ห่วงโซ่คุณค่าอุตสาหกรรมยุคใหม่ (1)
ช่วงเวลากว่าสองทศวรรษ Michael E. Porter ได้เสนอแบบจำลองห่วงโซ่คุณค่า(Value Chain)ไว้ในหนังสือ “Competitive Advantage: Creating and Sustaining superior Performance” โดย Porter ได้มุ่งประเด็นการสร้างความสามารถการแข่งขันทางธุรกิจด้วยการวิเคราะห์คุณค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในแต่ละกิจกรรม
ดังนั้นห่วงโซ่คุณค่าจึงเป็นการเชื่อมโยงกิจกรรมทั้งภายในและภายนอกองค์กรที่เน้นสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ(Value-Creating Activities) ซึ่งประเด็นหลักคือการที่ทุกกิจกรรมมีการเชื่อมโยงกันเพื่อให้เกิดการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ Porter ยังให้ความสำคัญกับการวางกรอบห่วงโซ่คุณค่าให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมต่าง ๆ เนื่องจากแต่ละอุตสาหกรรมได้มีรูปแบบและสัดส่วนความเข้มข้นแต่ละกิจกรรมไม่เหมือนกัน ซึ่ง Porter ได้จำแนกประภทกิจกรรมห่วงโซ่คุณค่าเป็นกิจกรรมหลัก(Primary Activities)กับกิจกรรมสนับสนุน(Support Activities) ดังนี้

ตัวอย่างห่วงโซ่คุณค่าอุตสาหกรรม
1. กิจกรรมหลัก คือ กิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการสร้างคุณค่าเพิ่มในผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ส่งมอบให้กับลูกค้า ประกอบด้วย
“ โลจิสติกส์ขาเข้า(Inbound Logistics) เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการรับสินค้าหรือวัตถุดิบจากผู้ส่งมอบ ซึ่งครอบคลุมถึงการจัดเก็บเพื่อรอส่งต่อให้กับกระบวนการแปรรูปในสายการผลิต โดยเฉพาะการรวบรวมชิ้นส่วนหรือสินค้าจากผู้ส่งมอบ(Supplier)เพื่อจัดส่งไปยังโรงงานผู้ผลิตหลัก(Maker) เพื่อให้เกิดต้นทุนต่ำสุดซึ่งปัจจัยต้นทุนประกอบด้วยปริมาณสินค้าคงคลัง ประสิทธิภาพการรับของและระยะทางขนส่งทั้งขาไปและกลับ ซึ่งรูปแบบการจัดส่งอาจจำแนกเป็นการส่งตรงไปที่โรงประกอบเลยหรือส่งไปที่จุดเปลี่ยนถ่ายสินค้า(Cross dock)เพื่อรวบรวมแล้วค่อยกระจายส่งอีกทีซึ่งการรวบรวมเพื่อขนส่งอาจเป็นสัปดาห์ละครั้งหรือมากกว่า 1 ครั้งในแต่ละวันขึ้นอยู่กับปริมาณการจัดส่ง โดยราว 50% จะมีการส่งเป็นรายวันและส่วนที่เหลือจะจัดส่งเป็นบางครั้งคราวหรือตามคำสั่งซึ่งทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณอุปสงค์และตารางการผลิต

กระบวนการโลจิสติกส์ขาเข้า
โดยทั่วไปจุดเปลี่ยนถ่ายสินค้าจะถูกใช้สำหรับสินค้าที่มีช่วงเวลานำการส่งมอบสั้นซึ่งมีคำสั่งซื้อแต่ละครั้งด้วยปริมาณมาก โดยมุ่งการเคลื่อนย้ายสินค้าในคลังสินค้าให้เกิดขึ้นเท่าที่จำเป็น ดังนั้นสินค้าที่ส่งมอบจากผู้ผลิตจึงไม่ถูกจัดเก็บในคลังสินค้าเหมือนแนวทางแบบเดิมที่มีการสต็อกล่วงหน้าแต่จะเคลื่อนย้ายไปยังรถบรรทุกจัดส่งสินค้า(Outbound Truck) เพื่อเตรียมจัดส่ง ทำให้สามารถลดต้นทุนจัดเก็บสต็อก(Inventory Cost) ต้นทุนการขนถ่าย(Handling Costs) และช่วงเวลานำในการส่งมอบสินค้า ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าวได้ส่งผลต่อการตั้งราคาสินค้าที่ต่ำกว่าคู่แข่งขันและสามารถตอบสนองได้ตามความต้องการของลูกค้า ปัจจุบันผู้ให้บริการโลจิสติกส์(Logistics Provider)ได้มีบทบาทสนับสนุนการลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการที่มีธุรกรรมกับคู่ค้าหลายรายโดยรับของจากผู้ส่งมอบหลายรายและบรรทุกของแบบเต็มเที่ยวรถบรรทุก(Full Truckload) เรียกว่าระบบ Milk Run ซึ่งหลักการพื้นฐานของระบบ Milk Run คือ การส่งรถไปรับชิ้นส่วนจากผู้ส่งมอบชิ้นส่วนหลายรายแล้วนำมาส่งที่โรงงานประกอบ และในขณะที่เริ่มวิ่งเที่ยวต่อไปจะต้องนำบรรจุภัณฑ์เปล่าจากโรงงานประกอบไปส่งคืนให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนเพื่อนำมาใช้หมุนเวียนอีกครั้ง ดังนั้นวัตถุประสงค์ของระบบ Milk Run จึงมุ่งให้เกิดการขนส่งชิ้นงานในปริมาณน้อยแต่หลายเที่ยวได้อย่างคุ้มค่า โดยแนวคิดดังกล่าวเกิดจากระบบส่งนมในสหรัฐอเมริกาซึ่งทุกเช้าของแต่ละวันจะมีคนนำขวดนมเปล่ามาวางไว้หน้าบ้านและรถส่งนมจะนำนมมาสับเปลี่ยนกับขวดเปล่าไปเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นกลยุทธ์จัดตารางเวลาและเส้นทางรถบรรทุก นั่นคือ การกำหนดให้รถบรรทุกวิ่งรับสินค้าจากผู้ส่งมอบแล้วนำมาส่งให้กับโรงงานผลิตให้ตรงตามเวลาภายในวันเดียวกัน ดังนั้นรถบรรทุกจะถูกกำหนดให้ไปรับชิ้นส่วนจากผู้ส่งมอบทุกรายและจัดส่งมาที่โรงงานได้มากกว่าวันละ 1 เที่ยว ซึ่งการจัดระบบ Milk Run ให้มีประสิทธิภาพจะต้องจัดตารางเวลาและเส้นทางให้รถบรรทุกวิ่งรับสินค้าแบบวงแหวนแล้วจัดลำดับว่ารถบรรทุกจะไปรับสินค้าจากผู้ส่งมอบรายใดก่อน แต่การจัดตารางเวลาและเส้นทางเดินรถแบบที่ว่านี้จะทำให้เกิดการทำงานได้อย่างยืดหยุ่นดังเช่นเมื่อรถบรรทุกที่วิ่งรับสินค้าตามเส้นทางวงในเกิดเหตุขัดข้องก็สามารถให้รถบรรทุกที่วิ่งอยู่วงนอกเข้ามารับสินค้าแทนได้

ระบบจัดส่งแบบ Milk Run
“การปฏิบัติการ(Operations) เป็นกิจกรรมเคลื่อนย้ายทรัพยากรเข้าสู่กระบวนการแปรรูปวัตถุดิบให้เป็นผลิตภัณฑ์หรืออาจเรียกว่ากิจกรรมการผลิต ดังเช่น การประกอบชิ้นส่วน การหีบห่อผลิตภัณฑ์(Packaging) ส่วนตัวอย่างกระบวนการปฏิบัติการในธุรกิจบริการ เช่น การออกตั๋วเครื่องบิน การรับจองห้องพัก การห่อปกหนังสือ เป็นต้น นอกจากนี้ยังรวมถึงกระบวนการนำกลับมาใช้ใหม่(Recycle) โดยเฉพาะวัสดุที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น กระดาษแข็ง, พลาสติก, กระป๋องอลูมิเนียม, แบตเตอรี่รถยนต์ เป็นต้น ซึ่งทำให้สามารถลดขยะและปริมาณการใช้พลังงาน รวมทั้งคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคและพนักงานด้วย
“ โลจิสติกส์ขาออก(Outbound Logistics) เมื่อกระบวนการแปรรูปดำเนินการเสร็จสิ้นก็จะมีการส่งมอบหรือการกระจายสินค้าไปสู่ตัวแทนจำหน่าย ดังเช่น ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก ซึ่งการกระจายสินค้าประกอบด้วยสองเส้นทางหลักคือจากโรงงานถึงคลังเก็บสินค้าหรือศูนย์กระจายสินค้า(Distribution Center)และหลังจากนั้นจะส่งต่อไปยังผู้จัดจำหน่าย แต่สิ่งที่แตกต่างระหว่างโลจิสติกส์ขาเข้าและขาออก คือ การส่งสินค้าออกไม่ใช่รูปแบบทันเวลาพอดี(Just in Time) หรือ ตามความต้องการลูกค้าโดยที่รถส่วนใหญ่จะถูกจอดไว้ในลานจอดรถ คือรถที่รอการสั่งซื้อจากตัวแทนจำหน่าย ส่วนรถที่ลูกค้าสั่งซื้อแล้วจะจอดรอที่จุดเปลี่ยนถ่ายสินค้า ซึ่งต้องส่งมอบให้ลูกค้าเร็วที่สุดและราว 15% ของรถที่อยู่ในลานจอดจะถูกส่งไปที่ลานจอดใกล้เคียงเพื่อส่งต่อให้ทางตัวแทนจำหน่ายต่อไป

การกระจายสินค้า
” การตลาดและการขาย(Marketing and Sales) โดยให้ความสำคัญกับการจำแนกความต้องการลูกค้าเพื่อใช้เป็นข้อมูลวางแผนส่วนประสมผลิตภัณฑ์(Product Mix) ตลอดจนการประชาสัมพันธ์และการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าให้กับลูกค้า
“การบริการ(Service) คือ กิจกรรมที่เกิดขึ้นหลังการขาย เช่น การติดตั้ง การฝึกอบรมให้ลูกค้า และการบำรุงรักษา

การเชื่อมโยงกิจกรรมห่วงโซ่คุณค่า
2.กิจกรรมที่สนับสนับสนุนให้การดำเนินกิจกรรมหลักเกิดประสิทธิภาพ ประกอบด้วย
“โครงสร้างพื้นฐานขององค์กร(Firm Infrastructure) คือ ระบบสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมขององค์กร เช่น การเงิน การบริหารสำนักงาน การวางแผนและควบคุม เป็นต้น
“การจัดหาจัดซื้อ(Procurement) ประกอบด้วยกิจกรรมที่เกี่ยวกับการจัดหาปัจจัยทรัพยากรสำหรับการดำเนินงานตลอดจนการเจรจากับคู่ค้าเพื่อจัดซื้อวัตถุดิบและเครื่องจักร
” การบริหารทรัพยากรมนุษย์(Human Resource Management)ประกอบด้วยการสรรหาบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสม การฝึกอบรม การประเมินผลงานและการจ่ายค่าตอบแทน จากผลการสำรวจเมื่อไม่นานมานี้ วอลมาร์ท (Wal-Mart) จัดเป็นหนึ่งใน 100 องค์กรยอดเยี่ยมของสหรัฐอเมริกา โดยพนักงานของวอลมาร์ท จะได้รับค่าจ้างและสวัสดิการระดับที่แข่งขันกับองค์กรชั้นนำได้ นอกจากนี้ยังเสนอรางวัลและผลตอบแทนพิเศษให้กับพนักงานประจำและพนักงานชั่วคราว เช่น การปันผล, หุ้น, วันหยุดพักร้อน, ค่าจ้างในวันหยุด, การให้คำปรึกษา, และทุนการศึกษา ดังนั้นเมื่อ Wal-Mart ต้องการรับพนักงานใหม่จะใช้ระบบสรรหาพนักงานด้วยการรวบรวมรายชื่อผู้สมัครไว้ด้วยกัน ซึ่งระบบนี้จะเผยแพร่สู่สาธารณะและยังเปิดโอกาสให้กับผู้สมัครทุกคน ซึ่งทำให้ วอลมาร์ท เป็นที่รู้จักในวงกว้าง
“เทคโนโลยี (Technology) ปัจจุบันผู้ค้าปลีกและผู้ส่งมอบรายใหญ่หลายรายได้มุ่งประสานความร่วมมือระหว่างกันด้วยเทคนิคการวางแผนร่วมกัน เพื่อการพยากรณ์และเติมเต็ม (Collaborative Planning Forecasting and Replenishment หรือ CPFR) เป็นแนวทางแบบองค์รวม (Holistic Approach) สำหรับการบริหารห่วงโซ่อุปทานระหว่างเครือข่ายคู่ค้าด้วยระบบสารสนเทศที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างลูกค้า โดยทั่วไปผู้ค้าปลีกได้มุ่งความมีส่วนร่วมหรือปฏิสัมพันธ์กับลูกค้ารายบุคคลและศึกษาพฤติกรรมลูกค้าด้วยข้อมูลที่จัดเก็บจากระบบ POS นอกจากนี้ทางผู้ค้าปลีกยังศึกษาข้อมูลผู้ผลิตที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอและแผนทางการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์เหล่านั้น แต่สำหรับมุมมองทางผู้ผลิตจะศึกษา/จำแนกผู้ค้าปลีกและแผนการจัดวางสินค้าของผู้ค้าปลีก รวมทั้งติดตามกิจกรรมผู้บริโภค (Consumer Activity) ด้วยข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือจึงทำให้ผู้ค้าสามารถปรับปรุงการวางแผนอุปสงค์ (Demand Planning) ด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการร่วมพยากรณ์อุปลงค์ผู้บริโภคด้วยข้อมูล ณ. จุดขาย (Point of Sales) ข้อมูลอุปสงค์เหล่านี้ได้ถูกใช้เป็นสำหรับวางแผนกิจกรรรมภายในที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการบูรณาการห่วงโซ่คุณค่า (Value-Chain Integration) ที่ส่งผลต่อการลดความผันผวนในห่วงโซ่อุปทาน

เทคโนโลยีสนับสนุนการดำเนินงาน
“ การวิจัยและพัฒนา(Research & Development) หรือการพัฒนาเทคโนโลยีที่มุ่งการศึกษาค้นคว้า-วิจัยนวัตกรรมเพื่อพัฒนาองค์กรให้มีความสามารถเหนือคู่แข่งขัน
โกศล ดีศีลธรรม
koishi2001@yahoo.com
(โปรดติดตามฉบับหน้า)
