Welcome to eArticles | Modern Manufacturing An Innovative Industrial Magazine

กสอ.เปิดเวทีแสดงศักยภาพผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ พร้อมดึงSMEsไขไอเดียคิดเพิ่มค่าสินค้าไทย

without comments

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม จัดงานนิทรรศการ เชิงสร้างสรรค์และประกวดผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ประจำปี 2554 ระหว่างวันที่ 11 – 14 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา โดยจัดขึ้นที่ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ หวังเพิ่มช่องทางการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งเผยแพร่ความรู้และแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมให้มากขึ้น

นายสุรศิษฏ์  บุญญาภิสันท์  รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า การสร้างนวัตกรรมไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมด้านกระบวนการ  นวัตกรรมด้านดีไซน์  หรือนวัตกรรมผลิตภัณฑ์  ล้วนเป็นการสร้างมูลค่า (Value Creation) ที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์สามารถแข่งขันได้ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ

การพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้และกระตุ้นการใช้ความคิดสร้างสรรค์ให้กับ SMEs ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ  โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ที่ยังขาดโอกาส มุมมอง และความเข้าใจในตลาดสากล  รวมทั้งการขาดเวทีในการนำเสนอสินค้าและบริการ

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) จึงมีแนวคิดในการส่งเสริมภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์เพื่อการนำไปสู่การยกระดับสินค้าและบริการของผู้ประกอบการ  ด้วยการพัฒนาองค์ความรู้ทางเทคโนโลยีนวัตกรรมและการพัฒนารูปแบบสินค้าอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ ทั้งในด้านการส่งเสริมภูมิปัญญานวัตกรรมอย่างเหมาะสมตามศักยภาพในแต่ละพื้นที่ต่าง ๆ ของภูมิภาค การสนับสนุนให้เกิดการสร้างธุรกิจเดิมสู่ธุรกิจสร้างสรรค์   การผลักดันให้ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไปสู่เชิงพาณิชย์  รวมทั้ง การสร้างโอกาสและเพิ่มช่องทางการตลาดให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์  ตลอดจนการสนับสนุนให้ภาคเอกชนสามารถต่อยอดสินค้าไปสู่ผู้บริโภคได้อย่างตรงตามความต้องการและสอดคล้องกับแนวโน้มของตลาด

การจัดแสดงนิทรรศการส่งเสริมนวัตกรรมอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ พร้อมการจัดประกวดผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ประจำปี 2554 จึงเกิดขึ้นเพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs และวิสาหกิจชุมชนได้รับความรู้ด้านนวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ เกิดความตระหนัก และเล็งเห็นถึงความสำคัญของแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม รวมทั้งเป็นการเผยแพร่ต้นแบบผลิตภัณฑ์นวัตกรรม และข้อมูลทางวิชาการไปยังกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ตลอดจนการสร้างแรงจูงใจด้วยวิธีการจัดประกวดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์โดยเน้นผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ  ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

นายวุฒิชัย  ตางาม  ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 - 14 สิงหาคม 2554 ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขาแจ้งวัฒนะ  โดยมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์และต้นแบบ  ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมทั้งสิ้น 203 ผลิตภัณฑ์  การจัดบูธแสดงสินค้าจากผู้ประกอบการมีความโดดเด่นด้านผลิตภัณฑ์นวัตกรรม  40 ราย และการจัดประกวดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์โดยเน้นผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ  รวมทั้งการจัดเวทีเสวนาของผู้ประกอบการที่ชนะการประกวด เพื่อจุดประกายความคิดและไอเดียใหม่ ๆ ให้กับผู้เข้าร่วมงานในครั้งนี้ด้วย
ผลการประกวดผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ประจำปี 2554  มีดังต่อไปนี้
รางวัลที่ 1  บริษัท นิธิฟู้ดส์ จำกัด     ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท
รางวัลที่ 2  บริษัท ซองเดอร์ไทยออร์แกนิคฟู้ด จำกัด ได้รับเงินรางวัล 20,000 บาท
รางวัลที่ 3  บริษัท ฟอร์แคร์ จำกัด ได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท
รางวัลชมเชย 7 รางวัล รางวัลละ 5,000  บาท

  • บริษัท โฮเม่ ( ประเทศไทย ) จำกัด
  • บริษัท กฤษณา กรีนโกลด์ จำกัด
  • บริษัท กรีนฟู้ดส์ จำกัด
  • บริษัท บ้านธัญญาทิพย์ ออร์การ์นิค แอนด์ เฮลท์ตี้ฟู้ด จำกัด
  • บริษัท ฟู้ดส์ มิกซ์ กรุ๊ป จำกัด
  • หจก. สินสาลีสแน็คแอนด์บิสกิต
  • บริษัท ปกธนพัฒน์ จำกัด

การจัดงานครั้งนี้คาดว่าจะได้รับความสนใจจากประชนชนเป็นจำนวนมาก  เนื่องจากตรงกับช่วงเทศกาลวันแม่แห่งชาติที่มีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน และสถานที่จัดงานอยู่ในห้างสรรพสินค้าที่มีประชาชนเดินทางมาเป็นจำนวนมาก  ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเผยแพร่องค์ความรู้  ผลงานนวัตกรรมที่มีความหลากหลาย สร้างสรรค์ และเป็นประโยชน์ รวมทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้นำสินค้าที่ตนเองพัฒนาขึ้นใหม่มาทดสอบตลาดเพื่อศึกษาแนวโน้มของผู้บริโภคด้วย นายวุฒิชัยฯ กล่าว

dsc_0052_modern

Written by : reporter@mmthailand.com

August 15th, 2011 at 4:32 pm

Posted in :News

ซีเอ เทคโนโลยีเปิดตัวโซลูชั่นช่วยลดความซับซ้อนในการเลือกใช้งานระบบคลาวด์

without comments

โซลูชั่นที่หลากหลาย ครบทุกความต้องการช่วยให้ธุรกิจและผู้ให้บริการคลาวด์ติดตั้งและใช้งานระบบคลาวด์เชิงธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว 
 

reporterca_modern2-10072011
ทุกธุรกิจ ต้องการรุกตลาดให้เร็วที่สุด ในขณะที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงทุนและดำเนินการ ทั้งหมดนี้ส่งผลให้มีการใช้งานคอมพิวเตอร์ระบบคลาวด์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกิดทางเลือกต่างๆ  ในการใช้งานคลาวด์และบริการคลาวด์เกิดขึ้นมากมาย     ซีเอ เทคโนโลยีขอนำเสนอแนวทางใหม่ที่จะช่วยลดปัญหาการเลือกใช้งานระบบคลาวด์สำหรับธุรกิจเอนเทอร์ไพรซ์  และบริษัทผู้ให้บริการ  ด้วยโซลูชั่นใหม่ ๆ และอัพเดตล่าสุดของผลิตภัรฑ์ซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่ สามารถวางแผน ติดตั้งใช้งานระบบคลาวด์เชิงธุรกิจได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่าย 

“Cloud Choice” คือคำเรียกสถานการณ์การใช้งานแอพพลิเคชั่นที่หลากหลาย และผสมผสานกันอย่างยืดหยุ่นระหว่างระบบคอมพิวเตอร์แบบเดิม  ระบบคลาวด์ และระบบผสม   โดยธุรกิจระดับเอ็นเทอร์ไพรซ์กำลังเผชิญกับการตัดสินใจในวันนี้ว่าจะย้ายระบบแอพพลิเคชั่นมายังคลาวด์หรือไม่  และถ้าต้องย้าย  เมื่อไหร่จึงเป็นเวลาที่เหมาะสม   โดยเมื่อตัดสินใจว่าจะใช้คลาวด์แล้ว  ก็จะต้องเลือกประเภทของคลาวด์ให้เหมาะกับงาน ซึ่งมีอยู่สามแบบ คือ  แบบสาธารณะ  แบบที่ใช้เฉพาะในองค์กร  หรือแบบผลม ซึ่งดูได้จากแอพพลิเคชั่นที่ใช้งานตลอดจนความต้องการใช้งานทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ในการจะเลือกคอมพิวเตอร์ระบบคลาวด์ให้เหมาะสมและตรงกับการใช้งานนั้น  จะต้องคำนึงถึงปัจจัยเรื่องธุรกิจ การจัดการและระบบรักษาความปลอดภัยเป็นอย่างแรก    ซึ่งทางซีเอ เทคโนโลยี ได้นำเสนอทั้งผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นต่างๆ  อย่างครบวงจรในการติดตั้งการใช้งานระบบคลาวด์ นับตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผน ออกแบบระบบ ติดตั้ง รักษาความปลอดภัย ตลอดจนใช้งานจริงได้อย่างมั่นใจ

“นานกว่าปีเต็มที่เราพูดกันถึง  ตัวเลือกต่างๆ ของระบบคลาวด์ที่จะนำมาใช้งานสร้างระบบซัพพลายเชนไอที ที่ตัวองค์กรสามารถตัดสินใจได้ในเรื่องการใช้งานทรัพยากรไอทีทั้งภายในและภายนอกบริษัท มาวันนี้ตัวเลือกยิ่งทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้น  เพราะบริษัทต่างๆ ได้ขยายขอบเขตการใช้เซอร์วิสคลาวด์ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งาน” ไลโอเนล ลิม ประธานบริหาร เอเชีย แปซิฟิก บริษัทซีเอ เทคโนโลยีกล่าว “ ความซับซ้อนนี้ทำให้เรื่องของการบริหารจัดการและการรักษาความปลอดภัยกลายเป็นปัจจัยแรก ๆ ที่ต้องคำนึงในการใช้งานระบบคลาวด์  โดยเฉพาะเรื่องการเลือกใช้งาน  ซึ่งในสถานการณ์นี้  ระบบบริหารและการรักษาความปลอดภัยในวงกว้างของเราจะช่วยให้ลูกค้าผู้ใช้งานสามารถรับมือกับปัญหาความซับซ้อนในการเลือกใช้งานระบบคลาวด์ได้เป็นอย่างดี ”

สำหรับรายชื่อโซลูชั่นใหม่ และผลิตภัณฑ์ต่างๆ  ที่มีการอัพเดตในวันนี้ได้แก่  : CA Business Service Insight 8.0, CA Automation Suite for Clouds 1.0, CA Automation Suite for Datacenters 12.5, CA Virtual Placement Manager 1.0, CA AppLogic 3.0   และ CA NetQoS® Unified Communications Monitor 3.2

“ในยุคที่ระบบคลาวด์กำลังขยายตัว และมีทางเลือกการใช้งานเพิ่มขึ้นมากมาย ดังนั้นจะต้องใส่ใจในเรื่องการบริหารจัดการและการรักษาความปลอดภัยให้กับแอพพลิเคชั่นที่รันบนระบบคลาวด์ตั้งแต่เริ่มต้น  หากไม่มีความชัดเจนตรงนี้ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจะสูงเกินกว่าจะรับมือได้ ” โจ กรีน หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยี  ประจำศูนย์ Web Technologies Center of Excellence บริษัท GE Healthcare กล่าว  “สำหรับธุรกิจของเรา ตัวแปรสำคัญในการเลือกใช้บริการแอพพลิเคชั่นในคลาวด์ที่จะตัดสินว่าเราจะทำตรงนี้เอง หรือเอาท์ซอร์สการทำงานออกไป  จะอยู่ที่ว่ามีผลิตภัณฑ์ให้เลือกใช้งานมากเพียงใด  สามารถปรับใช้และขยายไปตามธุรกิจ และรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้หรือไม่ อย่างไร คือเรื่องที่สำคัญที่สุด’”

Written by : reporter@mmthailand.com

August 10th, 2011 at 5:29 pm

Posted in :News

การนิคมฯยกระดับรร.เชิงนิเวศ เฉลิมพระเกียรติฯ นำร่อง9 แห่ง ร่วมปลูกจิตสำนึกเยาวชนรักษ์สิ่งแวดล้อม

without comments

กนอ.จับมือ สถานประกอบการ - สถานศึกษา ปั้น โครงการ “ก้าวสู่โรงเรียนเชิงนิเวศด้วยกัน” เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมายุ 84 พรรษา  นำร่อง  9  โรงเรียนต้นแบบในปี 2554 ปลูกฝังเยาวชนไทยมีส่วนร่วมบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม-พลังงาน

logo-ieat_modern1

เมื่อวันที 9 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา นางอัญชลี ชวนิชย์ ประธานมูลนิธินิคมอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยว่า ได้มีการลงนามความร่วมมือในการจัดตั้งโครงการ “ก้าวสู่โรงเรียนเชิงนิเวศด้วยกัน”(Towards Eco-School Together:TEST) ระหว่าง กนอ. มูลนิธินิคมอุตสาหกรรมไทย กับ วิศวกรหญิงแห่งประเทศไทยภายใต้วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมนิคมอุตสาหกรรมไทยและพันธมิตร เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา   พร้อมกับแผนสนับสนุนให้โรงเรียนโดยรอบนิคมฯ มีการบริหารจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อมให้เกิดประโยชน์สูงสุด เกิดกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ  รวมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมระหว่างโรงเรียน โรงงาน ครอบครัว และชุมชน

“โครงการนี้จะเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างภาคอุตสาหกรรมและโรงเรียน เพื่อปลูกจิตสำนึกให้เด็กและเยาวชนรักษ์สิ่งแวดล้อมและตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยผ่านกระบวนการถ่ายทอดจากผู้มีประสบการณ์ภาคอุตสาหกรรมให้กับนักเรียนซึ่งเป็นตัวแทนของโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ  เพื่อให้ทราบถึงกรอบและแนวทางการพัฒนา  พร้อมกับการประเมินผลเพื่อทำการคัดเลือกโรงเรียนที่ผ่านเกณฑ์เข้ารับรางวัลและเชื่อว่าโครงการนี้จะเป็นประโยชน์ให้เด็กและเยาวชนเห็นคุณค่าระบบเชิงนิเวศกันมากขึ้น”นางอัญชลีกล่าว

สำหรับ ขั้นตอนการดำเนินงานเพื่อมุ่งสู่การเป็นโรงเรียนเชิงนิเวศ จะมีทั้งหมด 9 ขั้นตอน ดังนี้  1.การแต่งตั้งคณะทำงานด้านเศรษฐกิจนิเวศ 2.จัดตั้ง “ศูนย์ Eco” ในโรงเรียนเชิงนิเวศ 3.จัดตั้งชมรม Eco  ในโรงเรียนเชิงนิเวศ 4.วิเคราะห์ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานที่ใช้ในโรงเรียน 5.จัดทำแผนปฏิบัติการ ด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงาน 6.ประกาศเจตนารมณ์ด้านสิ่งแวดล้อม 7.แผนปฏิบัติการ โดยการมีส่วนร่วม  ของทุกคนในกิจกรรมต่างๆ 8.บูรณาการการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาและการจัดการความรู้เพื่อเผยแพร่สู่ชุมชน และการจัดทำข้อมูลพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อม และ 9.ติดตามและประเมินผลการทำงาน เพื่อการพัฒนาและปรับปรุงต่อไป

โครงการ “ก้าวสู่โรงเรียนเชิงนิเวศด้วยกัน”(Towards Eco-School Together :TEST) มีกรอบการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2554 – 2556 ซึ่งจะมีการคัดเลือกโรงเรียนที่อยู่รอบ 45 นิคมฯ ทั่วประเทศ เข้าร่วมโครงการฯ โดยจะเริ่มนำร่องในปี 2554 จำนวน 9 โรงเรียน และจะพัฒนาให้แล้วเสร็จ 84 โรงเรียน ภายในปี 2556 โดยการดำเนินการดังกล่าว นับได้ว่าเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนสถานศึกษา และสอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11(พ.ศ.2555-2559) รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมืองเชิงนิเวศในพื้นที่เศรษฐกิจหลักอีกด้วย

Written by : reporter@mmthailand.com

August 10th, 2011 at 4:04 pm

Posted in :News

อีสท์ วอเตอร์ ผ่อนผันส่งน้ำเอเพ็ค หล่อเย็นสารเคมี หวั่นเกิดระเบิดรุนแรง

without comments

 

บริษัท อีสท์ วอเตอร์ จำกัด (มหาชน) ตัดสินใจขยายเวลาระงับการส่งน้ำดิบให้บริษัท เอเพ็ค ปิโตรเคมิคอล เพื่อหล่อเย็นสารเคมีไวนีลคลอไรด์ โมโนเมอร์ (VCM) ห่วงผลกระทบกับชุมชนหากเกิดการระเบิดรุนแรง แม้บริษัทจะผิดชำระหนี้และต้องถูกตัดน้ำแล้วก็ตาม
 

reportereast-water-09072011

นายประพันธ์ อัศวอารี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์ วอเตอร์ เปิดเผยว่า บริษัท เอเพ็ค ปิโตรเคมิคอล จำกัด ได้มีหนังสือขอผ่อนผันการชำระหนี้ค่าน้ำดิบและร้องขอให้ขยายเวลาระงับการจ่ายน้ำออกไป เนื่องจากเกรงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากถังเก็ยสารเคมีดังกล่าวระเบิดซึ่งจะส่งผลต่อชุมชน และสิ่งแวดล้อมรอบพื้นที่มาบตาพุดที่มีประชาชนอาศัยอยู่กว่า 3,000 คน
 

แม้ว่าอีสท์ วอเตอร์ จะกังวลถึงปัญหาหนี้ค้างชำระของบริษัทอิมเพ็ค แต่ก็คำนึงถึงผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมมาบตาพุดด้วยเช่นกัน จึงตัดสินใจขยายเวลาการระงับจ่ายน้ำดิบให้กับบริษัทเอเพ็คออกไป เพื่อนำไปหล่อเย็นถังจัดเก็บสาร VCM ป้องกันการระเบิด จนกว่าการขนย้ายสารเคมีดังกล่าวไปเก็บที่บริษัท ปตท.เคมิคอล จะแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคม และจะดำเนินการปิดสถานีจ่ายน้ำอย่างถาวรในวันที่ 31 สิงหาคม 2554 ต่อไป

Written by : reporter@mmthailand.com

August 9th, 2011 at 4:19 pm

Posted in :News

กนอ.จับมือ ไทร เบคก้าฯผุดนิคมฯหลักชัยเมืองยาง ปั้น อุตฯยางพาราขั้นปลาย เฟสแรกปี’55

without comments

กนอ. จับมือ บริษัท ไทร เบคก้า เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด ผุด นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จังหวัดระยอง บนพื้นที่ 2,441  ไร่ ชูนิคมฯเพื่อชุมชน ชี้ทิศทางอุตสาหกรรมยางขณะนี้มีอัตราการเติบโตและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง คาดเฟสแรกของโครงการฯแล้วเสร็จในปี 2555

logo-ieat_modern
นางมณฑา ประณุทนรพาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า วันนี้ (8 ส.ค.54) กนอ.ได้มีการลงนามสัญญาร่วมดำเนินงานกับบริษัท ไทร เบคก้า เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด ในการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นนิคมฯร่วมดำเนินงานกับ กนอ. โดยมีอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแปรรูปยางพาราขั้นปลาย และอุตสาหกรรมอื่นๆที่เกี่ยวเนื่อง อีกทั้งยังมีการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาง ไม้ยางพารา เพื่อเป็นการยกระดับและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมยางพาราอีกด้วย

ทั้งนี้ นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง มีแผนพัฒนาในระยะ 3 ปี ด้วยมูลค่าการลงทุนประมาณ 3,240 ล้านบาท พื้นที่โครงการประมาณ 2,441 ไร่ ตั้งอยู่ในพื้นที่ ตำบลสำนักทอง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง โดยมีความได้เปรียบของทำเลที่ตั้งใกล้ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด สนามบินอู่ตะเภา ซึ่งมีความสะดวกในการคมนาคมขนส่งทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ รวมทั้งอยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบ นอกจากนั้นแล้ว ภายในนิคมฯ ยังมีการจัดสรรพื้นที่ในการจัดสำนักงานโครงการฯและสถาบันฝึกอบรม-พิพิธภัณฑ์ยางพารา เพื่อการพัฒนาและวิจัยอุตสาหกรรมยางพาราอีกด้วย โดยจะสามารถพัฒนาเพื่อขออนุมัติในการเดินหน้าโครงการต่อไปและเปิดดำเนินการเฟสแรกได้ในปี 2555

“การดำเนินงานโครงการฯดังกล่าว ผู้พัฒนาได้ดำเนินการตามกระบวนการจัดทำรายงานศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) คาดว่าจะแล้วเสร็จ พร้อมเสนอ สผ.พิจารณา ประมาณเดือนพฤศจิกายน 2554 นี้ บริษัทฯมีเป้าหมายในการพัฒนาที่ชัดเจนที่คำนึงถึงผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม และชุมชน ซึ่งมั่นใจได้ว่าการพัฒนานิคมฯจะนำไปสู่การสร้างงาน และสร้างรายได้กับท้องถิ่น ในรูปแบบ Clusterอุตสาหกรรมยางพาราขั้นปลาย นิคมฯดังกล่าวยังมุ่งส่งเสริมการวิจัยผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าอีกด้วย” นางมณฑากล่าว

สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราในประเทศไทยช่วงครึ่งปีหลัง2554 มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวและความต้องการของประเทศคู่ค้า เช่น จีนและอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ของประเทศไทยมีความต้องการซื้อยางสต็อกไว้จำนวนมากและเชื่อว่าอุตสาหกรรมยางในปีนี้จะเติบโตสูงขึ้นต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

dsc_0062_modern

Written by : reporter@mmthailand.com

August 9th, 2011 at 3:45 pm

Posted in :News

ไบเทคเปิดประตูต้อนรับรถไฟฟ้าบีทีเอส พร้อมชูกลยุทธ์เด็ดสนับสนุนกิจกรรมการตลาดตลอดปี

without comments

ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคเปิดประตูต้อนรับรถไฟฟ้าบีทีเอสสายสุขุมวิท ส่วนต่อขยายจากสถานีอ่อนนุชถึงแบริ่ง สามารถโดยสารมาลงสถานีบางนาและเข้าสู่ประตูด้านถนนสุขุมวิท ซึ่งเปิดบริการให้นั่งฟรี! ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2554 – 1 มกราคม 2555 พร้อมชูกลยุทธ์เด็ดสนับสนุนการจัดกิจกรรมทางการตลาดตลอดปี

bitec_skywalk_5_modern

เมื่อวันที่4 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา นางสาวปนิษฐา บุรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและขาย ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กล่าวว่า “ไบเทคมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้เปิดประตูต้อนรับรถไฟฟ้าบีทีเอสสาย สุขุมวิท ส่วนต่อขยายจากสถานีอ่อนนุชถึงแบริ่ง ในวันที่ 12 สิงหาคม 2554 นี้ ซึ่งผู้มาชมงานสามารถโดยสารมาลงสถานีบางนาและเข้าสู่ประตูด้านถนนสุขุมวิท ทั้งนี้เรายังมีบริการรถรับ–ส่ง จากประตูไบเทคเข้าสู่ศูนย์นิทรรศการและการประชุม สำหรับทุกงานที่จะจัดขึ้นตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีนี้เป็นต้นไป”

การเปิดให้บริการส่วนต่อขยายในครั้งนี้ บีทีเอสยังไม่คิดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2554 – 1 มกราคม 2555 ซึ่งทำให้การเดินทางมาไบเทคง่าย รวดเร็วกว่า และประหยัดเวลา รวมถึงช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้จัดงาน ลูกค้า และผู้ที่ต้องการเดินทางมาชมงาน สำหรับโครงการก่อสร้างไบเทค สกายวอล์ค (Sky Walk) เป็นทางลอยฟ้าตั้งอยู่ในพื้นที่ไบเทคด้านถนนสุขุมวิท ที่จะทำการต่อกับสะพานลอยเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าของกรุงเทพมหานครที่ได้กำหนดไว้ ทางไบเทคได้ทำการก่อสร้างให้เป็นทางเลื่อน พร้อมติดตั้งระบบปรับอากาศตลอดทางเดิน ซึ่งหากทางกทม. ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ ก็จะสามารถเชื่อมต่อได้ทันที
เมื่อเดินมาสิ้นสุดที่สกายวอล์ค ยังนำไปสู่เวลคัม ฮอลล์ (Welcome Hall) ที่ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1,700 ตาราง เมตร โดยพื้นที่ส่วนนี้จะติดต่อกับอาคารนิทรรศการและการประชุมที่มีอยู่ ซึ่งสามารถรองรับการจัดงานที่หลากหลาย เช่น การจัดงานแถลงข่าว งานเปิดตัวสินค้า นิทรรศการขนาดย่อม การเลี้ยงรับรอง และอื่น ๆ ซึ่งจะเปิดในปี 2555 ภายใต้จุดยืนในการเป็นศูนย์นิทรรศการและการประชุมระดับแนวหน้าของประเทศไทย

“เรา มีการวางแผนกลยุทธ์เพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางการตลาดตลอดปี เพื่อให้สอดคล้องกับการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสส่วนต่อขยาย โดยมีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้ร่วมสนุก เพื่อมอบบัตรบีทีเอส สกาย สมาร์ทพาส ประเภทเติมเงินของไบเทค ที่ได้ออกแบบเป็นพิเศษในวาระการเปิดบริการส่วนต่อขยายนี้ อีกทั้งยังมีการมอบบัตรรับประทานอาหาร – เครื่องดื่มฟรี ในร้านอาหารและซุ้มเครื่องดื่มของไบเทค ตั้งแต่เดือนสิงหาคมจนถึงสิ้นปี 2554”

“พร้อม ทั้งยังมีการประชาสัมพันธ์การเดินทางมาไบเทคด้วยบีทีเอสผ่านช่องทางที่ หลากหลาย เพื่อสร้างการรับรู้และจดจำแก่ผู้ที่เดินทางมาชมงาน อาทิเช่น เว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย - เฟสบุ๊ค ทวิสเตอร์ ยูทูบ สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ดิจิตอลมีเดีย ทั้งภายในศูนย์นิทรรศการและการประชุมและภายนอก รวมถึงการใช้สื่อนอกอาคารสถานที่” นางสาวปนิษฐา กล่าวสรุป

Written by : reporter@mmthailand.com

August 8th, 2011 at 5:57 pm

Posted in :News

บีโอไอเเผย ลงทุน 7 เดือนสดใสเพิ่ม 45.5% บีโอไอมั่นใจมูลค่าลงทุนทั้งปีทะลุเป้า 4 แสนล้าน

without comments

 

บีโอไอเผยยอดขอรับส่งเสริม 7 เดือน เฉียด 300,000 ล้านบาท มูลค่าลงทุนกรกฏาคมเดือนเดียวกว่า 53,000 ล้านบาท สูงที่สุดเมื่อเทียบจากตั้งแต่ช่วงต้นปี เลขาธิการบีโอไอ มั่นใจทิศทางลงทุน โตต่อเนื่องดันการลงทุนปีนี้ เกินเป้าหมาย 400,000 ล้านบาท ชี้กระแส บีโอไอแฟร์ 2011 กระตุ้นความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น
         
นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงภาวะการลงทุนในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา (มกราคม-กรกฏาคม 2554) ว่า มีโครงการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน ทั้งสิ้น 1,030 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 299,500 ล้านบาท โดยจำนวนโครงการ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มี 747 โครงการ หรือเพิ่มขึ้น 37.9% ในขณะที่มูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 45.5%
         
ทั้งนี้การขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม 2554 โดยเฉพาะการลงทุนในเดือน กรกฎาคม 2554 เดือนเดียว มียื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจำนวนถึง 161 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 53,600 ล้านบาท สูงที่สุดในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา โดยมีขนาดการลงทุนกระจายทั้งในส่วนของโครงการขนาดกลางและเล็ก จนถึงโครงการขนาดใหญ่ ที่มีมูลค่าเงินลงทุนตั้งแต่ 1,000 ล้านบาท ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนเข้ามามาก อาทิ โครงการผลิตเครื่องปรับอากาศ โครงการผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี รวมถึงกิจการขนส่งทางอากาศ กิจการนิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น
         
“เมื่อพิจารณาจากตัวเลขการลงทุนล่าสุด ซึ่งอยู่ที่เกือบ 300,000 ล้านบาท จึงทำให้บีโอไอมั่นใจได้ว่าการลงทุนของไทยปีนี้ จะเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 400,000 ล้านบาทได้ เนื่องจากแนวโน้มความสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยยังมีการเติบโตไปจนถึงสิ้นปี 2554 ได้ โดยเฉพาะในช่วงปลายปีซึ่ง บีโอไอ จะมีการจัดงานนิทรรศการใหญ่ บีโอไอแฟร์ 2011 ซึ่งจะยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพและสร้างความเชื่อมั่นในการเป็นฐานการลงทุนของไทยในระดับภูมิภาคได้ยิ่งขึ้น”นางอรรชกากล่าว
        
 นางอรรชกา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกิจการที่มีการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในช่วง 7 เดือน มีกระจายในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ทั้งนี้กิจการที่นักลงทุนให้ความสนใจยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนมากที่สุด ได้แก่ ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง จำนวน 265 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 83,100 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งจำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มี 140 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 26,600 ล้านบาท
         
รองมาเป็น กิจการบริการและสาธารณูปโภค จำนวน 222 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 61,500 ล้านบาท โครงการปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มี 214 โครงการ ในขณะที่มูลค่าเงินลงทุนปรับลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันปีก่อน
         
กิจการ เคมี กระดาษ และพลาสติก จำนวน 141 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 49,900 ล้านบาท จำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มี 93 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 16,200 ล้านบาท และ กิจการ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า มีจำนวน 146 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 46,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นทั้งจำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุน จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มี 111 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 13,600 ล้านบาท

Written by : reporter@mmthailand.com

August 8th, 2011 at 5:45 pm

Posted in :News

ทีดีอาร์ไอแนะรัฐเจรจาผ่อนคลายกฎแหล่งกำเนิดสินค้าในFTA เร่งรัดการออกใบรับรอง

without comments

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย จับมือสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จัดสัมมนาเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยรู้จักการใช้ประโยชน์จากFTA กฎแหล่งกำเนิดสินค้าและเครือข่ายการผลิตในอาเซียน

ทีดีอาร์ไอชี้กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าและกระบวนการออกใบรับรองเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการใช้ประโยชน์จากFTAหากแก้ไขได้ ภาคอุตสาหกรรมจะได้ประโยชน์จากการเข้าร่วมเครือข่ายการผลิตในอาเซียนมากขึ้น

นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เสนอผลการศึกษาในการสัมมนาหัวข้อ “การใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า และเครือข่ายการผลิตในอาเซียน” ที่ สศอ. และทีดีอาร์ไอร่วมกันจัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ในปี2553 ภาคส่งออกไทยและภาคนำเข้าไทยได้ประโยชน์จากการประหยัดภาษีศุลกากรจาก FTA ต่างๆได้ถึง 1 แสนล้านบาท และ5.9หมื่นล้านบาท ตามลำดับ โดยFTA เป็นความตกลงที่ผู้ประกอบการไทยใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแบบแผนการค้าระหว่างประเทศของไทยที่มีการพึ่งพาอาเซียนสูง

นายสุนทร ตันมันทอง นักวิจัยจากทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า การที่ประเทศไทยค้าขายกับประเทศสมาชินอาเซียนสูง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเกิดเครือข่ายการผลิตในอาเซียน ที่เกิดจากบริษัทข้ามชาติกระจายการผลิตสินค้า โดยเฉพาะชิ้นส่วนต่างๆ ไปยังประเทศที่มีความพร้อมมากที่สุด จากการศึกษาพบว่าในช่วย 10 ปีที่ผ่านมา อาเซียนใช้ชิ้นส่วนยานยนต์ที่ผลิตได้ในภูมิภาคเพิ่มขึ้น 10% โดยไทยได้กลายเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แทนญี่ปุ่นหลายรายการ ส่วนอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์และพลาสติกก็ใช้สินค้าขั้นกลางจากอาเซียนเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 5% ซึ่งสัมพันธ์กับการใช้สิทธิประโยชน์ในAFTAที่สูงขึ้น ในขณะเดียวกันอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มและอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้ากลับมีการใช้สินค้าขึ้นกลางจากอาเซียนลดลงถึง 11% และ8% ตามลำดับ โดยกันไปใช้สินค้าจากจีนแทน

นายณัฐวุฒิ ลักษณาปัญญากุล นักวิจัยอาวุโสจากทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ที่ผ่านมาผู้ประกอบการในประเทศไทยส่วนหนี่งยังไม่สามารถเก็บเกี่ยวประโยชน์จากFTA ได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากพบปัญหาและอุปสรรคต่างๆอย่างน้อย 3 ข้อ คือ 1.ยังมีสินค้าที่อยู่นอกรายการลดภาษีหรืออยู่ในรายการสินค้าที่อ่อนไหว 2.สินค้าไม่ผ่านกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิด 3.ผู้ส่งออกเห็นว่าการตรวจโครงสร้างต้นทุนและการออกใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าใช้เวลานาน ทำให้ผู้นำเข้าเคลียร์สินค้าออกได้ช้า นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องดุลพินิจของเจ้าหน้าทีในการให้ใบรับรองแหล่งกำเนิด

นายเชษฐา อินทรวิทักษ์ นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอ กล่าวสนับสนุนข้อสรุปที่ว่า กฎว่าด้วยแหล่งกำเนินสินค้าเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการใช้ประโยชน์จากFTA โดยการศึกษาจากแบบจำลองทางเศรษฐมิติพบว่า การผ่อนคลายกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าน่าจะส่งผลต่อการเพิ่มอัตราการใช้สินธิประโยชน์และมูลค่าการค้ามากกว่าการลดอัตราภาษีศุลกากรให้เหลือศูนย์ทุกรายการ

นายสมเกียรติกล่าวสรุปว่า เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทยได้ใช้ประโยชน์จากFTA มากขึ้น นอกจากการเจรจาผ่อนคลายกฎแหล่งกำเนิดสินค้า ภาครัฐควรให้ข้อมูลและคำปรึกษา รวมทั้งจัดทำคู่มือการใช้สิทธืประโยชน์แก่ผู้ประกอบการ และควรเร่งรัดกระบวนการพิจารณาการออกใบรับรอง โดยอาจกำหนดตัวชี้วัดประสิทธิภาพการดำเนินงาน ตามระยะเวลาที่ใช้ในการพิจารณา และจำนวนข้อร้องเรียนจากผู้ประกอบการ

Written by : reporter@mmthailand.com

August 5th, 2011 at 6:09 pm

Posted in :News

สศอ. เผย สินค้าอุตฯ ครึ่งปีแรก ส่งออกพุ่งพรวด ร้อยละ 19

without comments

 

สศอ. เผยครึ่งปีแรก สินค้าอุตฯ โกย 8.5 หมื่นล้านเหรียญ เข้าประเทศ กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์-ยานยนต์-เม็ดพลาสติก  เป็นตัวนำ  
      นางสุทธินีย์ พู่ผกา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ภาพรวมการส่งออกครึ่งปีแรก 2554 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมมีมูลค่าการส่งออก 85,090.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 19.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสินค้าอุตสาหกรรมไม่รวมทองคำแท่งมูลค่าการส่งออก 81,679.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 20.4% ซึ่งการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวดีอย่างต่อเนื่อง แม้ต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น การเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติในประเทศญี่ปุ่น และปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรป เป็นต้น ขณะที่สัดส่วนของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมครึ่งปีแรกอยู่ประมาณ 74% ของการส่งออกทั้งหมด ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตุ แม้สัดส่วนการส่งออกจะลดลง (เดิมประมาณ 75-78%) แต่มูลค่าการส่งออกของสินค้าอุตสาหกรรมกลับยังสูงขึ้นประมาณ 19% เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของภาคอุตสาหกรรมไทย ที่สามารถผลิตสินค้าที่สร้างมูลค่าได้สูงขึ้น ตอบสนองความต้องการของลูกค้าระดับบนได้มากขึ้น

      นางสุทธินีย์ กล่าวว่า   เครื่องใช้ไฟฟ้า ครึ่งปีแรก 2554 มีมูลค่าการส่งออก 11,587.33 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการส่งออกปรับตัวดีในทุกตลาดสำคัญ ทั้งตลาดอาเซียน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ สหภาพยุโรป ซึ่งมีการขยายตัวในระดับ 13.8%, 33.8%, 26.2% และ 12.8% ตามลำดับ โดยสินค้าสำคัญที่ส่งผลต่อการขยายตัวได้แก่ เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น

      เครื่องอิเล็กทรอนิกส์  ครึ่งปีแรก 2554 มีมูลค่าการส่งออก 16,500.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นการส่งออกไปยังตลาดฮ่องกง อาเซียน สหภาพยุโรป ขยายตัว 34.2%, 2.0%, 2.1% ตามลำดับ ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะความต้องการสินค้าในตลาดดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผู้สินค้าในกลุ่มนี้ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆออกมากระตุ้นตลาด เพื่อสนองความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามการส่งออกไปยังตลาดจีน สหรัฐฯ หดตัว 4.7% และ 4.4% ตามลำดับ เนื่องจากความต้องการในตลาดดังกล่าวที่ชะลอตัว

      รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ครึ่งปีแรก 2554 มีมูลค่าการส่งออก 8,738.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน  โดยส่งออกไปอาเซียนขยายตัว 5.6% ขณะที่การส่งออกไปตลาดหลักอย่างออสเตรเลียหดตัว 17.5% สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งปี 2554 คาดว่าจะมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในช่วงต้นปี 2554 อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในประเทศญี่ปุ่น แต่ก็ถือว่ามีการฟื้นตัวที่เร็ว  โดยในปี 2554 จะมีการผลิตรถยนต์ 1,800,000 คัน เพิ่มขึ้น 9.40% แบ่งเป็นการจำหน่ายในประเทศ 900,000 คัน เพิ่มขึ้น 12.45% และการส่งออก 900,000 คัน เพิ่มขึ้น 0.46%

      เม็ดพลาสติก การส่งออกขยายตัวดีมากอย่างต่อเนื่องมูลค่าการส่งออกเลื่อนขึ้นมาอยู่อันดับที่ 4 โดยครึ่งปีแรก 2554 มีมูลค่าการส่งออก 4,467.0 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 55.73%  โดยส่งออกยังตลาดหลักอย่างจีน และอาเซียนขยายตัวสูงถึง 65.6%, 62.3% ตามลำดับ เนื่องจากประเทศไทยมีอุตสาหกรรมการกลั่นปิโตรเลียมที่แข็งแกร่ง และมีโรงแยกก๊าชคุณภาพสูงจึงสามารถผลิตเม็ดพลาสติกที่มีความหลากหลาย ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี

      สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ครึ่งปีแรก 2554 มีมูลค่าการส่งออก 4,245.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นการส่งออกที่เพิ่มขึ้นในตลาดอาเซียน 24.4% ขณะที่ตลาดสหรัฐเพิ่มขึ้น 1.7%

      ขณะที่การส่งออกสินค้าในกลุ่ม เคมีภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์ยาง มีมูลค่าการส่งออกในครึ่งปีแรกที่ใกล้เคียงกันกับเม็ดพลาสติก และสิ่งทอ คือ อยู่ในระดับ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเคมีภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์ยางขยายตัวเพิ่มขึ้น 52.4% และ 33.2% ตามลำดับ

Written by : reporter@mmthailand.com

August 5th, 2011 at 11:54 am

Posted in :News

บีโอไอเผย เอสเอ็มอีไทยสุดเนื้อหอม นักลงทุนญี่ปุ่นกว่า 200 ราย แห่พบปะเจรจาธุรกิจ

without comments

 

บีโอไอเผย นักลงทุนญี่ปุ่นตอบรับเข้าร่วมพบปะเจรจาธุรกิจกับเอสเอ็มอีผู้ผลิตชิ้นสวนไทย มากถึง 300 คู่ ระหว่างที่บีโอไอนำทัพเอสเอ็มอีไทยไปญี่ปุ่นเพื่อร่วมกิจกรรม “Thailand-Japan Business Exchange” เพื่อโอกาสผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยขยายฐานการส่งอ่อก และสร้างเครือข่ายความร่วมมือผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยอุตสาหกรรมไทยและญี่ปุ่น 
 
นายชนินทร  ขาวจันทร์  ผู้อำนวยการหน่วยพัฒนาการเชื่อมโยงอุตสาหกรรม  หรือหน่วย BUILD (BOI Unit for Industrial Linkage Development) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ  เปิดเผยวา  ในวันที่ 1-5 สิงหาคม 2554 นี้ หน่วย BUILD ได้นำผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยกว่า 20 บริษัท เดินทางไปพบปะเจรจาธุรกิจกับบริษัทญี่ปุ่น ในงาน “Thailand-Japan Business Exchange”  ณ จังหวัดซิชูโอกะ มิเอะ และโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจัดโดยหน่วย BUILD  ร่วมมือกับหน่วยงานญี่ปุ่น 3 เมืองดังกล่าว มีนักลงทนญี่ปุ่นกวา 200 ราย แจ้งความสนใจเข้าร่วมงาน ซึ่งจะมีการจับคู่เจรจาธุรกิจกันมากถึง 300 คู่

“ปัจจุบันญี่ปุ่นมค่าเงินเยนแข็ง ทำให้การผลิตในญี่ปุ่นซึ่งมีเทคโนโลยีการผลิตชั้นสูงมีราคาแพง เอสเอ็มอีญี่ปุ่นจึงสนใจออกไปลงทุนในต่างประเทศ แต่เนื่องจากขาดประสบการณ์การลงทุนในต่างประเทศ   ดังนั้น กิจกรรม ไทยแลนด์ เจแปน บิสสิเนส เอ็กซ์เชนจ์ จะเป็นโอกาสอันดีให้แก่เอสเอ็มอีผู้ผลิตชิ้นส่วนด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ทั้งของไทยและญี่ปุ่น โดยจะมีกิจกรรมการจับคู่ธุรกิจ การเยี่ยมชมโรงงาน ซึ่งในการทำให้รู้จักร่วมมือกับ เอสเอ็มอีไทยจะช่วยให้  เอสเอ็มอีญี่ปุ่นลงทุนในไทยง่ายขึ้น ทำให้นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ และเชื่อมั่นในศักยภาพของอุตสาหกรรมของไทยสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน” นายชนินทร์กล่าว

ทั้งนี้ หน่วย BUILD ของบีโอไอได้จัดกิจกรรม “Thailand-Japan Business Exchange” ขึ้นเป็นครั้งที่ 2 สามารถเชื่อมโยงธุรกิจจนเกิดการซื้อขายชิ้นส่วนของผู้ผลิตไทยจำนวนมาก โดยในปี 2554 นี้มีเอสเอ็มอีผู้ผลิตชิ้นส่วนของไทยและนักลงทนญี่ปุ่นตอบรับเข้าร่วมกิจกรรมเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วกว่า 2 เท่า ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยสามารถขยายตลาดการขายชิ้นส่วนได้มากขึ้น

Written by : reporter@mmthailand.com

August 4th, 2011 at 6:07 pm

Posted in :News