กนอ.เปิดเวที Eco สัญจรให้แก่ผู้ประกอบการทั้งใน-นอกนิคมฯ ปฎิบัติการถ่ายทอดเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ
กนอ.จับมือ พพ. กฟผ.เดินสายสัมมนา Eco สัญจร เร่งระดมความรู้ความเข้าใจให้แก่ผู้ประกอบการ ในพื้นที่นิคมฯ 7 แห่ง เตรียมยกระดับนิคมฯสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ เน้นความสำคัญด้านการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในเชิงการลดต้นทุนด้านพลังงาน และการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม
นางมณฑา ประณุทนรพาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)เปิดเผยว่า วันนี้ (4 ส.ค.) กนอ.ได้ร่วมกับกรมพัฒนาพลังงานทดแทน (พพ.) กระทรวงพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) จัดโครงการสัมมนาI-EA-T Eco สัญจร ครั้งที่ 3 เรื่อง “ลดต้นทุน ประหยัดพลังงานตามแนวทาง Eco เพื่อช่วยลดโลกร้อน” (Energy Efficiency for Eco Industry & Global Warming Reduction) ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี จ.สมุทรปราการ ทั้งนี้เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับผู้ประกอบการทั้งในและนอกนิคมฯได้รับทราบถึงแนวทางปฏิบัติในการพัฒนานิคมฯสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ตามนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม และการลดต้นทุนด้านพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ในส่วนของ กนอ.ได้เสนอให้ผู้ประกอบการเตรียมปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ และแนวคิดของการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ โดยเน้นเป้าหมายพัฒนาภาคอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืน รวมไปถึงการนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยในปัจจุบัน การประหยัดพลังงานลดการปล่อย CO2 สู่การลดต้นทุนการผลิต และ ISO 50001 ทางเลือกใหม่ของการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อให้ผู้ประกอบการได้เข้าใจด้านสถานการณ์พลังงาน และแนวทางการใช้พลังงาน อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการดำเนินงานครั้งนี้จะครอบคลุมใน 7 นิคมฯ ได้แก่ นิคมฯบางปู นิคมฯบางพลี นิคมฯอมตะนคร นิคมฯหนองแค นิคมฯเกตเวย์ นิคมฯแหลมฉบัง นิคมฯบางชัน และผู้ประกอบการในพื้นที่ทั่วไป
“ด้านความคืบหน้าในการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ในปี 2553-2554 ที่ผ่านมา มีความคืบหน้าคิดเป็น 20 % ของแผนการดำเนินงาน 10 ปี(2553 – 2562) โดยมีนิคมฯที่แสดงเจตนารมย์เข้าร่วมการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ได้แก่ นิคมฯบางปู นิคมฯภาคเหนือ นิคมฯอีสเทิร์นซีบอร์ด(ระยอง) นิคมฯแหลมฉบัง นิคมฯหนองแค นิคมฯอมตะนคร และในปี 2555 กนอ.ได้มีเป้าหมายในการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในอีก 3 นิคมฯ สำหรับปัจจุบันมีผู้ประกอบการในนิคมฯ ให้ความสำคัญกับแผนพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศเป็นจำนวนมาก โดย กนอ.เองก็ได้เร่งทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการโดยเร็วที่สุด”นางมณฑากล่าว
กสอ.นำทีม MDICP รุ่น13 ดูงาน จ.ภูเก็ต
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม นำทีมผู้ประกอบการโครงการ MDICP รุ่นที่ 13 จากส่วนกลาง กรุงเทพมหานคร เข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงานสถานประกอบการในจังหวัดภูเก็ต ได้แก่ บริษัท JD Pools จำกัด ร้านเมธีภูเก็ต ร้านไข่มุกภูเก็ต ครัวการบินภูเก็ต และร้านพรทิพย์ภูเก็ต ระหว่างวันที่ 21 - 23 กรกฎาคม 2554 โดยบรรยากาศการศึกษาดูงานเป็นไปด้วยความชื่นมื่นเต็มเปี่ยมไปด้วยมิตรภาพ ของทั้งสองผู้ประกอบการที่มาจากส่วนกลางและเจ้าภาพจังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในด้านการประกอบธุรกิจ พร้อมเสนอแนะสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต การค้า และการบริการ นอกจากนี้ยังได้ชักชวนกันเพื่อร่วมเป็นเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจต่อไปในอนาคตด้วย ซึ่งผลที่ได้รับจากการดูงานในครั้งนี้นับว่าคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะความเป็นเพื่อนที่แนบแน่นมากยิ่งขึ้น อันจะส่งผลให้เป็นแรงผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมของประเทศเจริญรุดหน้ายิ่งขึ้นต่อไป

ปตท.เผยสถานการณ์ราคาน้ำมันประจำสัปดาห์ และแนวโน้ม ประจำวันที่ 1-5 ส.ค. 54
ฝ่ายบริหารความเสี่ยงราคาและวิเคราะห์ตลาดต่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) รายงานถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันว่า ราคาน้ำมันดิบสัปดาห์ที่ 25-29 ก.ค. 54 ราคาน้ำมันดิบดูไบ (Dubai) เฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 0.52 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรล อยู่ที่ระดับ 111.79 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรล และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) เฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.06 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรล อยู่ที่ 117.55 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรล และน้ำมันดิบเวสเท็กซัส (WTI) เฉลี่ยปรับตัวลดลง 0.24 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรลอยู่ที่ 97.87 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2.11 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรล อยู่ที่ 127.47 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรล และน้ำมันดีเซลเฉลี่ยลดลง 0.48 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรล อยู่ที่ 129.75 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล โดยมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา ได้แก่
ผลกระทบต่อราคาน้ำมันในเชิงบวก
• กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ รายงานจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 23 ก.ค. 54 ลดลง 24,000 ราย จากสัปดาห์ก่อน อยู่ที่ 398,000 ราย (ต่ำที่สุดในรอบ 3 เดือน)
• The Conference Board รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 59.5 ในเดือน ก.ค. 54 (เพิ่มขึ้น 3.3% จากเดือนก่อน หรือจาก 57.6 ในเดือน มิ.ย. 54) สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ 56-57 จุด
• ปริมาณส่งมอบน้ำมันดิบ Forties จากทะเลเหนือเดือน ส.ค. 54 เกิดความล่าช้า จากการลดปริมาณการผลิตของแหล่งผลิตน้ำมันในเขตทะเลเหนือ
• อินเดียนำเข้าน้ำมันดิบเดือน มิ.ย. 54 เพิ่มขึ้น 6.5% มาอยู่ที่ระดับ 3.34 ล้านบาร์เรลต่อวัน (เพิ่มขึ้น 0.21 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากช่วงเดียวกันของปีก่อน)
• รัฐมนตรีกระทรวงน้ำมันของอิรัก นาย Abdul-Kareem Luaibi ประกาศจะไม่เพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันดิบ เพราะเห็นว่าภาวะตลาดปัจจุบัน (อุปสงค์และอุปทาน) สมดุล และราคาอยู่ในระดับที่เหมาะสม (ปัจจุบันอิรักผลิต 2.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน)
• โรงกลั่น Aden (130,000 บาร์เรลต่อวัน) ของเยเมนกลับมารับน้ำมันดิบจากแหล่งน้ำมันดิบในประเทศปริมาณ 1.12 ล้านบาร์เรล เป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน หลังจากการปิดดำเนินการชั่วคราวเนื่องจากท่อขนส่งน้ำมันดิบถูกก่อการร้าย
ผลกระทบต่อราคาน้ำมันในเชิงลบ
• อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ไตรมาสที่ 2 ปี 2554 เพิ่มขึ้น 1.3% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 1.8% อีกทั้งมีการปรับตัวเลขของไตรมาสที่ 1 ลงมาอยู่ที่ 0.4% จากการประกาศก่อนหน้าที่ 1.9%
• กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ รายงานยอดขายบ้านใหม่ ลดลงติดต่อเป็นเดือนที่สอง อยู่ที่ 312,000 หน่วย ในเดือน มิ.ย. 54 (ลดลง 1% จากเดือนก่อน หรือจาก 315,000 หน่วย ในเดือน พ.ค. 54)
• Bureau of Ocean Energy Management ของสหรัฐฯ รายงานว่าบริษัทผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซในอ่าวเม็กซิโกเริ่มกลับมาดำเนินการ หลังจากพายุ Don เริ่มอ่อนตัวลง ปัจจุบันกำลังการผลิตน้ำมันและก๊าซลดลงอยู่ที่ 6% และ 3.5% ตามลำดับ จากเดิมผลิตลดลงอยู่ที่ 11.9% และ 6.2% เมื่อปลายสัปดาห์ก่อน
• สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (Energy Information Administration, EIA) รายงานปริมาณสำรองน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์ สัปดาห์สิ้นสุด 22 ก.ค. 54 เพิ่มขึ้น 2.3 ล้านบาร์เรล จากสัปดาห์ก่อนหน้า อยู่ที่ 354.03 ล้านบาร์เรล, Gasoline เพิ่มขึ้น 1.02 ล้านบาร์เรล อยู่ที่ 213.48 ล้านบาร์เรล และ Distillates เพิ่มขึ้น 3.39 ล้านบาร์เรล อยู่ที่ 151.85 ล้านบาร์เรล ขณะที่อัตราการกลั่นลดลง 2% อยู่ที่ 88.3%
• จีนนำเข้าน้ำมันดิบในเดือน มิ.ย. 54 ลดลง 11.5% จากเดือนก่อน อยู่ที่ระดับ 4.81 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น
ในระยะสั้นราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI มีแนวรับแนวต้านอยู่ที่ 115-123 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรลและ 94-100 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรลตามลำดับ ราคาน้ำมันมีแนวโน้มแข็งแกร่งขึ้นจากสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงในการเพิ่มเพดานหนี้ของประเทศ ส่งผลให้นักลงทุนคลายความกังวลในการซื้อสินทรัพย์เสี่ยง อย่าไรก็ตามการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังไม่แข็งแกร่งนักโดยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไตรมาสที่สอง ต่ำกว่าประมาณการณ์ ขณะที่อัตราการว่างงานยังคงอยู่ในระดับสูง ประกอบกับภาคอุตสาหกรรมของจีนเริ่มชะลอตัวตามอุปสงค์ในประเทศที่ลดลง ควรจับตามองโยบายการเงินของรัฐบาลจีนที่ยืนยันการใช้มาตรการการเงินที่ เข้มงวดต่อไปเพื่อควบคุมอัตราเงินที่สูงถึง 6.4% ในเดือน มิ.ย. 54
เอสวีโอเอต้อนรับนักศึกษาจากสถาบัน AIT เยี่ยมชมโรงงานผลิตคอมพิวเตอร์ SVOA
เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัทเอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) ได้ให้การต้อนรับคณะอาจารย์และนักศึกษาจากภาควิชา Teaching Eco Design and Manufecturing System ในระดับปริญญาโท สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย หรือ AITโดยมีนายจักเรศ ลือวัฒนานนท์ ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) (คนกลาง) นำคณะอาจารย์และนักศึกษาเข้าเยี่ยมชมโรงงานและขั้นตอนการผลิตคอมพิวเตอร์ SVOA ของ บริษัทเอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน)

กนอ.และ กฟน. ร่างศึกษาผุดโรงไฟฟ้าในนิคมฯ เสริมความมั่นคงด้านพลังงานรองรับการลงทุน
กนอ.จับมือ กฟน. ศึกษาแผนตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ในนิคมอุตสาหกรรม คาดศึกษาเสร็จปี 2555 หวังเดินหน้าพัฒนาโครงการระยะยาว รับการเติบโตภาคอุตสาหกรรม เสริมความมั่นคงด้านพลังงาน
นางมณฑา ประณุทนรพาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) เปิดเผยว่า วันนี้(28 ก.ค.) กนอ.ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ(MOU) กับการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) เพื่อร่วมศึกษาความเป็นไปได้โครงการ“ผลิตไฟฟ้า ณ จุดใช้งาน (Distributed Generation) ในนิคมอุตสาหกรรม” ทั้งในรูปแบบการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานความร้อนร่วม (Combined Heat and Power) และการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ทั้งนี้เพื่อรองรับการขยายตัวความต้องการใช้ไฟฟ้าของภาคอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

“ความต้องการใช้ไฟฟ้าในปัจจุบันที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในนิคมอุตสาหกรรมนั้น กนอ. จึงมีแนวคิด ที่จะศึกษาความเป็นไปได้ในการผลิตไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมที่จะใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงและยังนำความร้อนมาทำความเย็นหรือผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือกอื่นๆ โดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียนที่จะเป็นการสนับสนุนการใช้ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศให้เกิดประโยชน์และประสิทธิภาพสูงสุด” นางมณฑากล่าว
สำหรับความร่วมมือกันในครั้งนี้ เป็นการดำเนินการตามนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการดำเนินงาน ตามภารกิจ นโยบาย และกลยุทธ์ เป็นการลดการลงทุนที่ซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจของประเทศ โดย กนอ.และ กฟน. จะร่วมกันทำการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการฯ ทั้งความเหมาะสมทางการตลาด เทคนิค เศรษฐศาสตร์และการเงิน รวมถึงรูปแบบการร่วมทุน ที่เหมาะสม เพื่อจัดทำแผนพัฒนาโครงการฯในระยะยาวเป็นเวลา 5 ปี (2554 – 2558) โดยทำการรวบรวมข้อมูลความต้องการใช้ไฟฟ้าและความร้อนในนิคมอุตสาหกรรม และคัดเลือกนิคมอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพ เพื่อดำเนินโครงการฯ ต่อไป
“โครงการดังกล่าว นอกจากจะเป็นการเพิ่มความมั่นคงทางด้านพลังงานให้แก่ผู้ประกอบการภายในนิคมฯแล้ว ยังจะช่วยลดต้นทุน ลดความเสี่ยงในการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้า พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ โดยคาดว่าจะศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการให้แล้วเสร็จ พร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงการฯได้ภายในปี 2555” นางมณฑากล่าว
สศอ. เผย อุตฯ ครึ่งปีแรก -2.7% กำลังการผลิต 58.9%

ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ พบแนวโน้มความต้องการและการปรับใช้ระบบคลาวด์ในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกพุ่งสูงขึ้น
บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ คอร์ปอเรชัน หรือ เอชดีเอส ธุรกิจในเครือของบริษัท ฮิตาชิ จำกัด (ชื่อในตลาดหุ้นนิวยอร์ก: HIT) กำลังพิจารณาถึงความต้องการและการปรับใช้ตามแบบของระบบคลาวด์จากการดำเนิน การธุรกิจต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริษัทเหล่านั้นกำลังเดินหน้ากลยุทธ์เพื่อการพัฒนาระบบ คลาวด์อย่างต่อเนื่อง จากการที่ผู้ใช้ระบบประมวลผลแบบคลาวด์และผู้ให้บริการด้านไอทีในเอเชีย แปซิฟิก กำลังนำโซลูชั่นของบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ มาปรับใช้เพิ่มขึ้น โดยโซลูชั่นของดาตา เซ็นเตอร์ที่ผสานรวม (Converged Data Center Solution (CDCS) ) ที่เปิดตัวใหม่ล่าสุดได้ผสานร่วมกับการปรับแต่งกับเาระบบจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ โดยที่ Hitachi Compute Blade Server และระบบโครงสร้างเครือข่ายมาตราฐาน จะช่วยเสริมกันในการพัฒนาระบบคลาวด์ของภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก ให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

โซลูชั่นของบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ ช่วยให้ลูกค้านำไปประยุกต์ใช้ทั้งด้านบริการและโซลูชั่นในลักษณะของคลาวด์ ได้ ด้วยการทำให้เป็นเรื่องง่ายและร่นระยะเวลาในการปรับใช้ระบบคลาวด์เพื่อตอบ สนองความต้องการของบริษัทใน ทุกขนาด นอกจากนี้ การเป็นหนึ่งเดียวกันภายใต้แพลตฟอร์มหลักเพียงหนึ่งเดียวนี้ ยังช่วยให้ลูกค้าสามารถสร้างและปรับขนาดโซลูชั่นระบบคลาวด์ได้เร็วหรือช้า ตามต้องการโดยไม่จำเป็นต้องยกเลิกระบบไอทีที่มีอยู่เดิม ดังนั้นจึงเป็นปกป้องการลงทุนของลูกค้าเอาไว้ด้วย
นายเควิน เอกเกลสตัน รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ ได้กล่าวไว้ว่า “ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นตลาดที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วในแบบแยกส่วน เมื่อองค์กรในภูมิภาคแห่งนี้ต้องการโซลูชั่นระบบคลาวด์ พวกเขาจะมีความต้องการที่แตกต่างกันอย่างมากอันเป็นผลมาจากเงื่อนไขของตลาด ภายในประเทศ แต่แนวทางระบบคลาวด์ของบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์มีความโดดเด่น ที่องค์กรในเอเชียแปซิฟิกจะสามารถสร้าง ปรับขนาด และปรับเพื่อนำไป ทั้งบริการและโซลูชั่นคลาวด์ ได้อย่างคล่องตัวตามแนวทางของตนเพื่อตอบสนองความต้องการที่มีหลากหลายได้ อย่างครอบคลุม”
อีก ทั้งเสริมอีกว่า “ถ้าลูกค้าจำเป็นต้องติดตั้งโซลูชั่นเพิ่มเมื่อธุรกิจเปลี่ยนแปลงและขยายตัว สิ่งนี้จะช่วยให้บรรลุผลได้อย่างรวดเร็วและราบรื่นด้วยการเพิ่มส่วนประกอบ ใดๆก็ตาม ที่ต้องการเท่าที่จำเป็นเพียงส่วนเดียวแค่นั้นเอง”
เคล็ด ลับหนึ่งที่จะช่วยให้สามารถนำเอาสำหรับกลยุทธ์ระบบคลาวด์ของบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ ไปใช้ได้จริง คือการผสานรวมของระบบจัดเก็บข้อมูล , เซิร์ฟเวอร์ และระบบเครือข่ายข้อมูล ให้เป็นหนึ่งเดียวเพื่อเป็นรากฐานของโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ หรือที่เรียกว่า ระบบคลาวด์ในรูปแบบโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งนี้องค์กรที่ทำการผสานรวมตามหลักการดังกล่าวจะได้ประโยชน์มากมาย ทั้งด้านการเพิ่มประสิทธิภาพ ความเร็ว, ลดเวลาในการปรับใช้ระบบ, เสถียรภาพของระบบที่เชื่อถือได้ และการบริหารจัดการของระบบเหล่านี้ ที่ช่วยคลายความกังวลที่องค์กรมีเกี่ยวกับการปรับใช้โซลูชั่นคลาวด์
การใช้โซลูชั่นระบบคลาวด์ของบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ จะทำให้ลูกค้ารับรู้ได้ถึงค่าใช้จ่ายที่แท้จริง ในการดำเนินงานที่ลดลง ความสามารถในการทำงานร่วมกันที่คล่องตัวยิ่งขึ้น ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงขึ้น ลดขั้นตอนการนำไปใช้ที่สั้นลง ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่จำเป็นต้องปรับสถาปัตยกรรมระบบที่มีอยู่เดิมใหม่
เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ บริษัท ฮิตาชิ ดาต้าซิสเต็มส์ ได้ประกาศถึงความสำเร็จของลูกค้ารายสำคัญที่ได้ปรับใช้โซลูชั่นระบบคลาวด์ ของบริษัท ได้แก่ ศูนย์ประมวลผลปักกิ่ง(Beijing Computing Center) จากประเทศจีน บริษัท ไซไฟ เทคโนโลยีส์ จำกัด (Sify Technologies Limited) จากประเทศอินเดีย และบริษัท เทลิติ อินเตอร์เนชั่นแนล (Teliti International) จากประเทศมาเลเซีย ซึ่งได้นำโซลูชั่นระบบคลาวด์ของบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ มาปรับใช้ในแนวทางที่แตกต่างกันเพื่อตอบสนองความต้องการด้านการดำเนินงานที่จำเป็นของตน ดังนี้
- Beijing Computing Center เลือกใช้ Hitachi NAS Platform (HNAS) เพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพและสมรรถนะด้านการแบ่งปันไฟล์และข้อมูล ด้วยการจำกัดการขยายตัวของระบบแบบขาดการควบคุม และปัญหาคอขวดด้านการจราจรข้อมูล ด้วยฟังก์ชันระบบเสมือนจริงของ HNAS เช่น เซิร์ฟเวอร์เสมือน ไดรฟ์ข้อมูลเสมือน และพูลระบบจัดเก็บข้อมูลเสมือน ทำให้ขณะนี้ผู้ดูแลระบบจัดเก็บข้อมูลของศูนย์ประมวลผลสามารถจัดสรรความจุ ระบบจัดเก็บข้อมูลสำหรับแอพพลิเคชั่นและผู้ใช้ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- Sify Technologies Limited ผู้นำด้านการให้บริการ อินเทอร์เน็ตทั้งสำหรับผู้ใช้รายย่อย และ องค์กรขนาดใหญ่ ในอินเดีย ได้เปิดตัวบริการระบบจัดเก็บข้อมูลตามต้องการแบบใหม่ที่มีบริการระบบจัดเก็บ ข้อมูลตามต้องการสอดคล้องกับข้อตกลงระดับการบริการ (SLA) ในลักษณะระบบจัดเก็บข้อมูลตามสั่ง(On-demand Storage Services) ภายใต้การสนับสนุนจากบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ ทั้งการรองรับการปรับเพิ่มลดขนาดตามที่ต้องการได้ รวมไปถึงการบริหารจัดการอุปกรณ์ต่างๆ อย่างครบถ้วน
- Teliti Datacentres ธุรกิจในเครือของบริษัท เทลิติ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ให้บริการด้านไอทีชั้นนำ ที่กำลังสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย ด้วยการปรับใช้โซลูชั่นโครงสร้างพื้นฐานของฮิตาชิ , Hitachi Content Platform (HCP) และ HNAS เข้าด้วยกันโดยศูนย์ข้อมูล “สีเขียว” ที่ทันสมัยแห่งนี้ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมด้านไฮเทคที่ชื่อว่า Enstek บริเวณชานเมืองของกรุงกัวลาลัมเปอร์และจะพร้อมให้บริการในปี 2555 โดยจะนำเสนอบริการต่างๆ ที่ครอบคลุมรวมไปถึงบริการการบริหารจัดการ(Managed Services) ให้แก่ลูกค้าทั้งภายในประเทศและทั่วโลก ทั้งนี้ บริษัท เทลิติ เลือกใช้ Hitachi Virtual Storage Platform (VSP) เนื่องจากข้อดีหลายอย่างในด้านประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น การใช้พลังงาน และต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (TCO) นอกจากนี้ บริษัท เทลิติ ยังกำลังทำงานร่วมกับบริษัท ฮิตาชิ เพื่อนำเสนอ การจัดเก็บข้อมูลถาวร(Archived Data) และการสำรองข้อมูล ในลักษณะบริการรับเหมาจัดเก็บ ให้แก่ลูกค้า โดยใช้ HCP อีกด้วย
นายวู อี้เฟย นักวิจัย แผนกวิจัยและพัฒนาของศูนย์ประมวลผลปักกิ่ง กล่าว ว่า “เพื่อตอบสนองการขยายตัวที่มีอย่างต่อเนื่องของธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ ในกรุงปักกิ่ง แพลตฟอร์มบริการแบบคลาวด์สำหรับอุตสาหกรรมในปักกิ่งจำเป็นต้องมีโครงสร้าง พื้นฐานระบบจัดเก็บข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ เชื่อถือได้ และมีความสามารถในการปรับขนาดได้ที่เหนือกว่า” และยังกล่าวว่า “โซลูชั่นระบบจัดเก็บข้อมูลของบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ ได้แสดงให้เห็นมากกว่าที่คาดคิด ถึงประสิทธิภาพและความเชื่อถือได้ ที่ทำให้เราสามารถเอาชนะปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานต่างๆ ได้อย่างไร้กังวล”
นายมูซา โมห์ ลาซิม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร (ซีอีโอ) บริษัท เทลิติ ดาต้าเซ็นเตอร์ เอสดีเอ็น บีเอชดี กล่าว ว่า “บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ มีส่วนสำคัญในการช่วยให้เราสามารถตอบสนองความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นด้าน โซลูชั่นระบบจัดเก็บข้อมูลชั้นเยี่ยมภายในสภาพแวดล้อมแบบคลาวด์ ที่จะถูกนำเสนอโดยบริษัท เทลิติ ดาต้าเซ็นเตอร์” และกล่าวอีกว่า “ด้วยการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ ทำให้บริษัท เทลิติ อยู่ในฐานะการเป็นผู้นำด้านไอที ที่ไม่เพียงแต่ในตลาดมาเลเซียเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมตลาดทั่วโลก ที่เราเดินหน้าขยายตลาดของเราที่มีอยู่ อย่างต่อเนื่องนั่นเอง”
นายซีวีเอส ซูริ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร (ซีอีโอ) บริษัท ไซไฟ เอ็นเตอร์ไพรซ์ เซอร์วิส กล่าว ว่า “บริษัท ไซไฟ ได้ลงทุนเชิงกลยุทธ์ในด้านการสร้างแพลตฟอร์มแบบคลาวด์สำหรับองค์กรในช่วง 16 เดือนที่ผ่านมา ด้วยคำมั่นที่จะนำเสนอบริการการประมวลผลแบบคลาวด์ให้แก่ลูกค้าระดับองค์กร ขนาดใหญ่ ปัจจุบันบริการแบบคลาวด์ของบริษัท ไซไฟ กำลังช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถตอบสนองเงื่อนไขทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้เร็วยิ่งขึ้น อีกทั้งยังรับประกันได้ถึงความพร้อมใช้งาน ความเชื่อถือได้ ความสามารถในการปรับขนาดได้ และ การรับรองประสิทธิภาพตามการใช้งาน(Workload)ที่ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา” และเสริมอีกว่า “การเป็นพันธมิตรของเรากับผู้นำด้านเทคโนโลยี อย่างบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ ในด้านระบบจัดเก็บข้อมูล ช่วยให้เราสามารถสร้างและนำเสนอโซลูชั่นระบบจัดเก็บข้อมูลที่พร้อมสำหรับ อนาคตและเป็นไปตามความต้องการที่แตกต่างกัน ภายใต้การรับประกันของข้อตกลงระดับการบริการ(SLA) ที่ระดับ 99.99%”
ความได้เปรียบหลักและเหตุผลที่ว่าเหตุใดลูกค้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจึง เลือกใช้แนวทางของโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ของบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ นั่นก็คือ ค่าใช้จ่ายด้านการบริหารระบบที่ลดลง การทำให้ให้ระบบคลาวด์เป็นเรื่องง่ายขึ้น การใช้งานระบบมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น การนำไปใช้ที่เริ่มจากระบบขนาดเล็กที่พร้อมปรับเพิ่มได้ภายหลัง ความสามารถปรับใช้ระบบคลาวด์จาก ทรัพยากรต่างๆที่มีอยู่ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ใช้อยู่เดิมได้โดยไม่ต้องหยุดการทำงานของระบบหรือล้าง ระบบของผู้ใช้และแอพพลิเคชั่นเดิมที่มีอยู่ ตลอดจนปกป้องการลงทุนด้านไอทีที่ใช้ไปจากของเดิมได้อีกด้วย
สภาอุตฯ คาดเศรษฐกิจไทยปีนี้ โต4.2-4.5 ผลจากความมั่นคงของประเทศ
เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2554 ที่ผ่านมา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้จัดงาน “รายงานเศรษฐกิจไทยครึ่งปี 2554 และทิศทางเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง…มุมมองภาคเอกชน” โดยมีนายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นผู้นำเสนอ และมีตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ 7 หน่วยงาน เข้าร่วมให้ข้อมูลอีกด้วย

ทั้งนี้ นายธนิต เผยว่า เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังนี้ คาดว่าจะโตเฉลี่ยร้อยละ 4.2-4.5 ถือว่าเติบโตได้ดีจากนโยบายกรุ้นเศรษฐกิจแบบประชานิยม ภาคการบริโภคเอกชนจะได้รับจิตวิทยาในทางบวกในการขยายตัวถึงร้อยละ 4.1-4.6 ซึ่งสะท้อนจากการขยายตัวของภาคการส่งออกซึ่งจะขยายตัวได้ทั้งปี ร้อยละ 20.5 – 22.0 เป็นตัวเลขการส่งออกทั้งปี 225,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่นำเข้ามีการขยายตัวทั้งปี ร้อยละ 25-26 มูลค่าประมาณ 214,000 ล้านเหรียญสรัฐฯ ทำให้ดุลการค้าและดุลการชำระเงินจะเป็นบวกที่ 10.8 และ 12.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ตามลำดับ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนทั้งภายในและการลงทุนจากต่างประเทศ จะตอบรับจากความมั่นคงด้านการเมืองในประเทศ ภาคการเมืองมีเสถียรภาพ ทำให้ลงทุนจากต่างประเทศผ่าน BOI จะขยายตัวร้อยละ 12.8 – 14.0 โดยได้รับการตอบสนองที่ดีจากประชาชนเฉพาะในระดับต่างจังหวัด ซึ่งการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวทั้งปี ได้ที่ร้อยละ 9.6 – 10.2 และการลงทุนภาครัฐจะขยายตัวร้อยละ 3.6 จากแผนการลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้การว่างงาน ในช่วงสิ้นปีจะอยู่ที่ร้อยละ 0.8-0.9 เป็นระดับที่ต่ำมากประเทศหนึ่งของโลก ขณะเดียวกันการว่างงานจะก่อให้เกิดการตึงตัวด้านแรงงานทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตร แต่ระดับราคาสินค้าเกษตร ยังมีการปรับตัวรักษาระดับราคาไว้ได้ สำหรับภาคการท่องเที่ยวจะขยายตัวได้สูงที่ร้อยละ 15-16 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในประเทศกว่า 17-18 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเผชิญกับสภาวะเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปีร้อยละ 3.8-4.5 และหากมีการผลักดันนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ทั่วประเทศ และนโยบายประชานิยมเต็มรูปแบบ เงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2555 ต้นปีจะหลุดกรอบที่ระดับร้อยละ 0.50-3.0 อีกทั้งความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปที่มีความเปราะบางจากการฟื้นตัวและหนี้สาธารณะที่สูง และอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อเงินเหรียญสหรัฐฯ จะมีแนวโน้มที่แข็งค่าจากเงินสกุลหลักจะไหลเข้ามาทำกำไรในภูมิภาคมากขึ้น
โดยสรุปแล้ว เศรษฐกิจไทยในปี 2554 จะยังคงมีการขยายตัวต่อเนื่อง ในระดับร้อยละ 4.2-4.5 และจะเติบโตต่อเนื่องไปถึงปี 2555 เป็นการขยายตัวท่ามกลางความเสี่ยงจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายด้านค่าจ้างที่สูง และเงินเฟ้อที่สูงจะกระทบต่อภาคการส่งออกและภาคการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในปีหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ หากรัฐบาลจะผลักดันต่อไปจะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมกว่าร้อยละ 90-92
ปตท. ตั้งเป้าติดท๊อป 100 Fortune ใน 10 ปี
เร่งขยายการลงทุนในประเทศและต่างประเทศ ทั้งธุรกิจขุดเจาะและสำรวจปิโตรเลียม ปิโตรเคมี ถ่านหิน ไฟฟ้า ใช้เงินลงทุนรวม 3 ล้านล้านบาท เพื่อทำรายได้ 6 ล้านล้านบาท ภายในปี 2020 หวังติด 100 อันดับแรก ของ Fortune Global สร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ
นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า ณ สิ้นปี 2553 ที่ผ่านมา ปตท. มีรายได้จากผลประกอบการ รวม 59,930 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ ปตท. ได้รับการจัดอันดับให้ติดในลำดับที่ 128 ของ Fortune Global 500 ประจำปี 2554 ซึ่งนิตยสารฟอร์จูนได้คัดเลือกบริษัทที่มีผลประกอบการสูงสุดในโลก จำนวน 500 บริษัท โดย ปตท. สามารถขยับขึ้นจากอันดับที่ 155 ในปีก่อนหน้านี้
ทั้งนี้ Fortune 500 ได้พิจารณาข้อมูลผลการดำเนินงาน รวมถึงสำรวจความคิดเห็นของนักวิเคราะห์และนักธุรกิจชั้นนำทั่วโลกเพื่อ ประกอบการจัดอันดับ โดย ปตท. เป็นบริษัทไทยเพียงรายเดียวที่ติดอันดับ Fortune 500 ในครั้งนี้ ซึ่งอันดับที่ดีขึ้นสามารถเป็นสิ่งสะท้อนได้อย่างชัดเจนว่า ปตท. ได้ก้าวไปสู่การเป็นบริษัทไทยข้ามชาติในระดับสากลอย่างแท้จริง
อก.ผนึก 22 สถาบัน สร้างความเข้มแข็งบุคคลากรอุตฯ เกษตร
เร่งยกระดับ อุตฯ เกษตร สร้างมูลค่าเพิ่ม หนุนพัฒนางานวิจัยสู่การผลิต ดึง 22 สถาบันการศึกษา ร่วมสร้างมิติใหม่ก้าวสู่ แปรรูปเกษตรครบวงจร มั่นใจดึงเงินเข้าประเทศ ทะลุ 1 ล้านล้านบาทต่อปี
นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมมีนโยบายชัดเจนในการยกระดับอุตสาหกรรมเกษตร ให้กลายเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศ เนื่องจากมีความสำคัญต่อการยกระดับอาชีพเกษตรกรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การสร้างอุตสาหกรรมเกษตรให้แข็งแกร่งจะมีส่วนช่วยแก้ปัญหาในเรื่องราคาสินค้าเกษตรตกต่ำได้อีกทางหนึ่ง โดยปัจจุบันอุตสาหกรรมเกษตรมีศักยภาพในการผลิตและการส่งออกสูง สามารถนำรายได้เข้าประเทศปีละไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาท อุตสาหกรรมเกษตรมีมูลค่าการส่งออก ประมาณร้อยละ 18 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด โดยมาจากสินค้าเกษตรขั้นต้น ประมาณร้อยละ 11 และสินค้าเกษตรแปรรูป ประมาณร้อยละ 7 การสร้างความร่วมมือในครั้งนี้จะทำให้อุตสาหกรรมเกษตรเกิดการยกระดับเป็นอีกมิติใหม่ ที่จะสร้างความหลากหลายเป็นทางเลือกมากขึ้น ความได้เปรียบของประเทศไทยที่เป็นแหล่งแหล่งผลิตวัตถุดิบที่มีคุณภาพ เมื่อได้รับการเติมเต็มด้านการวิจัยพัฒนาจะทำให้อุตสาหกรรมการเกษตรของไทยมีความโดดเด่น เป็นผู้นำแห่งภูมิภาคอาเซียน
นางสุทธินีย์ พู่ผกา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมที่จะผลักดันอุตสาหกรรมเกษตรให้เกิดความแข็งแกร่ง เป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานของประเทศสร้างงานสร้างเม็ดเงินเข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เพื่อเป็นการต่อยอดความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จึงได้ทำความร่วมมือทางวิชาการด้านอุตสาหกรรมเกษตรกับสมาคมสภาวิชาการอุตสาหกรรมเกษตร ซึ่งมีเครือข่ายสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ 22 สถาบัน เพื่อให้พัฒนางานวิจัยคุณภาพ เพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมต่อไป โดยความร่วมมือครั้งนี้จะส่งผลต่อการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs ในอุตสาหกรรมเกษตร รวมถึงการยกระดับการพัฒนาบุคลากรสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมเกษตร ให้มีคุณภาพ มีมาตรฐาน และมีความปลอดภัยในกระบวนการแปรรูปสินค้า ซึ่งจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในการผลิตสินค้า เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก
รองศาสตราจารย์ ดร.สิรี ชัยเสรี นายกสมาคมสภาวิชาการอุตสาหกรรมเกษตร เปิดเผยว่า การทำความร่วมมือระหว่างสมาคมสภาวิชาอุตสาหกรรมเกษตรกับกระทรวงอุตสาหกรรมในครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างความร่วมมือที่สำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัยในโรงงานอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร โดยเน้นการใช้พื้นฐานทางวิชาการในการสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงการพัฒนาบุคลากรให้มีประสิทธิภาพพร้อมเข้าปฏิบัติงานในโรงงาน ตลอดจนการให้ความร่วมมือเกี่ยวกับงานวิจัยและพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมเกษตร พิธีลงนามความร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรมในวันนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรของประเทศไทยให้เกิดความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืนต่อไป
