Welcome to eArticles | Modern Manufacturing An Innovative Industrial Magazine

ศึกษาแผนตั้งกองทุนฯ หมื่นล้าน ก.อุตฯ-ING “ระดมทุนผุดโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนขนาดย่อม”

without comments

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับ ING ศึกษาแผนการจัดตั้งกองทุนเพื่อร่วมลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนมูลค่า 10,000 ล้านบาท โดย วางเป้าลงทุน 3 ปี 100 เมกะวัตต์ นำร่องหนุน 20 รายทั่วประเทศมูลค่า 2,000 ล้านบาท
reporter-0124062009

นางพรรณี จารุสมบัติ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.)ได้ร่วมมือศึกษากับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไอเอ็นจี(ประเทศไทย)หรือ ING FUNDS ซึ่งเป็นสถาบันการเงินขนาดใหญ่ระดับโลก จากประเทศเนเธอแลนด์ โดยมีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือเป็นที่ปรึกษาทางเทคนิคเพื่อศึกษาการจัดตั้งกองทุนเพื่อลงทุนและบริหารและจัดการอุตสาหกรรมไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน (Renewable Energy Plant Industry Fund)
        จากผลการศึกษาเบื้องต้น “ING” มีแผนที่จะจัดตั้งกองทุนโดยอาจอยู่ในรูปแบบของ “กองทุนรวม” และ/หรือ “กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์” และ/หรือ “กองทุนส่วนบุคคล เพื่อร่วมลงทุนผลิตไฟฟ้า 100 เมกะวัตต์ มูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปี ทั้งนี้จะเป็นการระดมเงินลงทุนจากผู้ลงทุน ประเภทบุคคลธรรมดาและ ประเภทสถาบัน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยรูปแบบที่จะจัดตั้งนั้นจะต้องได้รับอนุมัติจากหน่วยงานที่กำกับดูแล
        “กองทุนเพื่อลงทุนและบริหารจัดการอุตสาหกรรมการไฟฟ้าพลังงานทดแทนนี้ จะจัดตั้งขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่จะสนับสนุนส่งเสริมแนวทางการดำเนินงานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น มีการบริหารโดยภาคเอกชน ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมทำหน้าที่ในการประสานงานและให้คำปรึกษาด้านข้อมูลวิชาการเพื่อให้ผู้ประกอบการมีการลงทุนที่มีการเชื่อมโยงอย่างก่อเกิดประสิทธิภาพ และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งขึ้นมาเพื่อลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้าโดยใช้พลังงานทดแทน เช่น พลังงานชีวมวล พลังงานแก๊ซชีวภาพ พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม เป็นต้น ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงที่นำเข้าจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่”
        ปัจจุบันแนวทางการจัดตั้งกองทุนดังกล่าวเป็นที่สนใจของกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรม กลุ่มสหกรณ์การเกษตร และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นในท้องถิ่นต่าง ๆ จากทั่วประเทศส่งผลให้มีการลงนามแสดงเจตจำนงร่วมมือกับกองทุน ในการจัดตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดย่อม ขนาดกำลังผลิต 1 เมกะวัตต์ จำนวน 20 รายทั่วประเทศ คิดเป็นเงินลงทุนรวมประมาณ 2,000 ล้านบาท
        นางพรรณีกล่าวว่า ผลจากการตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลที่กระจายอยู่ทั่วประเทศครั้งนี้จะเป็นการนำร่องให้เกิดโครงการในพื้นที่อื่นๆ ตามมาซึ่งจะก่อให้เกิดการสร้างเสถียรภาพ ความมั่นคงให้กับพลังงานของประเทศในระยะยาว นอกจากนี้ผลประโยชน์และผลตอบแทนที่ประเทศไทยจะได้รับจากการลงทุนเพื่อผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน 100 เมกะวัตต์ มูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านบาท จะประกอบด้วย
        1.ลดปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 140,000 ตัน/ปี หรือเท่ากับ 1,200 ล้านบาท/ปี

        2.การนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรและขยะมูลฝอยมาใช้เป็นเชื้อเพลิง ส่งผลให้ปริมาณวัสดุเหลือทิ้งและขยะมีปริมาณลดลงประมาณ 1 ล้านตัน/ปี และยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุเหลือทิ้งและขยะอีกประมาณ 300 บาท/ตัน หรือเท่ากับ 300 ล้านบาท/ปี โดยรายได้ในส่วนนี้จะกระจายกลับไปยังท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง
        3.ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดมลพิษ รักษาสภาพแวดล้อม คิดเป็นปริมาณคาร์บอนเครดิต 3 แสนตัน/ปี และหากคำนวณจากราคาซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตในปัจจุบันที่ 500 บาท/ตัน ก็จะมีมูลค่ารวมประมาณ 150 ล้านบาท/ปี                                                        

        4.ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและประชาชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง  เช่นจัดหาเชื้อเพลิง/วัตถุดิบ การบริหารดูแลโรงไฟฟ้า และการขนส่ง เป็นต้น โดยจะเป็นการสร้างงานประมาณ 3,000-5,000 ตำแหน่ง คิดเป็นรายได้ประมาณ 300-500 ล้านบาท/ปี
        5.ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่และพัฒนาอุตสาหกรรมเดิม ตั้งแต่อุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน อุตสาหกรรมการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน อุตสาหกรรมเครื่องจักรกล อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร และอุตสาหกรรมสนับสนุนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น โดยใน 3 ปีแรกของการดำเนินการ จะมีมูลค่าเพิ่มรวมประมาณ 5 พันล้านบาท

Written by reporter@mmthailand.com

June 24th, 2009 at 2:44 pm

Posted in News