กสอ.เปิดเวทีแสดงศักยภาพผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ พร้อมดึงSMEsไขไอเดียคิดเพิ่มค่าสินค้าไทย
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม จัดงานนิทรรศการ เชิงสร้างสรรค์และประกวดผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ประจำปี 2554 ระหว่างวันที่ 11 – 14 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา โดยจัดขึ้นที่ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ หวังเพิ่มช่องทางการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งเผยแพร่ความรู้และแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมให้มากขึ้น
นายสุรศิษฏ์ บุญญาภิสันท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า การสร้างนวัตกรรมไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมด้านกระบวนการ นวัตกรรมด้านดีไซน์ หรือนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ ล้วนเป็นการสร้างมูลค่า (Value Creation) ที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์สามารถแข่งขันได้ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ
การพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้และกระตุ้นการใช้ความคิดสร้างสรรค์ให้กับ SMEs ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ที่ยังขาดโอกาส มุมมอง และความเข้าใจในตลาดสากล รวมทั้งการขาดเวทีในการนำเสนอสินค้าและบริการ
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) จึงมีแนวคิดในการส่งเสริมภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์เพื่อการนำไปสู่การยกระดับสินค้าและบริการของผู้ประกอบการ ด้วยการพัฒนาองค์ความรู้ทางเทคโนโลยีนวัตกรรมและการพัฒนารูปแบบสินค้าอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ ทั้งในด้านการส่งเสริมภูมิปัญญานวัตกรรมอย่างเหมาะสมตามศักยภาพในแต่ละพื้นที่ต่าง ๆ ของภูมิภาค การสนับสนุนให้เกิดการสร้างธุรกิจเดิมสู่ธุรกิจสร้างสรรค์ การผลักดันให้ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไปสู่เชิงพาณิชย์ รวมทั้ง การสร้างโอกาสและเพิ่มช่องทางการตลาดให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ตลอดจนการสนับสนุนให้ภาคเอกชนสามารถต่อยอดสินค้าไปสู่ผู้บริโภคได้อย่างตรงตามความต้องการและสอดคล้องกับแนวโน้มของตลาด
การจัดแสดงนิทรรศการส่งเสริมนวัตกรรมอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ พร้อมการจัดประกวดผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ประจำปี 2554 จึงเกิดขึ้นเพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs และวิสาหกิจชุมชนได้รับความรู้ด้านนวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ เกิดความตระหนัก และเล็งเห็นถึงความสำคัญของแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม รวมทั้งเป็นการเผยแพร่ต้นแบบผลิตภัณฑ์นวัตกรรม และข้อมูลทางวิชาการไปยังกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ตลอดจนการสร้างแรงจูงใจด้วยวิธีการจัดประกวดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์โดยเน้นผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน
นายวุฒิชัย ตางาม ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 - 14 สิงหาคม 2554 ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขาแจ้งวัฒนะ โดยมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์และต้นแบบ ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมทั้งสิ้น 203 ผลิตภัณฑ์ การจัดบูธแสดงสินค้าจากผู้ประกอบการมีความโดดเด่นด้านผลิตภัณฑ์นวัตกรรม 40 ราย และการจัดประกวดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์โดยเน้นผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ รวมทั้งการจัดเวทีเสวนาของผู้ประกอบการที่ชนะการประกวด เพื่อจุดประกายความคิดและไอเดียใหม่ ๆ ให้กับผู้เข้าร่วมงานในครั้งนี้ด้วย
ผลการประกวดผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ประจำปี 2554 มีดังต่อไปนี้
รางวัลที่ 1 บริษัท นิธิฟู้ดส์ จำกัด ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท
รางวัลที่ 2 บริษัท ซองเดอร์ไทยออร์แกนิคฟู้ด จำกัด ได้รับเงินรางวัล 20,000 บาท
รางวัลที่ 3 บริษัท ฟอร์แคร์ จำกัด ได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท
รางวัลชมเชย 7 รางวัล รางวัลละ 5,000 บาท
- บริษัท โฮเม่ ( ประเทศไทย ) จำกัด
- บริษัท กฤษณา กรีนโกลด์ จำกัด
- บริษัท กรีนฟู้ดส์ จำกัด
- บริษัท บ้านธัญญาทิพย์ ออร์การ์นิค แอนด์ เฮลท์ตี้ฟู้ด จำกัด
- บริษัท ฟู้ดส์ มิกซ์ กรุ๊ป จำกัด
- หจก. สินสาลีสแน็คแอนด์บิสกิต
- บริษัท ปกธนพัฒน์ จำกัด
การจัดงานครั้งนี้คาดว่าจะได้รับความสนใจจากประชนชนเป็นจำนวนมาก เนื่องจากตรงกับช่วงเทศกาลวันแม่แห่งชาติที่มีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน และสถานที่จัดงานอยู่ในห้างสรรพสินค้าที่มีประชาชนเดินทางมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเผยแพร่องค์ความรู้ ผลงานนวัตกรรมที่มีความหลากหลาย สร้างสรรค์ และเป็นประโยชน์ รวมทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้นำสินค้าที่ตนเองพัฒนาขึ้นใหม่มาทดสอบตลาดเพื่อศึกษาแนวโน้มของผู้บริโภคด้วย นายวุฒิชัยฯ กล่าว

ซีเอ เทคโนโลยีเปิดตัวโซลูชั่นช่วยลดความซับซ้อนในการเลือกใช้งานระบบคลาวด์
โซลูชั่นที่หลากหลาย ครบทุกความต้องการช่วยให้ธุรกิจและผู้ให้บริการคลาวด์ติดตั้งและใช้งานระบบคลาวด์เชิงธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว

ทุกธุรกิจ ต้องการรุกตลาดให้เร็วที่สุด ในขณะที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงทุนและดำเนินการ ทั้งหมดนี้ส่งผลให้มีการใช้งานคอมพิวเตอร์ระบบคลาวด์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกิดทางเลือกต่างๆ ในการใช้งานคลาวด์และบริการคลาวด์เกิดขึ้นมากมาย ซีเอ เทคโนโลยีขอนำเสนอแนวทางใหม่ที่จะช่วยลดปัญหาการเลือกใช้งานระบบคลาวด์สำหรับธุรกิจเอนเทอร์ไพรซ์ และบริษัทผู้ให้บริการ ด้วยโซลูชั่นใหม่ ๆ และอัพเดตล่าสุดของผลิตภัรฑ์ซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่ สามารถวางแผน ติดตั้งใช้งานระบบคลาวด์เชิงธุรกิจได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่าย
“Cloud Choice” คือคำเรียกสถานการณ์การใช้งานแอพพลิเคชั่นที่หลากหลาย และผสมผสานกันอย่างยืดหยุ่นระหว่างระบบคอมพิวเตอร์แบบเดิม ระบบคลาวด์ และระบบผสม โดยธุรกิจระดับเอ็นเทอร์ไพรซ์กำลังเผชิญกับการตัดสินใจในวันนี้ว่าจะย้ายระบบแอพพลิเคชั่นมายังคลาวด์หรือไม่ และถ้าต้องย้าย เมื่อไหร่จึงเป็นเวลาที่เหมาะสม โดยเมื่อตัดสินใจว่าจะใช้คลาวด์แล้ว ก็จะต้องเลือกประเภทของคลาวด์ให้เหมาะกับงาน ซึ่งมีอยู่สามแบบ คือ แบบสาธารณะ แบบที่ใช้เฉพาะในองค์กร หรือแบบผลม ซึ่งดูได้จากแอพพลิเคชั่นที่ใช้งานตลอดจนความต้องการใช้งานทั้งในปัจจุบันและอนาคต
ในการจะเลือกคอมพิวเตอร์ระบบคลาวด์ให้เหมาะสมและตรงกับการใช้งานนั้น จะต้องคำนึงถึงปัจจัยเรื่องธุรกิจ การจัดการและระบบรักษาความปลอดภัยเป็นอย่างแรก ซึ่งทางซีเอ เทคโนโลยี ได้นำเสนอทั้งผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นต่างๆ อย่างครบวงจรในการติดตั้งการใช้งานระบบคลาวด์ นับตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผน ออกแบบระบบ ติดตั้ง รักษาความปลอดภัย ตลอดจนใช้งานจริงได้อย่างมั่นใจ
“นานกว่าปีเต็มที่เราพูดกันถึง ตัวเลือกต่างๆ ของระบบคลาวด์ที่จะนำมาใช้งานสร้างระบบซัพพลายเชนไอที ที่ตัวองค์กรสามารถตัดสินใจได้ในเรื่องการใช้งานทรัพยากรไอทีทั้งภายในและภายนอกบริษัท มาวันนี้ตัวเลือกยิ่งทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้น เพราะบริษัทต่างๆ ได้ขยายขอบเขตการใช้เซอร์วิสคลาวด์ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งาน” ไลโอเนล ลิม ประธานบริหาร เอเชีย แปซิฟิก บริษัทซีเอ เทคโนโลยีกล่าว “ ความซับซ้อนนี้ทำให้เรื่องของการบริหารจัดการและการรักษาความปลอดภัยกลายเป็นปัจจัยแรก ๆ ที่ต้องคำนึงในการใช้งานระบบคลาวด์ โดยเฉพาะเรื่องการเลือกใช้งาน ซึ่งในสถานการณ์นี้ ระบบบริหารและการรักษาความปลอดภัยในวงกว้างของเราจะช่วยให้ลูกค้าผู้ใช้งานสามารถรับมือกับปัญหาความซับซ้อนในการเลือกใช้งานระบบคลาวด์ได้เป็นอย่างดี ”
สำหรับรายชื่อโซลูชั่นใหม่ และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มีการอัพเดตในวันนี้ได้แก่ : CA Business Service Insight 8.0, CA Automation Suite for Clouds 1.0, CA Automation Suite for Datacenters 12.5, CA Virtual Placement Manager 1.0, CA AppLogic 3.0 และ CA NetQoS® Unified Communications Monitor 3.2
“ในยุคที่ระบบคลาวด์กำลังขยายตัว และมีทางเลือกการใช้งานเพิ่มขึ้นมากมาย ดังนั้นจะต้องใส่ใจในเรื่องการบริหารจัดการและการรักษาความปลอดภัยให้กับแอพพลิเคชั่นที่รันบนระบบคลาวด์ตั้งแต่เริ่มต้น หากไม่มีความชัดเจนตรงนี้ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจะสูงเกินกว่าจะรับมือได้ ” โจ กรีน หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยี ประจำศูนย์ Web Technologies Center of Excellence บริษัท GE Healthcare กล่าว “สำหรับธุรกิจของเรา ตัวแปรสำคัญในการเลือกใช้บริการแอพพลิเคชั่นในคลาวด์ที่จะตัดสินว่าเราจะทำตรงนี้เอง หรือเอาท์ซอร์สการทำงานออกไป จะอยู่ที่ว่ามีผลิตภัณฑ์ให้เลือกใช้งานมากเพียงใด สามารถปรับใช้และขยายไปตามธุรกิจ และรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้หรือไม่ อย่างไร คือเรื่องที่สำคัญที่สุด’”
การนิคมฯยกระดับรร.เชิงนิเวศ เฉลิมพระเกียรติฯ นำร่อง9 แห่ง ร่วมปลูกจิตสำนึกเยาวชนรักษ์สิ่งแวดล้อม
กนอ.จับมือ สถานประกอบการ - สถานศึกษา ปั้น โครงการ “ก้าวสู่โรงเรียนเชิงนิเวศด้วยกัน” เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมายุ 84 พรรษา นำร่อง 9 โรงเรียนต้นแบบในปี 2554 ปลูกฝังเยาวชนไทยมีส่วนร่วมบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม-พลังงาน

เมื่อวันที 9 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา นางอัญชลี ชวนิชย์ ประธานมูลนิธินิคมอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยว่า ได้มีการลงนามความร่วมมือในการจัดตั้งโครงการ “ก้าวสู่โรงเรียนเชิงนิเวศด้วยกัน”(Towards Eco-School Together:TEST) ระหว่าง กนอ. มูลนิธินิคมอุตสาหกรรมไทย กับ วิศวกรหญิงแห่งประเทศไทยภายใต้วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมนิคมอุตสาหกรรมไทยและพันธมิตร เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา พร้อมกับแผนสนับสนุนให้โรงเรียนโดยรอบนิคมฯ มีการบริหารจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อมให้เกิดประโยชน์สูงสุด เกิดกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ รวมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมระหว่างโรงเรียน โรงงาน ครอบครัว และชุมชน
“โครงการนี้จะเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างภาคอุตสาหกรรมและโรงเรียน เพื่อปลูกจิตสำนึกให้เด็กและเยาวชนรักษ์สิ่งแวดล้อมและตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยผ่านกระบวนการถ่ายทอดจากผู้มีประสบการณ์ภาคอุตสาหกรรมให้กับนักเรียนซึ่งเป็นตัวแทนของโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อให้ทราบถึงกรอบและแนวทางการพัฒนา พร้อมกับการประเมินผลเพื่อทำการคัดเลือกโรงเรียนที่ผ่านเกณฑ์เข้ารับรางวัลและเชื่อว่าโครงการนี้จะเป็นประโยชน์ให้เด็กและเยาวชนเห็นคุณค่าระบบเชิงนิเวศกันมากขึ้น”นางอัญชลีกล่าว
สำหรับ ขั้นตอนการดำเนินงานเพื่อมุ่งสู่การเป็นโรงเรียนเชิงนิเวศ จะมีทั้งหมด 9 ขั้นตอน ดังนี้ 1.การแต่งตั้งคณะทำงานด้านเศรษฐกิจนิเวศ 2.จัดตั้ง “ศูนย์ Eco” ในโรงเรียนเชิงนิเวศ 3.จัดตั้งชมรม Eco ในโรงเรียนเชิงนิเวศ 4.วิเคราะห์ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานที่ใช้ในโรงเรียน 5.จัดทำแผนปฏิบัติการ ด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงาน 6.ประกาศเจตนารมณ์ด้านสิ่งแวดล้อม 7.แผนปฏิบัติการ โดยการมีส่วนร่วม ของทุกคนในกิจกรรมต่างๆ 8.บูรณาการการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาและการจัดการความรู้เพื่อเผยแพร่สู่ชุมชน และการจัดทำข้อมูลพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อม และ 9.ติดตามและประเมินผลการทำงาน เพื่อการพัฒนาและปรับปรุงต่อไป
โครงการ “ก้าวสู่โรงเรียนเชิงนิเวศด้วยกัน”(Towards Eco-School Together :TEST) มีกรอบการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2554 – 2556 ซึ่งจะมีการคัดเลือกโรงเรียนที่อยู่รอบ 45 นิคมฯ ทั่วประเทศ เข้าร่วมโครงการฯ โดยจะเริ่มนำร่องในปี 2554 จำนวน 9 โรงเรียน และจะพัฒนาให้แล้วเสร็จ 84 โรงเรียน ภายในปี 2556 โดยการดำเนินการดังกล่าว นับได้ว่าเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนสถานศึกษา และสอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11(พ.ศ.2555-2559) รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมืองเชิงนิเวศในพื้นที่เศรษฐกิจหลักอีกด้วย
อีสท์ วอเตอร์ ผ่อนผันส่งน้ำเอเพ็ค หล่อเย็นสารเคมี หวั่นเกิดระเบิดรุนแรง
บริษัท อีสท์ วอเตอร์ จำกัด (มหาชน) ตัดสินใจขยายเวลาระงับการส่งน้ำดิบให้บริษัท เอเพ็ค ปิโตรเคมิคอล เพื่อหล่อเย็นสารเคมีไวนีลคลอไรด์ โมโนเมอร์ (VCM) ห่วงผลกระทบกับชุมชนหากเกิดการระเบิดรุนแรง แม้บริษัทจะผิดชำระหนี้และต้องถูกตัดน้ำแล้วก็ตาม

นายประพันธ์ อัศวอารี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์ วอเตอร์ เปิดเผยว่า บริษัท เอเพ็ค ปิโตรเคมิคอล จำกัด ได้มีหนังสือขอผ่อนผันการชำระหนี้ค่าน้ำดิบและร้องขอให้ขยายเวลาระงับการจ่ายน้ำออกไป เนื่องจากเกรงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากถังเก็ยสารเคมีดังกล่าวระเบิดซึ่งจะส่งผลต่อชุมชน และสิ่งแวดล้อมรอบพื้นที่มาบตาพุดที่มีประชาชนอาศัยอยู่กว่า 3,000 คน
แม้ว่าอีสท์ วอเตอร์ จะกังวลถึงปัญหาหนี้ค้างชำระของบริษัทอิมเพ็ค แต่ก็คำนึงถึงผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมมาบตาพุดด้วยเช่นกัน จึงตัดสินใจขยายเวลาการระงับจ่ายน้ำดิบให้กับบริษัทเอเพ็คออกไป เพื่อนำไปหล่อเย็นถังจัดเก็บสาร VCM ป้องกันการระเบิด จนกว่าการขนย้ายสารเคมีดังกล่าวไปเก็บที่บริษัท ปตท.เคมิคอล จะแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคม และจะดำเนินการปิดสถานีจ่ายน้ำอย่างถาวรในวันที่ 31 สิงหาคม 2554 ต่อไป
กนอ.จับมือ ไทร เบคก้าฯผุดนิคมฯหลักชัยเมืองยาง ปั้น อุตฯยางพาราขั้นปลาย เฟสแรกปี’55
กนอ. จับมือ บริษัท ไทร เบคก้า เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด ผุด นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จังหวัดระยอง บนพื้นที่ 2,441 ไร่ ชูนิคมฯเพื่อชุมชน ชี้ทิศทางอุตสาหกรรมยางขณะนี้มีอัตราการเติบโตและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง คาดเฟสแรกของโครงการฯแล้วเสร็จในปี 2555

นางมณฑา ประณุทนรพาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า วันนี้ (8 ส.ค.54) กนอ.ได้มีการลงนามสัญญาร่วมดำเนินงานกับบริษัท ไทร เบคก้า เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด ในการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นนิคมฯร่วมดำเนินงานกับ กนอ. โดยมีอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแปรรูปยางพาราขั้นปลาย และอุตสาหกรรมอื่นๆที่เกี่ยวเนื่อง อีกทั้งยังมีการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาง ไม้ยางพารา เพื่อเป็นการยกระดับและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมยางพาราอีกด้วย
ทั้งนี้ นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง มีแผนพัฒนาในระยะ 3 ปี ด้วยมูลค่าการลงทุนประมาณ 3,240 ล้านบาท พื้นที่โครงการประมาณ 2,441 ไร่ ตั้งอยู่ในพื้นที่ ตำบลสำนักทอง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง โดยมีความได้เปรียบของทำเลที่ตั้งใกล้ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด สนามบินอู่ตะเภา ซึ่งมีความสะดวกในการคมนาคมขนส่งทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ รวมทั้งอยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบ นอกจากนั้นแล้ว ภายในนิคมฯ ยังมีการจัดสรรพื้นที่ในการจัดสำนักงานโครงการฯและสถาบันฝึกอบรม-พิพิธภัณฑ์ยางพารา เพื่อการพัฒนาและวิจัยอุตสาหกรรมยางพาราอีกด้วย โดยจะสามารถพัฒนาเพื่อขออนุมัติในการเดินหน้าโครงการต่อไปและเปิดดำเนินการเฟสแรกได้ในปี 2555
“การดำเนินงานโครงการฯดังกล่าว ผู้พัฒนาได้ดำเนินการตามกระบวนการจัดทำรายงานศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) คาดว่าจะแล้วเสร็จ พร้อมเสนอ สผ.พิจารณา ประมาณเดือนพฤศจิกายน 2554 นี้ บริษัทฯมีเป้าหมายในการพัฒนาที่ชัดเจนที่คำนึงถึงผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม และชุมชน ซึ่งมั่นใจได้ว่าการพัฒนานิคมฯจะนำไปสู่การสร้างงาน และสร้างรายได้กับท้องถิ่น ในรูปแบบ Clusterอุตสาหกรรมยางพาราขั้นปลาย นิคมฯดังกล่าวยังมุ่งส่งเสริมการวิจัยผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าอีกด้วย” นางมณฑากล่าว
สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราในประเทศไทยช่วงครึ่งปีหลัง2554 มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวและความต้องการของประเทศคู่ค้า เช่น จีนและอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ของประเทศไทยมีความต้องการซื้อยางสต็อกไว้จำนวนมากและเชื่อว่าอุตสาหกรรมยางในปีนี้จะเติบโตสูงขึ้นต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

ไบเทคเปิดประตูต้อนรับรถไฟฟ้าบีทีเอส พร้อมชูกลยุทธ์เด็ดสนับสนุนกิจกรรมการตลาดตลอดปี
ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคเปิดประตูต้อนรับรถไฟฟ้าบีทีเอสสายสุขุมวิท ส่วนต่อขยายจากสถานีอ่อนนุชถึงแบริ่ง สามารถโดยสารมาลงสถานีบางนาและเข้าสู่ประตูด้านถนนสุขุมวิท ซึ่งเปิดบริการให้นั่งฟรี! ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2554 – 1 มกราคม 2555 พร้อมชูกลยุทธ์เด็ดสนับสนุนการจัดกิจกรรมทางการตลาดตลอดปี

เมื่อวันที่4 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา นางสาวปนิษฐา บุรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและขาย ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กล่าวว่า “ไบเทคมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้เปิดประตูต้อนรับรถไฟฟ้าบีทีเอสสาย สุขุมวิท ส่วนต่อขยายจากสถานีอ่อนนุชถึงแบริ่ง ในวันที่ 12 สิงหาคม 2554 นี้ ซึ่งผู้มาชมงานสามารถโดยสารมาลงสถานีบางนาและเข้าสู่ประตูด้านถนนสุขุมวิท ทั้งนี้เรายังมีบริการรถรับ–ส่ง จากประตูไบเทคเข้าสู่ศูนย์นิทรรศการและการประชุม สำหรับทุกงานที่จะจัดขึ้นตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีนี้เป็นต้นไป”
การเปิดให้บริการส่วนต่อขยายในครั้งนี้ บีทีเอสยังไม่คิดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2554 – 1 มกราคม 2555 ซึ่งทำให้การเดินทางมาไบเทคง่าย รวดเร็วกว่า และประหยัดเวลา รวมถึงช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้จัดงาน ลูกค้า และผู้ที่ต้องการเดินทางมาชมงาน สำหรับโครงการก่อสร้างไบเทค สกายวอล์ค (Sky Walk) เป็นทางลอยฟ้าตั้งอยู่ในพื้นที่ไบเทคด้านถนนสุขุมวิท ที่จะทำการต่อกับสะพานลอยเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าของกรุงเทพมหานครที่ได้กำหนดไว้ ทางไบเทคได้ทำการก่อสร้างให้เป็นทางเลื่อน พร้อมติดตั้งระบบปรับอากาศตลอดทางเดิน ซึ่งหากทางกทม. ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ ก็จะสามารถเชื่อมต่อได้ทันที
เมื่อเดินมาสิ้นสุดที่สกายวอล์ค ยังนำไปสู่เวลคัม ฮอลล์ (Welcome Hall) ที่ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1,700 ตาราง เมตร โดยพื้นที่ส่วนนี้จะติดต่อกับอาคารนิทรรศการและการประชุมที่มีอยู่ ซึ่งสามารถรองรับการจัดงานที่หลากหลาย เช่น การจัดงานแถลงข่าว งานเปิดตัวสินค้า นิทรรศการขนาดย่อม การเลี้ยงรับรอง และอื่น ๆ ซึ่งจะเปิดในปี 2555 ภายใต้จุดยืนในการเป็นศูนย์นิทรรศการและการประชุมระดับแนวหน้าของประเทศไทย
“เรา มีการวางแผนกลยุทธ์เพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางการตลาดตลอดปี เพื่อให้สอดคล้องกับการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสส่วนต่อขยาย โดยมีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้ร่วมสนุก เพื่อมอบบัตรบีทีเอส สกาย สมาร์ทพาส ประเภทเติมเงินของไบเทค ที่ได้ออกแบบเป็นพิเศษในวาระการเปิดบริการส่วนต่อขยายนี้ อีกทั้งยังมีการมอบบัตรรับประทานอาหาร – เครื่องดื่มฟรี ในร้านอาหารและซุ้มเครื่องดื่มของไบเทค ตั้งแต่เดือนสิงหาคมจนถึงสิ้นปี 2554”
“พร้อม ทั้งยังมีการประชาสัมพันธ์การเดินทางมาไบเทคด้วยบีทีเอสผ่านช่องทางที่ หลากหลาย เพื่อสร้างการรับรู้และจดจำแก่ผู้ที่เดินทางมาชมงาน อาทิเช่น เว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย - เฟสบุ๊ค ทวิสเตอร์ ยูทูบ สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ดิจิตอลมีเดีย ทั้งภายในศูนย์นิทรรศการและการประชุมและภายนอก รวมถึงการใช้สื่อนอกอาคารสถานที่” นางสาวปนิษฐา กล่าวสรุป
บีโอไอเเผย ลงทุน 7 เดือนสดใสเพิ่ม 45.5% บีโอไอมั่นใจมูลค่าลงทุนทั้งปีทะลุเป้า 4 แสนล้าน
บีโอไอเผยยอดขอรับส่งเสริม 7 เดือน เฉียด 300,000 ล้านบาท มูลค่าลงทุนกรกฏาคมเดือนเดียวกว่า 53,000 ล้านบาท สูงที่สุดเมื่อเทียบจากตั้งแต่ช่วงต้นปี เลขาธิการบีโอไอ มั่นใจทิศทางลงทุน โตต่อเนื่องดันการลงทุนปีนี้ เกินเป้าหมาย 400,000 ล้านบาท ชี้กระแส บีโอไอแฟร์ 2011 กระตุ้นความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น
นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงภาวะการลงทุนในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา (มกราคม-กรกฏาคม 2554) ว่า มีโครงการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน ทั้งสิ้น 1,030 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 299,500 ล้านบาท โดยจำนวนโครงการ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มี 747 โครงการ หรือเพิ่มขึ้น 37.9% ในขณะที่มูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 45.5%
ทั้งนี้การขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม 2554 โดยเฉพาะการลงทุนในเดือน กรกฎาคม 2554 เดือนเดียว มียื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจำนวนถึง 161 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 53,600 ล้านบาท สูงที่สุดในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา โดยมีขนาดการลงทุนกระจายทั้งในส่วนของโครงการขนาดกลางและเล็ก จนถึงโครงการขนาดใหญ่ ที่มีมูลค่าเงินลงทุนตั้งแต่ 1,000 ล้านบาท ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนเข้ามามาก อาทิ โครงการผลิตเครื่องปรับอากาศ โครงการผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี รวมถึงกิจการขนส่งทางอากาศ กิจการนิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น
“เมื่อพิจารณาจากตัวเลขการลงทุนล่าสุด ซึ่งอยู่ที่เกือบ 300,000 ล้านบาท จึงทำให้บีโอไอมั่นใจได้ว่าการลงทุนของไทยปีนี้ จะเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 400,000 ล้านบาทได้ เนื่องจากแนวโน้มความสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยยังมีการเติบโตไปจนถึงสิ้นปี 2554 ได้ โดยเฉพาะในช่วงปลายปีซึ่ง บีโอไอ จะมีการจัดงานนิทรรศการใหญ่ บีโอไอแฟร์ 2011 ซึ่งจะยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพและสร้างความเชื่อมั่นในการเป็นฐานการลงทุนของไทยในระดับภูมิภาคได้ยิ่งขึ้น”นางอรรชกากล่าว
นางอรรชกา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกิจการที่มีการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในช่วง 7 เดือน มีกระจายในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ทั้งนี้กิจการที่นักลงทุนให้ความสนใจยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนมากที่สุด ได้แก่ ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง จำนวน 265 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 83,100 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งจำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มี 140 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 26,600 ล้านบาท
รองมาเป็น กิจการบริการและสาธารณูปโภค จำนวน 222 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 61,500 ล้านบาท โครงการปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มี 214 โครงการ ในขณะที่มูลค่าเงินลงทุนปรับลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันปีก่อน
กิจการ เคมี กระดาษ และพลาสติก จำนวน 141 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 49,900 ล้านบาท จำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มี 93 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 16,200 ล้านบาท และ กิจการ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า มีจำนวน 146 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 46,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นทั้งจำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุน จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มี 111 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 13,600 ล้านบาท
ทีดีอาร์ไอแนะรัฐเจรจาผ่อนคลายกฎแหล่งกำเนิดสินค้าในFTA เร่งรัดการออกใบรับรอง
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย จับมือสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จัดสัมมนาเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยรู้จักการใช้ประโยชน์จากFTA กฎแหล่งกำเนิดสินค้าและเครือข่ายการผลิตในอาเซียน
ทีดีอาร์ไอชี้กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าและกระบวนการออกใบรับรองเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการใช้ประโยชน์จากFTAหากแก้ไขได้ ภาคอุตสาหกรรมจะได้ประโยชน์จากการเข้าร่วมเครือข่ายการผลิตในอาเซียนมากขึ้น
นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เสนอผลการศึกษาในการสัมมนาหัวข้อ “การใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า และเครือข่ายการผลิตในอาเซียน” ที่ สศอ. และทีดีอาร์ไอร่วมกันจัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ในปี2553 ภาคส่งออกไทยและภาคนำเข้าไทยได้ประโยชน์จากการประหยัดภาษีศุลกากรจาก FTA ต่างๆได้ถึง 1 แสนล้านบาท และ5.9หมื่นล้านบาท ตามลำดับ โดยFTA เป็นความตกลงที่ผู้ประกอบการไทยใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแบบแผนการค้าระหว่างประเทศของไทยที่มีการพึ่งพาอาเซียนสูง
นายสุนทร ตันมันทอง นักวิจัยจากทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า การที่ประเทศไทยค้าขายกับประเทศสมาชินอาเซียนสูง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเกิดเครือข่ายการผลิตในอาเซียน ที่เกิดจากบริษัทข้ามชาติกระจายการผลิตสินค้า โดยเฉพาะชิ้นส่วนต่างๆ ไปยังประเทศที่มีความพร้อมมากที่สุด จากการศึกษาพบว่าในช่วย 10 ปีที่ผ่านมา อาเซียนใช้ชิ้นส่วนยานยนต์ที่ผลิตได้ในภูมิภาคเพิ่มขึ้น 10% โดยไทยได้กลายเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แทนญี่ปุ่นหลายรายการ ส่วนอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์และพลาสติกก็ใช้สินค้าขั้นกลางจากอาเซียนเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 5% ซึ่งสัมพันธ์กับการใช้สิทธิประโยชน์ในAFTAที่สูงขึ้น ในขณะเดียวกันอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มและอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้ากลับมีการใช้สินค้าขึ้นกลางจากอาเซียนลดลงถึง 11% และ8% ตามลำดับ โดยกันไปใช้สินค้าจากจีนแทน
นายณัฐวุฒิ ลักษณาปัญญากุล นักวิจัยอาวุโสจากทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ที่ผ่านมาผู้ประกอบการในประเทศไทยส่วนหนี่งยังไม่สามารถเก็บเกี่ยวประโยชน์จากFTA ได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากพบปัญหาและอุปสรรคต่างๆอย่างน้อย 3 ข้อ คือ 1.ยังมีสินค้าที่อยู่นอกรายการลดภาษีหรืออยู่ในรายการสินค้าที่อ่อนไหว 2.สินค้าไม่ผ่านกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิด 3.ผู้ส่งออกเห็นว่าการตรวจโครงสร้างต้นทุนและการออกใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าใช้เวลานาน ทำให้ผู้นำเข้าเคลียร์สินค้าออกได้ช้า นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องดุลพินิจของเจ้าหน้าทีในการให้ใบรับรองแหล่งกำเนิด
นายเชษฐา อินทรวิทักษ์ นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอ กล่าวสนับสนุนข้อสรุปที่ว่า กฎว่าด้วยแหล่งกำเนินสินค้าเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการใช้ประโยชน์จากFTA โดยการศึกษาจากแบบจำลองทางเศรษฐมิติพบว่า การผ่อนคลายกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าน่าจะส่งผลต่อการเพิ่มอัตราการใช้สินธิประโยชน์และมูลค่าการค้ามากกว่าการลดอัตราภาษีศุลกากรให้เหลือศูนย์ทุกรายการ
นายสมเกียรติกล่าวสรุปว่า เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทยได้ใช้ประโยชน์จากFTA มากขึ้น นอกจากการเจรจาผ่อนคลายกฎแหล่งกำเนิดสินค้า ภาครัฐควรให้ข้อมูลและคำปรึกษา รวมทั้งจัดทำคู่มือการใช้สิทธืประโยชน์แก่ผู้ประกอบการ และควรเร่งรัดกระบวนการพิจารณาการออกใบรับรอง โดยอาจกำหนดตัวชี้วัดประสิทธิภาพการดำเนินงาน ตามระยะเวลาที่ใช้ในการพิจารณา และจำนวนข้อร้องเรียนจากผู้ประกอบการ
สศอ. เผย สินค้าอุตฯ ครึ่งปีแรก ส่งออกพุ่งพรวด ร้อยละ 19
สศอ. เผยครึ่งปีแรก สินค้าอุตฯ โกย 8.5 หมื่นล้านเหรียญ เข้าประเทศ กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์-ยานยนต์-เม็ดพลาสติก เป็นตัวนำ
นางสุทธินีย์ พู่ผกา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ภาพรวมการส่งออกครึ่งปีแรก 2554 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมมีมูลค่าการส่งออก 85,090.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 19.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสินค้าอุตสาหกรรมไม่รวมทองคำแท่งมูลค่าการส่งออก 81,679.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 20.4% ซึ่งการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวดีอย่างต่อเนื่อง แม้ต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น การเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติในประเทศญี่ปุ่น และปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรป เป็นต้น ขณะที่สัดส่วนของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมครึ่งปีแรกอยู่ประมาณ 74% ของการส่งออกทั้งหมด ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตุ แม้สัดส่วนการส่งออกจะลดลง (เดิมประมาณ 75-78%) แต่มูลค่าการส่งออกของสินค้าอุตสาหกรรมกลับยังสูงขึ้นประมาณ 19% เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของภาคอุตสาหกรรมไทย ที่สามารถผลิตสินค้าที่สร้างมูลค่าได้สูงขึ้น ตอบสนองความต้องการของลูกค้าระดับบนได้มากขึ้น
นางสุทธินีย์ กล่าวว่า เครื่องใช้ไฟฟ้า ครึ่งปีแรก 2554 มีมูลค่าการส่งออก 11,587.33 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการส่งออกปรับตัวดีในทุกตลาดสำคัญ ทั้งตลาดอาเซียน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ สหภาพยุโรป ซึ่งมีการขยายตัวในระดับ 13.8%, 33.8%, 26.2% และ 12.8% ตามลำดับ โดยสินค้าสำคัญที่ส่งผลต่อการขยายตัวได้แก่ เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น
เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ครึ่งปีแรก 2554 มีมูลค่าการส่งออก 16,500.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นการส่งออกไปยังตลาดฮ่องกง อาเซียน สหภาพยุโรป ขยายตัว 34.2%, 2.0%, 2.1% ตามลำดับ ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะความต้องการสินค้าในตลาดดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผู้สินค้าในกลุ่มนี้ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆออกมากระตุ้นตลาด เพื่อสนองความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามการส่งออกไปยังตลาดจีน สหรัฐฯ หดตัว 4.7% และ 4.4% ตามลำดับ เนื่องจากความต้องการในตลาดดังกล่าวที่ชะลอตัว
รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ครึ่งปีแรก 2554 มีมูลค่าการส่งออก 8,738.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยส่งออกไปอาเซียนขยายตัว 5.6% ขณะที่การส่งออกไปตลาดหลักอย่างออสเตรเลียหดตัว 17.5% สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งปี 2554 คาดว่าจะมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในช่วงต้นปี 2554 อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในประเทศญี่ปุ่น แต่ก็ถือว่ามีการฟื้นตัวที่เร็ว โดยในปี 2554 จะมีการผลิตรถยนต์ 1,800,000 คัน เพิ่มขึ้น 9.40% แบ่งเป็นการจำหน่ายในประเทศ 900,000 คัน เพิ่มขึ้น 12.45% และการส่งออก 900,000 คัน เพิ่มขึ้น 0.46%
เม็ดพลาสติก การส่งออกขยายตัวดีมากอย่างต่อเนื่องมูลค่าการส่งออกเลื่อนขึ้นมาอยู่อันดับที่ 4 โดยครึ่งปีแรก 2554 มีมูลค่าการส่งออก 4,467.0 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 55.73% โดยส่งออกยังตลาดหลักอย่างจีน และอาเซียนขยายตัวสูงถึง 65.6%, 62.3% ตามลำดับ เนื่องจากประเทศไทยมีอุตสาหกรรมการกลั่นปิโตรเลียมที่แข็งแกร่ง และมีโรงแยกก๊าชคุณภาพสูงจึงสามารถผลิตเม็ดพลาสติกที่มีความหลากหลาย ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี
สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ครึ่งปีแรก 2554 มีมูลค่าการส่งออก 4,245.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นการส่งออกที่เพิ่มขึ้นในตลาดอาเซียน 24.4% ขณะที่ตลาดสหรัฐเพิ่มขึ้น 1.7%
ขณะที่การส่งออกสินค้าในกลุ่ม เคมีภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์ยาง มีมูลค่าการส่งออกในครึ่งปีแรกที่ใกล้เคียงกันกับเม็ดพลาสติก และสิ่งทอ คือ อยู่ในระดับ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเคมีภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์ยางขยายตัวเพิ่มขึ้น 52.4% และ 33.2% ตามลำดับ
บีโอไอเผย เอสเอ็มอีไทยสุดเนื้อหอม นักลงทุนญี่ปุ่นกว่า 200 ราย แห่พบปะเจรจาธุรกิจ
บีโอไอเผย นักลงทุนญี่ปุ่นตอบรับเข้าร่วมพบปะเจรจาธุรกิจกับเอสเอ็มอีผู้ผลิตชิ้นสวนไทย มากถึง 300 คู่ ระหว่างที่บีโอไอนำทัพเอสเอ็มอีไทยไปญี่ปุ่นเพื่อร่วมกิจกรรม “Thailand-Japan Business Exchange” เพื่อโอกาสผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยขยายฐานการส่งอ่อก และสร้างเครือข่ายความร่วมมือผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยอุตสาหกรรมไทยและญี่ปุ่น
นายชนินทร ขาวจันทร์ ผู้อำนวยการหน่วยพัฒนาการเชื่อมโยงอุตสาหกรรม หรือหน่วย BUILD (BOI Unit for Industrial Linkage Development) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ เปิดเผยวา ในวันที่ 1-5 สิงหาคม 2554 นี้ หน่วย BUILD ได้นำผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยกว่า 20 บริษัท เดินทางไปพบปะเจรจาธุรกิจกับบริษัทญี่ปุ่น ในงาน “Thailand-Japan Business Exchange” ณ จังหวัดซิชูโอกะ มิเอะ และโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจัดโดยหน่วย BUILD ร่วมมือกับหน่วยงานญี่ปุ่น 3 เมืองดังกล่าว มีนักลงทนญี่ปุ่นกวา 200 ราย แจ้งความสนใจเข้าร่วมงาน ซึ่งจะมีการจับคู่เจรจาธุรกิจกันมากถึง 300 คู่
“ปัจจุบันญี่ปุ่นมค่าเงินเยนแข็ง ทำให้การผลิตในญี่ปุ่นซึ่งมีเทคโนโลยีการผลิตชั้นสูงมีราคาแพง เอสเอ็มอีญี่ปุ่นจึงสนใจออกไปลงทุนในต่างประเทศ แต่เนื่องจากขาดประสบการณ์การลงทุนในต่างประเทศ ดังนั้น กิจกรรม ไทยแลนด์ เจแปน บิสสิเนส เอ็กซ์เชนจ์ จะเป็นโอกาสอันดีให้แก่เอสเอ็มอีผู้ผลิตชิ้นส่วนด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ทั้งของไทยและญี่ปุ่น โดยจะมีกิจกรรมการจับคู่ธุรกิจ การเยี่ยมชมโรงงาน ซึ่งในการทำให้รู้จักร่วมมือกับ เอสเอ็มอีไทยจะช่วยให้ เอสเอ็มอีญี่ปุ่นลงทุนในไทยง่ายขึ้น ทำให้นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ และเชื่อมั่นในศักยภาพของอุตสาหกรรมของไทยสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน” นายชนินทร์กล่าว
ทั้งนี้ หน่วย BUILD ของบีโอไอได้จัดกิจกรรม “Thailand-Japan Business Exchange” ขึ้นเป็นครั้งที่ 2 สามารถเชื่อมโยงธุรกิจจนเกิดการซื้อขายชิ้นส่วนของผู้ผลิตไทยจำนวนมาก โดยในปี 2554 นี้มีเอสเอ็มอีผู้ผลิตชิ้นส่วนของไทยและนักลงทนญี่ปุ่นตอบรับเข้าร่วมกิจกรรมเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วกว่า 2 เท่า ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยสามารถขยายตลาดการขายชิ้นส่วนได้มากขึ้น
