Manufacturing and Service System Process Strategy (Final)
กลยุทธ์กระบวนการในระบบการผลิตและงานบริการ กลยุทธ์กระบวนการ (Process Strategy) คือ ความพยายามที่จะหาวิธีการที่ดีที่สุด ในการแปลงสภาพเพื่อให้สินค้าหรือบริการดังกล่าว สอดคล้องกับ ความต้องการของผู้บริโภคและตรงตามข้อกำหนดของฝ่ายออกแบบ โดยควบคุมต้นทุนการผลิตให้ต่ำและตอบสนองต่อเงื่อนไขของฝ่ายบริหารอื่นๆ ในเวลาเดียวกัน ซึ่งการตัดสินใจเลือกกระบวนการนี้จะส่งผลในระยะยาวต่อการผลิตเป็นอย่างมาก ทั้งในแง่ของต้นทุนการผลิต คุณภาพ และความยืดหยุ่นของกระบวนการ ดังนั้นกลยุทธ์กระบวนการจึงเป็นสิ่งที่สำคัญและต้องพิจารณาตัดสินใจอย่างรอบคอบก่อนจะเริ่มการผลิตจริง
4. ระบบจัดเก็บสินค้าคงคลังและเรียกคืนอัตโนมัติ (Automated storages and retrieval system)
เนื่องด้วยกิจกรรมในคลังสินค้าเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้พนักงานเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมที่มีชิ้นงานหรือสินค้าเป็นจำนวนมากและหลากหลาย ซึ่งบางครั้งอาจมีจำนวนหลายแสนชิ้น การจัดเก็บชิ้นงาน เหล่านี้นต้องมีระบบที่ดีเพื่อให้การจัดเก็บเป็นไปอย่างเรียบร้อยและเรียกคืนได้อย่างถูกต้องไม่เกิดความผิดพลาดในด้านการสูญหายหรือหาชิ้นงานไม่พบ ระบบจัดเก็บสินค้าคงคลัง และเรียกคืนชิ้นงาน โดยคอมพิวเตอร์จะแสดงตำแหน่งว่าของชั้นวางที่เหมาะสมกับชิ้นงานนั้น ๆ และจะสั่งให้ชุดจัดเก็บซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยชุดเครนยกทำการนำชิ้นงานที่ต้องการจัดเก็บบนชั้นวางที่ว่างนั้น เมื่องต้องการเรียกคืนชิ้นงานพนักงานก็เพียงใช้คำสั่งผ่านคอมพิวเตอร์เพื่อให้ชุดเรียกคืนนำชิ้นงานนี้นมาให้พนักงาน ระบบดังกล่าวได้ถูกนำไปใช้ในหลายกิจการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศูนย์กระจายสินค้าคงคลังของโรงงานอุตสาหกรรม เช่นCanon เป็นต้น
5. พาหนะขนส่งชิ้นงานด้วยระบบนำร่องอัตโนมัติ (Automated guided vehicles)
ระบบขนถ่ายชิ้นงานอัตโนมัติมีอยู่หลายประเภท เช่น ระบบรถรางเดียว (Monorails) ระบบสายพานลำเลียง (Conveyors) ระบบหุ่นยนต์อุตสาหกรรม เป็นต้น สำหรับพาหนะขนส่งชิ้นงานด้วยระบบนำร่องอัตโนมัตินี้เป็นอีกระบบหนึ่งซึ่งใช้หลักการของการขับเคลื่อนรถหรือพาหนะขนาดเล็กด้วยลวดนำร่องซึ่งถูกฝังอยู่ที่ใต้พื้นผิวโลกลึกประมาณ 2 นิ้ว แล้วเททับด้วยกาวอีพอกซี่ โดยลวดจะปล่อยคลื่นแม่เหล็กไปกระทบกับแผงรับคลื่นที่ติดอยู่กับรถ เพื่อให้รถเคลื่อนที่ไปตามทิศทางของความถี่คลื่นแม่เหล็กนั้น ซึ่งทิศทางการเคลื่อนที่จะถูกกำหนดโดยศูนย์ควบคุม เพื่อจัดระบบรถทุกคันในโรงงานให้เคลื่อนที่อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบนี้ถูกนำมาใช้ในหลายอุตสาหกรรม ตัวอย่างเช่น การขนส่งพัสดุในกิจการไปรษณีย์ การจัดส่งระเบียนผู้ป่ายในโรงพยาบาล และการจัดส่งอาหารให้นักโทษในเรือนจำ

รูประบบสายพานลำเลียง (Conveyors)
6. ระบบการผลิตแบบยืดหยุ่น (Flexible manufacturing system)
ระบบการผลิตแบบยืดหยุ่น เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ถูกนำมาใช้ในการควบคุมหน่วยผลิต ที่ประกอบด้วยเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ขนถ่ายวัสดุให้สามารถทำงานประสานกันได้อย่างอัตโนมัติ ความหมายของคำว่ายืดหยุ่นนี้ หมายถึงการที่เครื่องจักรซึ่งถูกควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์สามารถเปลี่ยนแปลงการทำงานได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ทำให้สามารถผลิตสินค้าตามคำสั่งได้หลากหลาย แต่ละชนิดผลิตภัณฑ์ไม่จำเป็นต้องผลิตในปริมาณมาก ๆ ในขณะที่ยังรักษาต้นทุนการผลิตให้ต่ำได้ ประโยชน์ที่ได้รับจากระบบดังกล่าวจะช่วยลดระยะเวลาในการตั้งเครื่องจักรสำหรับการขิ้นสายการผลิตใหม่ รักษาตารางการผลิตให้เป็นไปตามแผนการผลิต เพิ่มปริมาณผลผลิต เพิ่มคุณภาพจากการลดความผิดพลาดของชิ้นงาน และปรับปรุงประสิทธิภาพจากการใช้เครื่องจักรให้เกิดประโยชน์สูงสุด
7. การผสานระบบคอมพิวเตอร์เข้ากับระบบการผลิตอย่างบูรณาการ (Computer integrated manufacturing)
เมื่อระบบการผลิตแบบยืดหยุ่นถูกขยายขอบเขตของการทำงานไปสู่หน่วยงานอื่น ๆ ได้แก่ฝ่ายวิศวกรรม ฝ่ายสินค้าคงคลัง ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายจัดส่งสินค้าให้ลูกค้า และฝ่ายอื่น ๆ ของระบบการผลิตทั่วองค์การ จะเรียก แนวความคิดนี้ว่า การผสานระบบคอมพิวเตอร์เข้ากับระบบการผลิตอย่างบูรณากร ภายใต้แนวความคิดนี้ การประยุกต์คอมพิวเตอร์เพื่อช่วยในการออกแบบจะส่งข้อมูลชุดคำสั่งไปให้กับเครื่องจักรกล เพื่อให้เครื่องจักรเหล่านั้นทำการผลิตสินค้าตามที่ออกแบบมาในเวลาเพียงไม่กี่นาที หรืออาจส่งข้อมูลให้กับหุ่นยนต์อุตสากรรมในการประกอบชิ้นงาน และให้มีการตรวจสอบคุณภาพด้วยระบบควบคุมการผลิตอัตโนมัติ โดยสามารถขนถ่ายชิ้นงานด้วยพาหนะขนส่งชิ้นงานด้วยระบบนำร่องอัตโนมัติ การผสานระบบคอมพิวเตอร์เข้าไปในทุกส่วนของระบบการผลิต งานวางแผนและควบคุมการผลิต และเครื่องจักรอุปกรณ์ในโรงงาน โดยงานทั้ง 3 ส่วนนี้ จะใช้ฐานข้อมูลกลางเดียวกัน ข้อดีของแนวความคิดนี้จะช่วยลดความแตกต่างระหว่างการผลิตแบบมากชนิดผลิตภัณฑ์แต่ปริมาณน้อย กับน้อยชนิดผลิตภัณฑ์แต่ปริมาณมาก ทั้งนี้ด้วยศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศในกระบวนการผลิตทำให้องค์การสามารถเพิ่มความหลากหลายให้กับผลิตภัณฑ์ และเพิ่มปริมาณการผลิต ในขณะที่ต้นทุนการผลิตลดลงได้
สรุป
1.กลยุทธ์ด้านกระบวนการสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้ โดยจะต้องเลือกกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ ที่บริษัทกำหนดไม่ว่าจะเป็นกลยุทธด้านความแตกต่าง กลยุทธ์ด้านราคา หรือกลยุทธ์ด้านการตอบสนอง ทั้งนี้เพื่อให้สามารถผลิตสิ้นค้าหรือบริการตามแบบที่ได้ออกแบบมาและปริมาณที่พยากรณ์ไว้ ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการจะต้องพยายามลดต้นทุนการผลิตจากการผลิตน้อยชนิดผลิตภัณฑ์ในปริมาณมาก ในขณะที่ต้องพยายามมุ่งตอบสนองความต้องการเฉพาะรายจากการผลิตมากชนิตผลิตภัณฑ์ในปริมาณน้อย
2.การเลือกเทคนิคการผลิตแบบลีน และการส่งเสริมให้พนักงานมีส่นร่วมในการพัฒนากระบวนการและใช้ประโยชน์เครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการจะต้องออกแบบกระบวนการและอุปกรณ์ต่างๆ ทางด้านเทคโนโลยี
3.กำลังผลิตที่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า เพิ่มความยืดหยุ่นโดยใช้เทคโนโลยี เพื่อความหลากหลายในการผลิต รวมทั้งปริมาณการผลิตที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
ผู้ช่วยศาสตราจารย์กุณฑล ทองศรี คณะวิศวกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
e-mail:kunthon.th@gmail.com
