สสว. ระดมสมองหน่วยงานภาครัฐ-เอกชน หาแนวทางดำเนินโครงการ SMEs Consortium
สสว. ผนึกกำลังหน่วยงานภาครัฐ-เอกชน บูรณาการความร่วมมือจัดทำแนวทางการดำเนินโครงการเสริมสร้างเครือข่าย SMEs สู่ตลาดอาเซียน (SMEs Consortium) หวังให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือ และพันธมิตรทางธุรกิจของ SMEs ในอุตสาหกรรมก่อสร้างและธุรกิจเกี่ยวเนื่องในทุกด้านตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
นายภักดิ์ ทองส้ม รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า จากการที่คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มีแนวคิดให้ SMEs ไทย สามารถเข้าถึงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และต้องได้รับประโยชน์จากการเข้าร่วมเป็นสมาชิกประชาคม โดยมอบหมายให้ สสว. เป็นผู้ดำเนินโครงการเพื่อสนับสนุน SMEs เข้าสู่ตลาดอาเซียนนั้น
สสว. จึงได้จัดทำโครงการขึ้นมาทั้งสิ้น 4 โครงการ ได้แก่
1. โครงการพัฒนาต้นแบบธุรกิจ SMEs และเชื่อมโยงสู่ภูมิภาคอาเซียน (ASEAN SME Partnership Roadmap) เพื่อยกระดับคลัสเตอร์หัตถกรรมสู่สากล
2. โครงการยุทธการฝูงห่าน SMEs (SMEs Flying Geese) 3. โครงการเงินทุนสนับสนุน SMEs สู่ตลาดอาเซียน (SMEs Capacity Building: Win for ASEAN Market) และ 4. โครงการเสริมสร้างเครือข่าย SMEs สู่ตลาดอาเซียน (SMEs Consortium) ซึ่งแต่ละโครงการก็ได้เริ่มกิจกรรมการทำงานไปแล้วเช่นกัน
และเพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการ SMEs มากที่สุด สสว.จึงได้ทำการจัดประชุมระดมความคิดเห็นเรื่อง “โครงการเสริมสร้างเครือข่าย SMEs Consortium สู่ตลาดอาเซียน (กลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้างและธุรกิจต่อเนื่อง” ขึ้นมา โดยเชิญหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม อาทิ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สถาบันนายช่างดี สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ฯลฯ เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินงานโครงการดังกล่าว
“สสว.เป็นหน่วยงานที่ให้การสนับสนุน SMEs ในหลายๆ สาขา ซึ่งสาขาก่อสร้างนับเป็นหนึ่งในสาขาที่ สสว.ให้การสนับสนุน และการจัดทำโครงการเสริมสร้างเครือข่าย SMEs Consortium สู่ตลาดอาเซียน ขึ้นมาในครั้งนี้ เนื่องจาก สสว.มีเป้าหมายในการส่งเสริมผู้ประกอบการก่อสร้างและธุรกิจต่อเนื่องภายในประเทศให้มีศักยภาพและความเข้มแข็งก่อนที่จะมุ่งสู่ตลาดอาเซียน และระดับสากลต่อไป” นายภักดิ์ กล่าว
สำหรับการประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อขอความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินโครงการจากผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ในอุตสาหกรรมนี้ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาและพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้าง ที่ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการอย่างแท้จริง
โดยที่ประชุมได้เสนอแนวคิดสำหรับแนวทางการจัดทำฐานข้อมูล ที่จะเก็บจากกลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้างและธุรกิจต่อเนื่องทั้งกลุ่มต้นน้ำ กลางน้ำ และปลาย ซึ่งปัจจุบันธุรกิจมีการปิดตัวจำนวนมาก และเพื่อเป็นการปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัย และจัดทำฐานข้อมูลที่ครบถ้วน อีกทั้งเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการโดยตรง
ขณะเดียวกันที่ประชุมมีความเห็นว่า ในส่วนของปัญหาและความต้องการของผู้ประกอบการนั้น สามารถเก็บข้อมูลได้จากการสัมภาษณ์ และการจัด Focus Group ทั้งส่วนกลาง และภูมิภาค โดยมีเป้าหมายในการจัดทำฐานข้อมูลจำนวน 5,000 กิจการ ทั้งที่เป็นกิจการที่เป็นสมาชิก และไม่เป็นสมาชิก กลุ่ม สมาคม องค์กรอื่นๆ ด้วย
ส่วนการจัดทำหลักสูตรในการพัฒนาผู้ประกอบการและบุคลากรด้านช่าง ควรมีการจัดประชุม กลุ่มย่อย (Focus Group) เพื่อให้ทราบถึงประเด็นปัญหา และความต้องการหลักสูตรการฝึกอบรมของผู้ประกอบการและนายช่างในอุตสาหกรรมก่อสร้างและธุรกิจต่อเนื่อง เพื่อจะได้จัดและพัฒนาหลักสูตรได้ตรงกับปัญหาและความต้องการ และการดำเนินงานโครงการฯ ควรเพิ่มสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) สมาคมภูมิสถาปนิกแห่งประเทศไทย และสมาคมมัณฑนากรแห่งประเทศไทย เข้ามา เนื่องจากทั้ง 2 สมาคม สามารถเชื่อมโยงธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กได้ เช่น กลุ่มผู้รับเหมาตกแต่งภายใน ฯลฯ
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีความเห็น ว่าการสร้างและพัฒนาเครือข่ายผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมก่อสร้างและธุรกิจต่อเนื่อง ควรเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลและการอบรมจากกลุ่ม สมาคม องค์กร และขอความความร่วมมือกับ สภาหอการค้าไทยแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ด้วย
“อุตสาหกรรมก่อสร้างตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ มีความแตกต่างกันทั้งประเภทและขนาดของธุรกิจ ทำให้มีการจัดการและแนวคิดการทำงานที่แตกต่างกันมาก ดังนั้น หลักสูตรการอบรมควรจะต้องมีความแตกต่างกันตามประเภทของธุรกิจ หากมีหลักสูตรที่จัดอบรมเป็นแบบกลางๆ โดยไม่รู้ว่ากลุ่มนั้นๆ ต้องการอะไร จะทำให้ไม่ได้ประสิทธิภาพอย่างแท้จริง จึงควรมีการจัด Focus group กลุ่มย่อยในแต่ละประเภทและขนาดของธุรกิจที่มีการทำงานคล้ายคลึงกันก่อนเพื่อรับทราบความต้องการของผู้ประกอบการ จึงจะสามารถจัดทำหลักสูตรการอบรมที่ตรงความต้องการและเหมาะสม หลังจากนั้นจึงกระจายไปสู่กลุ่มที่ใกล้เคียงกัน เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างเครือข่าย ก็จะทำให้การขยายตัวของธุรกิจมีความชัดเจนขึ้น” นายภักดิ์ กล่าว
