประมาณ 70 % ของรายได้ทั้งหมด
“เนื่องจากโครงการเบิร์จดูไบ นับได้ว่าเป็นอาคารระฟ้าที่สูงที่สุดในโลก กำหนดให้เข้าใช้งานได้ในปีพ.ศ. 2552 เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาขนาดยักษ์มีที่ตั้ง ณ ชุมทางเชื่อมต่างระดับที่ 1 ของถนนชิค ซาเยดและถนนโดฮา  โครงการออกแบบโดย เอเดรียน สมิธ สถาปนิกจากชิคาโก จากสำนักงานสถาปนิก เอสโอเอ็ม (SOM - สคิดมอร์ โอวิงส์ แอนด์ เมอร์ริลล์) โดยมีจอร์จ เอฟสตาทิว เป็นผู้บริหารโครงการ  เบิร์จดูไบเป็นหนึ่งในโครงการก่อสร้างที่สำคัญของดูไบ ซึ่งประกอบด้วย เบิร์จอัลอาหรับ โรงแรมที่สูงที่สุดในโลก และ หมู่เกาะต้นปาล์ม รวมไปถึง ดูไบมารีนา ดูไบมอลล์  เมื่อมีก่อสร้างเสร็จทั้งหมดจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ โดยโครงการทั้งหมดรับรองโดยทางรัฐบาลของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์   ทั้งนี้ ทางการท่องเที่ยวของประเทศต้องการให้ประเทศเป็นจุดสนใจที่สำคัญจุดหนึ่งของโลก   ความสำคัญของโครงการนี้ทำให้ผู้ออกแบบพิถีพิถันในการเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ทุกอย่าง.เมื่อผลิตภัณฑ์วัตสันอุปกรณ์เสริมความปลอดภัยและป้องกันการพิการ (Watson Handicapped  Product) ได้รับการพิจารณาคัดเลือก แสดงให้เห็นว่า…ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพในระดับสากล  มีการออกแบบที่ดีมีความทันสมัย สวยงาม และเหมาะสมกับโครงการ ซึ่งถือว่าเป็นความภูมิใจที่ผลิตภัณฑ์ของเราได้รับความไว้วางใจ นอกจากนี้ยังเป็นผลให้ผลิตภัณฑ์ของวัตสันได้รับการติดต่อให้เสนอราคากับโครงการดัง ๆ อีกหลายโครงการ”
สำหรับจุดเด่นของวัตสันอุปกรณ์เสริมความปลอดภัยและป้องกันการพิการ (Watson Handicapped  Product). เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตด้วยสเตนเลสคุณภาพสูง  ป้องกันการเกิดสนิม ไม่ว่าจะนำไปติดตั้งในพื้นที่แห้งและพื้นที่เปียกชื้น เช่น ห้องน้ำ ห้องส้วม ฯลฯ โดยวัตสันอุปกรณ์เสริมความปลอดภัยฯ ได้รับการออกแบบให้มีความสวยงาม ทันสมัย และมีความแข็งแรง สามารถรับน้ำหนักจากการใช้งานของผู้ใช้ที่มีน้ำหนักตัวมาก ๆ ได้เป็นอย่างดี  นอกจากนี้ ยังมีการออกแบบให้สามารถซ่อนสกูร.เมื่อติดตั้งเสร็จจึงเกิดความสวยงาม วัตสันอุปกรณ์เสริมความปลอดภัยฯ ผลิตด้วยขบวนการผลิตอันทันสมัย  ตามมาตรฐานของ ASTM หรือ American Society for Testing and Materials ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงปลอดภัยสูงสุด มีแบบให้เลือกมากมายกว่า 60 แบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบราวมือจับ ราวพยุงอ่างล้างหน้า ราวพยุงข้างชักโครก ราวพยุงในห้องอาบน้ำ  และราวพยุงแบบโยกขึ้น-ลง ฯลฯ ทุกแบบสามารถนำไปติดตั้งได้ในทุกมุมของบ้าน ห้องนอนและห้องน้ำ ฯลฯ โดยมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของราวจับตั้งแต่ 1 นิ้วถึง 1.5 นิ้ว หรือ 25.4 มม.-38 มม.
นอกจากวัตสันอุปกรณ์เสริมความปลอดภัยฯ จะถูกนำไบติดตั้งในโครงการเบิร์จดูไบแล้ว ยังมีวางจำหน่ายในประเทศไทยด้วยโดยมีวางจำหน่ายที่บุญถาวร, สยามโกลบอลเฮ้าส์ และร้านสุขภัณฑ์ชั้นนำทั่วประเทศ โดยผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายในประเทศจะมีคุณภาพเท่ากับที่ติดตั้งในโครงการหรูด้วย อย่างไรก็ตามสำหรับผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายการตลาด บริษัท รีไล (ประเทศไทย) จำกัดโทร. 086 600 2096 หรือ 034 265 048-9 ทุกวันในเวลาทำการ หรือ www.rely.co.th

Written by arin@mmthailand.com

October 16th, 2009 at 3:25 pm

Posted in Interview