Welcome to eArticles | Modern Manufacturing An Innovative Industrial Magazine

Manufacturing and Service System Process Strategy (Part 5)

without comments

กลยุทธ์กระบวนการในระบบการผลิตและงานบริการ กลยุทธ์กระบวนการ (Process Strategy) คือ ความพยายามที่จะหาวิธีการที่ดีที่สุด ในการแปลงสภาพเพื่อให้สินค้าหรือบริการดังกล่าว สอดคล้องกับ ความต้องการของผู้บริโภคและตรงตามข้อกำหนดของฝ่ายออกแบบ โดยควบคุมต้นทุนการผลิตให้ต่ำและตอบสนองต่อเงื่อนไขของฝ่ายบริหารอื่นๆ ในเวลาเดียวกัน ซึ่งการตัดสินใจเลือกกระบวนการนี้จะส่งผลในระยะยาวต่อการผลิตเป็นอย่างมาก ทั้งในแง่ของต้นทุนการผลิต คุณภาพ และความยืดหยุ่นของกระบวนการ ดังนั้นกลยุทธ์กระบวนการจึงเป็นสิ่งที่สำคัญและต้องพิจารณาตัดสินใจอย่างรอบคอบก่อนจะเริ่มการผลิตจริง

การเลือกเครื่องจักรอุปกรณ์และเทคโนโลยี
ขั้นตอนสุดท้ายของการตัดสินใจเกี่ยวกับกระบวนการคือ การเลือกเครื่องจักร อุปกรณ์ และเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับกระบวนการที่เลือกมา การตัดสินใจนี้มักมีความยุ่งยากและซับซ้อนเนื่องจากเครื่องจักรอุปกรณ์ และเทคโนโลยีต่าง ๆ มักขึ้นอยู่กับประเภทของการผลิตและบริการ เช่น การผลิตกระดาษ การผลิตน้ำอัดลม หรือโรงพยาบาล  ซึ่งแต่ละกิจการก็ต้องการเครื่องจักร และเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน การเลือกเครื่องจักรอุปกรณ์ต่าง ๆ นั้น ผู้ตัดสินใจจึงต้องมีความเข้าใจในอุตสาหกรรมนั้น ๆ เข้าใจถึงกระบวนการผลิต และเครื่องจักรที่เกี่ยวข้องกับการผลิตนั้น ๆ เป็นอย่างดี

ตัวอย่างของการตัดสินใจเลือกเครื่องจักรในกิจการ เช่น โรงพยาบาลต้องเลือกเครื่องเอ็กซ์เรย์ โรงงานต้องเลือกเครื่องฉีดพลาสติก สำนักงานต้องเลือกเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นต้น การตัดสินใจเหล่านี้จำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ ราคา คุณภาพ กำลังการผลิต และความยืดหยุ่น โดยผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการจะต้องจัดทำเอกสารเปรียบเทียบทางเลือก โดยใช้ปัจจัยต่าง ๆ เป็นเกณฑ์ พิจารณา เช่น ประสิทธิภาพของเครื่องจักร ขนาดเครื่องจักร ค่าเผื่อความผิดพลาดของชิ้นงาน  รวมถึงค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาเครื่องจักร

การเลือกเครื่องจักร อุปกรณ์ หรือเทคโนโลยี ที่ดีและเหมาะสม สามารถทำให้บริษัท มีความได้เปรียบทางการแข่งขันได้  บริษัทหลายบริษัทต่างพยายามคิดค้นเครื่องจักรการผลิตขึ้นเอง หรือเทคนิคเฉพาะของตนเองเพื่อให้สามารถผลิตสินค้าหรือบริการที่เหนือกว่าคู่แข่งขัน  ความสามารถทางการแข่งขันนี้อาจได้มาจากราคาสินค้าที่ถูกกว่า คุณภาพที่ดีกว่า หรือความยืดหยุ่นในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ดีกว่า
เทคโนโลยีทางการผลิต

ปัจจุบันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมีผลต่อภาคการผลิตเป็นอย่างมากทั้งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของกระบวนการ เทคโนโลยีที่สำคัญ 9 ประเภท ได้แก่

1. เทคโนโลยีเครื่องจักรกล (Machine technology)
งานของเครื่องจักรกลส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับงานต่าง ๆ ทั่วไป อันได้แก่ งานตัด งานเจาะ งานกลึง และงานกัด โดยชิ้นงานที่จะนำมาผ่านกระบวนการต่าง ๆ ได้แก่ เหล็ก อลูมิเนียม ไม้ และ อื่น ๆ ในปัจจุบันความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีได้ส่งผลให้เครื่องจักรมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  ทั้งในแง่ของความละเอียดเที่ยงตรงของชิ้นงานและความสามารถในระบบควบคุมเครื่องจักร

เครื่องจักรกลรุ่นใหม่สามารถกัดชิ้นงานด้วยความลึกของการกัดเพียง 1 ไมครอน (เล็กกว่าขนาดของเส้นผม 76 เท่า) หรือเครื่องจักรบางประเภทสามารถฉีดน้ำด้วยความเร็วเป็น 3 เท่า ของความเร็วเสียงเพื่อตัดแผ่นไททาเนียมให้ขาด เครื่องจักรกลในศตวรรษที่ 21 จะมีอัตราการผลิตเป็น 5 เท่า มากกว่าอัตราการผลิตของเครื่องจักรรุ่นก่อน ในขณะที่ขนาดของเครื่องจักรก็เล็กลงใช้พลังงานน้อยลง ซึ่งนั่นหมายถึง การประหยัดทั้งเนื้อที่และพลังงานที่ใช้

ระบบควบคุมอย่างชาญฉลาด (Intelligence control)  ทำให้องค์การสามารถควบคุมเครื่องจักรได้อย่างง่ายดาย ทั้งนี้เนื่องจากเครื่องจักรจะมีแผงวงจรคอมพิวเตอร์ควบคุม ซึ่งเมื่อป้อนข้อมูลที่จำเป็นให้แก่เครื่องจักร  เครื่องจักรจะอ่านคำสั่งและดำเนินการผลิตตามคำสั่งโดยอัตโนมัติ การควบคุมอย่างชาญฉลาดนี้ทำให้สามารถลดเวลารอคอยในการเปลี่ยนถ่ายชิ้นงาน ลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นกับชิ้นงาน และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับกระบวนการผลิตได้เป็นอย่างมาก โดยเครื่องจักรที่ถูกควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์จะเรียกว่า เครื่องจักรกล (Computer numerical control (CNC)

2. ระบบพิสูจน์ทราบอัตโนมัติ (Automatic identification system)
เครื่องจักรส่วนใหญ่ทุกวันนี้ถูกควบคุมด้วยระบบดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรกล CNC หรือเครื่อง ATM ทั้งนี้เนื่องจากระบบดิจิทัลช่วยให้สามารถส่งถ่ายข้อมมูลปริมาณมาก ๆ ในรูปแบบของบิตและไบต์ (Bits and Bytes) ได้ อย่างไรก็ตาม รูปแบบของข้อมูลที่ใช้ในชีวิตประจำวันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบการผลิตและบริการนั้น ไม่ได้อยู่ในรูปแบบของบิตและไบต์ ดังนั้น ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการจึงต้องแปลงข้อมูลที่ต้องการขนถ่ายให้อยู่ในรูปของอิเล็กทรอนิคส์ ด้วยการใช้เครื่องมือต่าง ๆ เช่น คีบอร์ด บาร์โค้ต เป็นต้อง เพื่อให้ข้อมูลที่ต้องการถูกขนถ่ายและถูกนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสม การใช้อุปกรณ์แปลงข้อมุลเหล่านี้ บางครั้งมีความยุ่งยากและเกิดความไม่สะดวก ด้วยเหตุนี้จึงได้นำมาสู่การสร้งระบบพิสูจน์ทราบอัตโนมัติ ตัวอย่างของระบบดังกล่าวได้แก่ การบ่งชี้ด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radio frequency identification (RFID) โดยจะใช้ในการติดตามและบอกตำแหน่งสิ่งของบนชั้นวางในคลังสินค้า โดย RFID จะถูกฝังอยู่ในชิ้นงานและส่งสัญญาณ คลื่นความถี่ออกมายังจุดรับสัญญาณ เพื่อบอกตำแหน่งและประมวลผลข้อมูลของชิ้นงานนั้น ๆ ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องบาร์โค้ดหรือเครื่องสแกน

ระบบ Barcode ระบบ  RFID
(1) ระบบ Barcode                                                      (2) ระบบ  RFID

รูปที่ 20 ระบบพิสูจน์ทราบอัตโนมัติ (Automatic identification system)

ตัวอย่าง RFID ที่ใช้กับห้องสมุด
รูปที่ 21 ตัวอย่าง RFID ที่ใช้กับห้องสมุด

3. ระบบควบคุมกระบวนการอัตโนมัติ (Automatic process control)
การควบคุมกระบวนการอัตโนมัติ เป็นการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการติดตามและควบคุมกระบวนการผลิตสินค้าหรืองานบริการ ตัวอย่างเช่น ในขั้นตอนของการผลิตกระดาษ ระบบควบคุมกระบวนการจะทำการวัดความชื้นและความหนาของกระดาษในขณะที่ผืนกระดาษเคลื่อนที่ผ่านเครื่องจักรด้วยความเร็ว 1 ฟุตต่อนาที หรือในกรณีของโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ซึ่งต้องมีการควบคุมทั้งอุณหภูมิ ความดัน และปริมาณของน้ำมันในแต่ละช่วงของการกลั่น ตัวอย่างอื่น ๆ ได้แก่ โรงงานปูนซีเมนต์ โรงงานเหล็ก โรงนิวเคลียร์ และโรงงานอื่น ๆ ที่มีกระบวนการผลิตมุ่งเน้นตามผลิตภัณฑ์ ซึ่งระบบควบคุมอัตโนมัตินี้จะแสดงข้อมูลของการผลิตรวมทั้งแจ้งเตือนหรือส่งสัญญาณเพื่อบ่งบอกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นในรายการผลิต

ตัวอย่างระบบสารสนเทศ ที่นำมาใช้ ในการควบคุมหรือช่วยทำงานให้สะดวกขึ้น
รูปที่ 22 ตัวอย่างระบบสารสนเทศ ที่นำมาใช้ ในการควบคุมหรือช่วยทำงานให้สะดวกขึ้น

4. ระบบตรวจสอบด้วยภาพ (Vision systems)
ระบบการตรวจสอบด้วยภาพ เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกล้องถ่ายภาพวีดีทัศน์กับเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้ในการตรวจสอบกระบวนการผลิตหรือการดำเนินงาน การตรวจสอบด้วยภาพนี้มีความสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์  สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร ตัวอย่างเช่น โรงงานผลิตมันฝรั่งทอด มันฝรั่งทอดที่ทอดเสร็จแล้วจะต้องถูกส่งไปตามราง ในขณะที่ระบบตรวจสอบจะถ่ายภาพขณะที่มันฝรั่งทอดเคลื่อนที่เพื่อค้นหาสิ่งผิดปกติเช่น เศษชิ้นส่วนที่แปลกปลอมเข้ามาในการะบวนการ สำหรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์นั้น จะใช้ระบบตรวจสอบด้วยการถ่ายภาพของแผงวงจรส่วนที่ประกอบขึ้นมาแล้วเปรียบเทียบกับภาพมาตรฐาน หากแผงวงจรใดที่มีความผิดปกติ ระบบจะสั่งให้เครื่องจักรหยุดทำงานและส่งสัญญาณเตือนให้พนักงานทำการแก้ไขต่อไป

ระบบการตรวจสอบด้วยภาพ
รูปที่ 23 ระบบการตรวจสอบด้วยภาพ

5. หุ่นยนต์อุตสาหกรรม (Robots)
หุ่นยนต์อุตหสาหกรรม คือเครื่องจักรที่มีความยืดหยุ่นโดยมีความสามารถในการจับยึด และเคลื่อนชิ้นงานหรืองเครื่องมือการผลิตให้เคลื่อนที่ไปในทิศทางได้หลากหลายทิศทาง โดยการทำงานเชิงกลนี้จะถูกกระตุ้นทางไฟฟ้าจากแผงวงจรเซมิคอนดักเตอร์  แล้วสั่งให้ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อนทำงานเพื่อขับเคลื่อนชุดแขนกลต่าง ๆ ไปในทิศทางและระยะที่ต้องการ  ในปัจจุบันหุ่นยนต์อุตสาหกรรมได้มีบทบาทเป็นอย่างมากในงานอุตสาหกรรมด้วยการแทนที่การทำงานด้วยคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานที่มีลักษณะซ้ำซาก และเสี่ยงอันตราย  ทั้งนี้ ด้วยประสิทธิภาพการทำงานที่รวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ สม่ำเสมอและแข็งแรง ทำให้บริษัทส่วนใหญ่นิยมใช้หุ่นยนต์อุตสาหกรรมในกระบวนการผลิต ตัวอย่างเช่น บริษัทผลิตรถยนต์ Ford ได้ใช้หุ่นยนต์อุตสาหกรรมแทนที่คนงานในกระบวนการเชื่อมตัวถังรถยนต์มากกว่า 90%

ตัวอย่างหุ่นยนต์อุตสาหกรรม (Robots)
รูปที่ 24  ตัวอย่างหุ่นยนต์อุตสาหกรรม (Robots)

ผู้ช่วยศาสตราจารย์กุณฑล ทองศรี คณะวิศวกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
e-mail:kunthon.th@gmail.com

Written by admin

April 30th, 2009 at 2:12 pm

Posted in Manufacturing