ก.วิทยาศาสตร์ฯ จัดมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 54
ดร.พรชัย รุจิประภา ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมด้วย ดร.พิชัย สนแจ้ง ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงาน มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2554 “จุดประกายความคิด พัฒนาชีวิตด้วยวิทยาศาสตร์” โดยในปีนี้กำหนดจัดงานตั้งแต่วันที่ 6-21 สิงหาคม 2554 รวม 16 วัน เต็มพื้นที่ ไบเทค บางนา เป็นการจัดมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ยาวนานที่สุด และมีโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศจองเข้าชมแล้วกว่า 5 แสนคน

ดร.พรชัย รุจิประภา ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้จัดงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ต่อเนื่องกันมาทุกปี ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา ได้จัดงานให้ยิ่งใหญ่ขึ้น โดยรวมงานต่างๆ เข้ามาไว้ด้วยกัน และปีนี้ก็จะจัดอย่างยิ่งใหญ่เช่นเดียวกัน โดยมี นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ อีกทั้งปีนี้เป็นปี “เคมีสากล” กิจกรรมรวมฉลองปเคมีสากล ใหเกิดความรูความเขาใจพื้นฐานของเคมีและจะมีนิทรรศการทางเคมีที่จะทำให้ เราทราบว่าเคมีมันอยู่รอบตัวเรา แสดงใหเห็นถึงความสําคัญของเคมีที่มีอยูในทุกสิ่งรอบตัวเรา นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการจากต่างประเทศ และนิทรรศการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และของกระทรวงต่างๆ อีก 7 กระทรวง เข้าร่วมงาน

ด้าน ดร.พิชัย สนแจ้ง ผู้อำนวยการ อพวช. กล่าวว่า ปีนี้เราจัดเต็มพื้นที่ไบเทค บางนา โดยแบ่งเป็นกลุ่มๆ ได้แก่ นิทรรศการเทิดพระเกียรติฯ Royal Pavilion ซึ่งจะมีความแตกต่างกันไปทุกปี โดยปีนี้จะเป็นภาพแบบมีชีวิตในสมัยรัชกาลที่ 4 และเรื่องราวของนิทรรศการหลัก 11 นิทรรศการ เช่น ป่าไม้ โลกร้อน เทคโนโลยีเพื่อคนพิการ และพื้นที่ให้เด็กมา ทำกิจกรรม นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมหลักของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวเรา อาทิ เรื่องดาราศาสตร์ กรมวิทยาศาสตร์บริการ จัดแสดงผลงานวิจัยยานกลดำน้ำอัตโนมัติขนาดเล็ก ลงไปทำงานใต้น้ำได้
ผู้อำนวยการ อพวช. กล่าวอีกว่า ทุกปีจะมีคนมาเข้าชมงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประมาณ 1.2 ล้านคน แต่ปีนี้มีโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ ได้จองเข้าชมงานแล้ว 5 แสนคน แต่เราจะมีการจัดเวลาให้ได้เยี่ยมชมอย่างทั่วถึง มีคนนำชมนิทรรศการ โดยโรงเรียนหรือ สถาบันการศึกษาที่ต้องการเข้าชมเป็นหมู่คณะสามารถแจ้งความประสงค์ได้ที่ โทร.0 2577 9960 และสามารถเข้าชมรายละเอียดของนิทรรศการได้ที่เว็บไซต์ http://www.nst2011.com
ส่งออกฯ แนะเข้าร่วมงานแสดงสินค้าอย่างไรให้คุ้มทุน

เพื่อนชุมชน เดินหน้ายกระดับโรงงานเป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม
เพื่อนชุมชน โดย 5 ผู้ก่อตั้ง ปตท. เอสซีจี บีแอลซีพี โกลว์ และดาวเคมิคอล เดินหน้าความร่วมมือยกระดับโรงงานในระยองพัฒนาสู่อุตสาหกรรมสะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เน้นถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์ให้ผู้ประกอบการอื่นนำไปใช้ได้จริง พร้อมเป็นที่ปรึกษาด้านเทคนิค เร่งแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตชุมชน มุ่งขยายเครือข่ายความร่วมมือสู่ทุกภาคส่วน เพื่ออุตสาหกรรมและชุมชนอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

นายวีรศักดิ์ โฆสิตไพศาล ประธาน “เพื่อนชุมชน” กล่าวในงานแถลงข่าว 1 ปี “เพื่อนชุมชน” และการจัดตั้ง “สมาคมเพื่อนชุมชน” ว่า เป้าหมายของ ”เพื่อนชุมชน” คือ การยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของอุตสาหกรรมในมาบตาพุด ซึ่งในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา นับเป็นความร่วมมือที่เข้มแข็งของ ผู้ก่อตั้งเพื่อนชุมชนที่ได้ร่วมกันผลักดันให้เกิดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ตามเจตนารมณ์ได้เป็นอย่างดี ทั้งด้านการพัฒนาสู่อุตสาหกรรมสะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการถ่ายทอดความรู้ แบ่งปันประสบการณ์ การจัดการสิ่งแวดล้อมและมาตรฐานความปลอดภัย และด้านการดูแลเอาใจใส่ชุมชน เพี่อคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งการศึกษาและด้านสุขภาพ ตลอดจนการให้ข้อมูลความรู้ที่ถูกต้องสำหรับชุมชน และกิจกรรมเปิดบ้านเพื่อนชุมชน ให้ชุมชนได้เข้าเยี่ยมชมโรงงานทั้งในกลุ่มและนอกกลุ่มเพื่อนชุมชน พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นของชุมชน เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมและความมั่นใจว่า อุตสาหกรรม มีความจริงใจที่จะอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน
“การยกระดับโรงงานเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้น ที่ผ่านมาเรามุ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในเรื่องการลดสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) โดยการจัดสัมมนาให้สามารถนำความรู้ไปใช้งานได้จริง ทั้งเรื่องเทคนิคการลด VOCs การจัดทำบัญชี VOCs (VOCs Inventory) และการจัดการ VOCs ช่วงหยุดซ่อมบำรุงเครื่องจักร ซึ่งมีโรงงานเข้าร่วมสัมมนาแล้ว 58 โรงงาน เป็นจำนวนประมาณร้อยละ 40 ของโรงงานในพื้นที่มาบตาพุดและบ้านฉาง ซึ่งมีประมาณ 140 โรงงาน นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการให้คำปรึกษาและความช่วยเหลือในลักษณะ “เพื่อนช่วยเพื่อน” โดยนำประสบการณ์และเทคนิคการดูแลกระบวนการผลิต รวมถึงการหยิบยืมอุปกรณ์ต่างๆของบริษัทในกลุ่มเพื่อนชุมชนแบ่งปันให้กับผู้ประกอบการรายอื่นๆ การดำเนินการดังกล่าวนับเป็นการขยายเครือข่ายเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมสู่อุตสาหกรรมสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง” นายวีรศักดิ์ กล่าว
นายชลณัฐ ญาณารณพ รองประธาน “เพื่อนชุมชน” กล่าวถึงการดำเนินการเพื่อดูแลคุณภาพชีวิตชุมชนว่า กิจกรรมต่างๆ จัดขึ้นจากการศึกษาความต้องการของชุมชน เพื่อมุ่งแก้ปัญหาให้เกิดประโยชน์กับชุมชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะด้านสุขภาพ อาทิ การจัดหาบุคลากรทางการแพทย์มาให้บริการอย่างเพียงพอต่อความต้องการในพื้นที่ โดยการจ้างแพทย์เกษียณอายุราชการ พยาบาล นักเทคนิคการแพทย์ นักวิชาการสาธารณสุข และพยาบาลวิชาชีพ ด้วยงบประมาณในปีนี้ 30 ล้านบาท เพื่อประจำที่ศูนย์สุขภาพชุมชน โรงพยาบาลมาบตาพุด และโครงการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อนชุมชน ซึ่งโครงการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ดังกล่าว เป็นการผนึกความร่วมมือบริษัททั้งในกลุ่มและนอกกลุ่มเพื่อนชุมชน ให้บริการอย่างทั่วถึงครอบคลุม 89 ชุมชน นอกจากนี้ ยังได้มอบทุนการศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตร์ 200 ทุน ด้วยงบประมาณ 48 ล้านบาท ในระยะ 4 ปี สำหรับนักเรียนในภูมิลำเนาจังหวัดระยอง เพื่อให้กลับมาปฏิบัติงานในโรงพยาบาลจังหวัดระยอง เพื่อช่วยลดปัญหาการขาดแคลนพยาบาลในอนาคต รวมทั้งการมอบทุนการศึกษาปริญญาตรี ด้านวิศวกรรมศาสตร์ และครุศาสตร์ อีก 7 ทุนในปีนี้ จากเป้าหมาย 60 ทุน ในระยะ 4 ปี ด้วยงบประมาณ 25 ล้านบาท
นางมณฑา ประณุทนรพาล ผู้ว่าการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ความร่วมมือของภาคอุตสาหกรรมในนามของ “เพื่อนชุมชน” เพื่อยกระดับสู่อุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนให้ดียิ่งขึ้นนั้น นับเป็นการแสดงความรับผิดชอบของภาคอุตสาหกรรมที่น่าชื่นชม ในฐานะภาครัฐ กนอ. พร้อมจะให้ความร่วมมือกับผู้ประกอบการภาคเอกชนในการเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสาร ประสานความร่วมมือ ร่วมกันดูแลสิ่งแวดล้อมและพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของชาวระยอง โดยมีความเชื่อมั่นว่า ความร่วมมืออย่างจริงใจและจริงจังของทุกฝ่าย ทั้งผู้ประกอบการ ชุมชน และภาครัฐจะทำให้เกิดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และร่วมแรงร่วมใจกัน ในการสร้างเมืองที่น่าอยู่ ซึ่งชุมชนและอุตสาหกรรมสามารถอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนตลอดไป
“เพื่อนชุมชน” เป็นความร่วมมือของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมครั้งแรกในประเทศไทยเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมสู่อุตสาหกรรมสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยความจริงใจ จริงจัง มุ่งมั่นแก้ปัญหาร่วมกัน ด้วยการถ่ายทอดความรู้ แบ่งปันประสบการณ์ และตรวจสอบดูแลกันเอง ด้วยความมุ่งหวังให้อุตสาหกรรมและชุมชนสามารถอยู่ร่วมกันและเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน โดยมีผู้ก่อตั้ง ได้แก่ กลุ่ม ปตท เอสซีจี บีแอลซีพี โกลว์ ดาว เคมิคอล และมีความมุ่งมั่นที่จะขยายเครือข่ายความ ร่วมมือไปยังทุกภาคส่วนให้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างโปร่งใสให้ได้มากที่สุด ทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคม ล่าสุดเพื่อนชุมชนได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็น “สมาคมเพื่อนชุมชน” (Community Partnership Association) เพื่อเปิดรับสมาชิกและขยายเครือข่ายความร่วมมือในกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมให้ได้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้ระยองเป็นบ้านที่น่าอยู่ของชุมชน
สศอ.แนะ ลาว ทำดัชนีเตือนภัย
สศอ.เร่งสร้างเครือข่ายเตือนภัยภาคอุตฯ รับ AEC รุดให้ความรู้ สปป.ลาว จัดทำดัชนีอุตฯ หวังปูทางใช้ฐานข้อมูลร่วมกัน เชื่อประเทศสมาชิกอาเซียนได้ประโยชน์
นางสุทธินีย์ พู่ผกา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า สศอ.ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านการเตือนภัยภาคอุตสาหกรรม และการจัดทำดัชนีอุตสาหกรรม เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ให้ กับผู้แทนของกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว) ถือเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) โดยมีการให้ความรู้เรื่องการจัด ทำระบบเตือนภัยภาคอุตสาหกรรม และการจัดทำดัชนีชี้วัดเพื่อการเตือนภัย ซึ่งเป็นลักษณะการให้ความรู้เพื่อปูทางให้ สปป.ลาว ได้มีระบบเตือนภัยภาคเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพในอนาคต อีกทั้งแนะนำวิธีการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยในการวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สู่การกำหนดนโยบายการพัฒนาประเทศให้มีประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป และการมีฐานข้อมูลที่เป็นระบบจะช่วยให้ชาติสมาชิกอาเซียนได้ใช้ประโยชน์ร่วม กัน ซึ่ง สปป.ลาว เป็นชาติแรกที่ สศอ.ได้สร้างเป็นเครือข่ายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมภายใต้ AEC และจะขยายไปสู่ชาติสมาชิกอื่นๆ ต่อไปในอนาคต
“ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2558 เป็นเรื่องสำคัญเนื่องจากการรวมตัวกันครั้งนี้จะทำให้มีขนาดและมูลค่าการตลาดที่สูงมาก ด้วยจำนวนประชากรของ AEC รวมกันประมาณ 600 ล้านคน คิดเป็น 9% ของจำนวนประชากรโลก มีขนาด GDP คิดเป็น 2% ของ GDP ของโลก มูลค่าการค้า คิดเป็น 17% ของมูลค่าการค้าโลกโดย AEC มีมูลค่าการค้าประมาณ 1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (มูลค่าการค้าโลก 22 ล้าน ล้านเหรียญสหรัฐ) ถือเป็นโอกาสของการขยายตลาดให้กว้างใหญ่ขึ้น ดังนั้น เรื่องการสร้างฐานข้อมูล การจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ และแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันในชาติสมาชิกจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เนื่องจากโลกการค้าเศรษฐกิจยุคใหม่ใช้ฐานข้อมูลเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจ เชิงนโยบาย ผู้ที่มีฐานข้อมูลที่มากกว่าและการวิเคราะห์ที่เฉียบคม จะเป็นผู้มีชัยเหนือคู่แข่ง”
นางสุทธินีย์ กล่าวอีกว่า การสร้างความร่วมมือด้านวิชาการกับ สปป.ลาวครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จในอีกก้าวหนึ่งของ สศอ. ซึ่งการจัดทำดัชนีอุตสาหกรรมและการเตือนภัยภาคเศรษฐกิจที่ สศอ.รายงานผลต่อสาธารณะให้รับรู้รับทราบอย่างต่อเนื่อง ทำให้ชาติสมาชิกอาเซียนต่างให้การยอมรับเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นเครื่องมือในการประเมินสถาณการณ์ภาคเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่มี ความน่าเชื่อถือในระดับสูง ซึ่งการถ่ายทอดความรู้นี้ให้กับ
สปป.ลาว เจ้าหน้าที่ของกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า ให้ความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจาก สปป.ลาวกำลังก้าวสู่การพัฒนาระบบเศรษฐกิจให้เป็นสากลยิ่งขึ้น การพัฒนาด้านฐานข้อมูลจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ สปป.ลาวต้องดำเนินการด้านนี้อย่างเร่งด่วน
น้ำมัน-ศก.โลก-การเมืองในประเทศ 3 ปัจจัยหลัก ฉุดดัชนีอุตฯ มิ.ย. 54 ลด วอนรัฐเร่งหาแนวทางลดผลกระทบจากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย (Thai Industries Sentiment Index: TISI) ในเดือนมิถุนายน 2554 ที่ได้จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,046 ตัวอย่าง ครอบคลุม 40 กลุ่มอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมฯ ว่า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนมิถุนายน ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 107.4 จากระดับ 108.3 ในเดือนพฤษภาคม ค่าดัชนีที่ปรับลดลงเกิดจากองค์ประกอบของดัชนีด้านยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อการปรับลดลงของค่าดัชนี ได้แก่ ภาวะน้ำท่วมหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ ความกังวลเกี่ยวกับการเมืองภายในประเทศและสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ขณะที่ต้นทุนการผลิตยังปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ค่าดัชนียังคงอยู่ในระดับสูงกว่า 100 แสดงว่า ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมมีความเชื่อมั่นต่อการประกอบการในระดับที่ดี โดยมีปัจจัยบวกจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง ผลผลิตทางการเกษตรยังส่งผลดีต่อรายได้เกษตรกร รวมทั้งความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการภาคการส่งออกก็ยังอยู่ในระดับที่ดีอีกด้วย
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 113.5 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 111.2 ในเดือนพฤษภาคม เนื่องจากผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ว่า ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการจะปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยค่าดัชนีอยู่ในระดับสูงกว่า 100 แสดงว่า ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมมีความเชื่อมั่นต่อการประกอบการในระดับที่ดี
ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมจำแนกตามขนาดของกิจการ ในเดือนมิถุนายน พบว่า อุตสาหกรรมขนาดย่อม และขนาดกลางปรับตัวลดลง ขณะที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยอุตสาหกรรมขนาดย่อม มีดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมิถุนายน อยู่ที่ระดับ 95.7 ปรับตัวลดลงจากระดับ 110.3 ในเดือนพฤษภาคม โดยองค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ สำหรับอุตสาหกรรมขนาดย่อมที่มีค่าดัชนีปรับตัวลดลงได้แก่ อุตสาหกรรมแกรนิต และหินอ่อน (มีปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีฝีมือ ยอดส่งออกแผ่นกระเบื้อง และหินอ่อนลดลง) และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ (ปุ๋ยชีวภาพ และผลิตภัณฑ์กำจัดศัตรูพืชมียอดขายในประเทศลดลง) ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 108.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 112.6 ในเดือนพฤษภาคม โดยองค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ
อุตสาหกรรมขนาดกลาง มีดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมิถุนายน อยู่ที่ระดับ 104.2 ปรับตัวลงเล็กน้อย จากระดับ 104.3 ในเดือนพฤษภาคม องค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ อุตสาหกรรมขนาดกลางที่ค่าดัชนีปรับตัวลดลง ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องประดับ (ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้นขาดแคลนแรงงานมีฝีมือ) อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ (ขาดแคลนแรงงานที่มีฝีมือในการออกแบบ ยอดขายเฟอร์นิเจอร์ไม้ในประเทศลดลง) อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร (ยอดขายรถสำหรับการเกษตรมียอดขายในประเทศลดลง) อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมอลูมิเนียม (ยอดการส่งออกฟอยล์ถนอมอาหารไปประเทศจีน และญี่ปุ่นลดลง ผลิตภัณฑ์อลูมิเนียมมีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น) ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 111.3 เพิ่มขึ้นจากระดับ 107.7 ในเดือนพฤษภาคม ส่วนองค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ
และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มีดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมิถุนายน อยู่ที่ระดับ 121.2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 112.1 ในเดือนพฤษภาคม องค์ประกอบดัชนีที่ปรับเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ โดยอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมสิ่งทอ (ยอดขายผลิตภัณฑ์ประเภทเส้นด้าย ผ้าทอ เพิ่มขึ้นจากประเทศในภูมิภาคอาเซียน ผลิตภัณฑ์ประเภทเส้นใย เส้นไหมดิบ ด้าย มียอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจากประเทศจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น) อุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 121.1 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 114.6 ในเดือนพฤษภาคม ส่วนองค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ
ด้านดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมรายภูมิภาค ประจำเดือนมิถุนายน พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมภาคกลาง และภาคตะวันออกปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วนภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ปรับตัวลดลง เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา
ภาคกลาง ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม เดือนมิถุนายน อยู่ที่ระดับ 108.9 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 106.6 ในเดือนพฤษภาคม องค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ โดยในภาคกลาง การบริโภค และการลงทุนของภาคเอกชนยังมีการขยายตัว รวมทั้งภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวที่เป็นปัจจัยบวกต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ ผนวกกับผลของภัยพิบัติในญี่ปุ่นที่คลี่คลายในทางที่ดีขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกลับมาผลิตได้ตามปกติ สำหรับอุตสาหกรรมในภาคกลางที่มีค่าดัชนีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมสิ่งทอ (ยอดขายผลิตภัณฑ์ประเภทเส้นด้าย ผ้าทอ เพิ่มขึ้นจากประเทศในภูมิภาคอาเซียน ผลิตภัณฑ์ประเภทเส้นใย เส้นไหมดิบ ด้าย มียอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจากประเทศจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น) อุตสาหกรรมหนัง และผลิตภัณฑ์หนัง (แผ่นหนังสำเร็จรูป และหนังฟอกมียอดขายในประเทศและต่างประเทศเพิ่มขึ้น) อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ (ปูนซีเมนต์มียอดขายในประเทศเพิ่มขึ้น เนื่องจากโครงการสาธารณูปโภคของรัฐบาล) อุตสาหกรรมแก้วและกระจก (ยอดคำสั่งซื้อจากประเทศญี่ปุ่น จีน และสหรัฐอเมริกาเพิ่มมากขึ้น จากผลิตภัณฑ์ประเภทกระจกบาน กระจกแปรสำเร็จรูป) อุตสาหกรรมยานยนต์ (รถยนต์นั่งขนาดเล็ก มียอดขายและยอดคำสั่งซื้อทั้งในและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น) อุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น (เครื่องปรับอากาศมีการส่งออกไปประเทศตะวันออกกลาง อเมริกา ยุโรปเพิ่มขึ้น สินค้ารุ่นใหม่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดผลิต และยอดจำหน่ายเครื่องปรับอากาศภายในประเทศสูงขึ้น) อุตสาหกรรมอาหาร (ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ผัก ผลไม้สด/แช่แข็ง อาหารกระป๋องและแปรรูป อาหารทะเลแช่แข็งมียอดการส่งออกไปอเมริกา ญี่ปุ่น สิงคโปร์ จีนเพิ่มขึ้น น้ำผัก/ผลไม้บรรจุขวดมียอดขายในประเทศเพิ่มขึ้น อาหารสัตว์ทั้งในรูปวัตถุดิบ และอาหารสำเร็จรูปมียอดการส่งออกเพิ่มขึ้นในประเทศพม่า ลาว และมาเลเซีย) ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 115.7 ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 110.5 ในเดือนพฤษภาคม องค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ
ภาคเหนือ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมิถุนายน อยู่ที่ระดับ 97.2 ปรับตัวลดลงจากระดับ 103.8 ในเดือนพฤษภาคม องค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ ทั้งนี้สาเหตุที่ทำให้ค่าดัชนีปรับตัวลดลง เพราะภาคเหนือประสบปัญหาสภาวะอากาศแปรปรวน และเกิดอุทกภัยในหลายจังหวัดทางภาคเหนือ ส่งผลกระทบต่อรายได้เกษตรกร สำหรับอุตสาหกรรมในภาคเหนือที่ค่าดัชนีปรับลดลง ได้แก่ อุตสาหกรรมแกรนิตและหินอ่อน (จากยอดส่งออกแผ่นกระเบื้องไปประเทศเพื่อนบ้านลดลง และยอดขายในประเทศที่ลดลง) ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 105.8 ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 104.2 ในเดือนพฤษภาคม โดยองค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และต้นทุนประกอบการ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมิถุนายน อยู่ที่ระดับ 103.0 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากระดับ 103.6 ในเดือนพฤษภาคม องค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ โดยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคการเกษตรยังทรงตัวต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า เนื่องจากอยู่นอกฤดูกาลเก็บเกี่ยว ประกอบกับสภาพอากาศแปรปรวน และปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา สำหรับอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ค่าดัชนีปรับลดลง ได้แก่ อุตสาหกรรมน้ำตาล (ยอดขายน้ำตาลทรายทั้งในและต่างประเทศลดลง) และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ (ยอดขายปุ๋ยชีวภาพ และสารกำจัดศัตรูพีชในประเทศลดลง) ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 110.2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 106.2 ในเดือนพฤษภาคม องค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และต้นทุนประกอบการ
ภาคตะวันออก ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม เดือนมิถุนายน อยู่ที่ระดับ 117.4 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 114.4 ในเดือนพฤษภาคม องค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ โดยในภาคตะวันออก อุตสาหกรรมยานยนต์เริ่มมีการขยายตัว เนื่องจากภัยพิบัติในญี่ปุ่นเริ่มคลี่คลาย และภาคการส่งออก และการท่องเที่ยวยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สำหรับอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกที่ค่าดัชนีปรับเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมหลังคาและอุปกรณ์ (มีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์มากขึ้น ยอดการส่งออกกระเบื้องหลังคาไปประเทศพม่า ลาว เวียดนาม จีน และฟิลิปปินส์ เพิ่มขึ้น) อุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ (ผลของภัยพิบัติในญี่ปุ่นเริ่มคลี่คลาย ทำให้ยอดคำสั่งซื้ออุปกรณ์ชิ้นส่วนยานยนต์เพิ่มขึ้น) อุตสาหกรรมผู้ผลิตไฟฟ้า (เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น ทำให้ยอดการใช้ไฟฟ้าตามอาคาร บ้านเรือน โรงเรียน โรงงานอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง) และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี (เม็ดพลาสติก เม็ดไนลอน มียอดคำสั่งซื้อ จากประเทศ จีน ญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น เอทิลินโพรไพลิน โพลิออล และโพลิออลผสม มียอดขายจากประเทศ จีน มาเลเชีย อเมริกา เพิ่มขึ้น) ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 117.7 ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 117.1 ในเดือนพฤษภาคม องค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม และปริมาณการผลิต
ภาคใต้ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมิถุนายน อยู่ที่ระดับ 101.7 โดยปรับตัวลดลงจากระดับ 115.3 ในเดือนพฤษภาคม องค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ ซึ่งต้นทุนประกอบการที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับราคาสินค้า จึงส่งผลกระทบต่อการชะลอคำสั่งซื้อของลูกค้า สำหรับอุตสาหกรรมในภาคใต้ที่ค่าดัชนีปรับลดลง ได้แก่ อุตสาหกรรมโรงเลื่อย และโรงอบไม้ (ยอดขายไม้ยางพาราแปรรูปในประเทศลดลง เนื่องจากอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ชะลอการสั่งซื้อ) อุตสาหกรรมไม้อัด ไม้บางและวัสดุแผ่น (สินค้าประเภทหัตถกรรมไม้ มียอดขายในประเทศลดลง) และอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 110.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 116.9 ในเดือนพฤษภาคม องค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ
ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมจำแนกตามตลาดส่งออก (กลุ่มที่เน้นตลาดในประเทศ กับกลุ่มที่เน้นตลาดต่างประเทศ) พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นกลุ่มที่เน้นตลาดในประเทศปรับตัวลดลง ส่วนกลุ่มที่เน้นตลาดต่างประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยกลุ่มที่เน้นตลาดในประเทศ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม เดือนมิถุนายน อยู่ที่ระดับ 106.6 ปรับลดลงจากระดับ 107.9 ในเดือนพฤษภาคม องค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ สำหรับอุตสาหกรรมในกลุ่มนี้ที่ค่าดัชนีปรับตัวลดลง ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม อุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมแกรนิตและหินอ่อน อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลและโลหะการ อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง
อุตสาหกรรมพลาสติก และอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 113.3 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 110.2 ในเดือนพฤษภาคม องค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ
และกลุ่มที่เน้นตลาดต่างประเทศ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม เดือนมิถุนายน อยู่ที่ระดับ 112.2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 111.0 ในเดือนพฤษภาคม องค์ประกอบดัชนีที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ สำหรับอุตสาหกรรมในกลุ่มนี้ที่ค่าดัชนีปรับเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมรองเท้า (รองเท้าแตะ รองเท้าหนัง และส่วนประกอบของรองเท้า มีการส่งออกเพิ่มขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) อุตสาหกรรมแก้วและกระจก อุตสาหกรรมเซรามิก (ผลิตภัณฑ์ประเภทเซรามิคมียอดคำสั่งซื้อไปประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และยุโรปเพิ่มขึ้น) อุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ อุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศ และเครื่องทำความเย็น (เครื่องปรับอากาศมีการส่งออกไปประเทศตะวันออกกลาง อเมริกา ยุโรปเพิ่มขึ้น) อุตสาหกรรมอาหาร ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 115.4 ปรับลดลงจากระดับ 117.4 ในเดือนพฤษภาคม องค์ประกอบดัชนีคาดการณ์ที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และต้นทุนประกอบการ
สำหรับดานสภาวะแวดลอมในการดําเนินกิจการ เมื่อพิจารณาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบการอุตสาหกรรมในเดือนมิถุนายน พบว่า ผู้ประกอบการมีความกังวลในประเด็นผลกระทบจาก สถานการณ์ราคาน้ำมันมากที่สุด รองลงมา คือ สภาวะเศรษฐกิจโลก อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ สถานการณ์ทางการเมือง และอัตราแลกเปลี่ยนตามลำดับ โดยพบว่าปัจจัยที่มีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ สภาวะเศรษฐกิจโลก ผลกระทบจากการเมืองในประเทศ และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการ ที่มีต่อภาครัฐในเดือนนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีความเห็นสอดคล้องกันว่า ภาครัฐควรเร่งหาแนวทางการลดผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ รวมถึงควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้แข็งค่ามากนัก เร่งสร้างความปรองดองอย่างแท้จริง ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล เร่งแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน สนับสนุนการผลิตเหล็กต้นน้ำ รวมทั้งเร่งผลักดันโครงการขนาดใหญ่ เพื่อกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจอีกด้วย
บีโอไอเผยลงทุนครึ่งปีเกิน 240,000 ล้าน ปลื้มทุนเอเชียโหมเข้าไทย-เกาหลีใต้ เทเม็ดเงินเพิม 5 เท่า
บีโอไอ เผยตัวเลขลงทุนช่วง6 เดือน ปี 2554 เงินลงทุนทะลุ 247,100 ล้านบาท มูลค่าเกินครึ่งจากเป้าหมายที่ประเมินไว้ ทั้งปี ที่การลงทุนจะอยู่ที่ประมาณ 400,000 ล้านบาท ด้านตัวเลขเอฟดีไอพุ่งต่อเนื่อง ทิศทาง เงินทุนจากเอเชีย โหมเข้าไทย ญี่ปุ่นยังครองแชมป์สูงสุด ขณะที่เกาหลีใต้เล็งขยายเม็ดเงินลงทุนในไทยกว่า 5 เท่า
นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงภาวะการลงทุนในช่วงครึ่งปีแรกหรือ 6 เดือนที่ผ่านมา (มกราคม-มิถุนายน 2554) ว่า นักลงทุนได้ยื่นขอรับส่งเสริมการเพิ่มขึ้นทั้งจํานวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนโดยมีการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนแล้วทั้งสิ้น 882 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 247,100 ล้านบาท จํานวนโครงการปรับเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีจำนวน 616 โครงการ หรือเพิ่มขึ้น 43.2% ในขณะที่มูลค่าเงินลงทุนปรับเพิ่มขึ้น 33.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีมูลค่าอยูที่ 185,000 ล้านบาท โดยเป็นมูลค่าเงินลงทุนเกินครึ่งจากเป้าหมายการขอรับส่งเสริมการลงทุนปีนี้ที่ตั้งเป้าไว้ 400,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ การยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนมีทิศทางขยายตัวในอัตราสูงมาตั้งแต่ช่วงต้นปี โดยเฉพาะการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในเดือนมิถุนายน 2554 ที่ผ่านมา เพียงเดือนเดียว มีสัดส่วนจํานวนโครงการสูงที่สุดเมื่อเทียบกับช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาโดยมีจำนวนทั้งสิ้น 180 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 43,600 ล้านบาทซึ่งเป็นผลมาจากการเข้ามาลงทุนของกลุ่มลงทุนรายใหญ่ รวมถึง โครงการขยายกําลังการผลิตของผู้ประกอบการจํานวนมาก
สําหรับโครงการทื่ยื่นขอรับการส่งเสริมในช่วงครึ่งปีแรก กระจายอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆได้แก่ ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง ที่มีโครงการลงทุนสูงสุด อยู่ที่ 226 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 77,000 ล้านบาท รองมาเป็นกิจการในกลุ่มบริการและสาธารณูปโภค จํานวน 180 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 46,300 ล้านบาท กิจการเคมี กระดาษ และพลาสติก 126 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 41,300 ล้านบาท กิจการอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องไฟฟ้า 130 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 35,400 ล้านบาท กิจการเกษตรกรรม และผลิตผลจากการเกษตร 129 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 25,700 ล้านบาท ตามลําดับ
นางอรรชกา กล่าวเพิ่มเติมว่า สําหรับการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ในช่วงครึ่งปี แรกมีทั้งสิ้น 522 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 167,274 ล้านบาท โดยจํานวนโครงการเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 375 โครงการหรือเพิ่มขึ้น 39% ขณะที่เงินลงทุนเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีมูลค่า 98,332 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 70%
สําหรับการลงทุนจากต่างประเทศในไทย กลุ่มใหญ่ที่สุด เป็นการลงทุนจากประเทศต่างๆ ในเอเซียโดยมี กลุ่มทุนจากญี่ปุ่นเป็นกลุ่มที่เข้ามาลงทุนในไทยสูงสุด จํานวน 272 โครงการ เงินลงทุน 72,244ล้านบาท โครงการเพิ่มขึ้น 80% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี ก่อนที่มี 151 โครงการ ด้านมูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีมูลค่าลงทุนอยูที่ 38,638 ล้านบาท หรือปรับเพิ่มขึ้น 87%
ทั้งนี้ กลุ่มที่มีอัตราการขยายตัวทางด้านมูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้นมากที่สุด ได้แก่ การลงทุนจากเกาหลีใต้ มีจำนวนทั้งสิ้น 21โครงการ เงินลงทุน 6,137 ล้านบาท จํานวนโครงการใกล้เคียงกับปีก่อนขณะที่เงินลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 510% หรือประมาณ 5 เท่า จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีมูลค่าเงินลงทุนอยูที่ 1,006ล้านบาท
การลงทุนจากฮ่องกงมีจำนวน 13 โครงการเงินลงทุน 10,399 ล้านบาท มูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้น285% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีมูลค่า 2,702 ล้านบาท การลงทุนจากประเทศจีนมี 18 โครงการ เงินลงทุน23,155 ล้านบาท มูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้น จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มี 6,980 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 232% การลงทุนจากสิงคโปร์ มีทั้งสิ้ น 31 โครงการ เงินลงทุน 16,661 ล้านบาท เงินลงทุนเพิ่มขึ้น จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มี 8,299 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 101%
จีอี ลงนามดูแลด้านบริการระยะยาว สำหรับเครื่องกังหันก๊าซ ณ โรงงานของ พีทีที ยูทิลิตี้
จีอี ได้ทำการลงนามข้อตกลงด้านบริการระยะยาว 13 ปี กับบริษัท พีทีที ยูทิลิตี้ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตพลังงานไฟฟ้าและพลังงานไอน้ำ สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศไทย ด้วยมูลค่าสัญญามากกว่า 40 ล้านเหรียญสหรัฐ ในการให้บริการเพื่อยกระดับ เพิ่มประสิทธิภาพ และความไว้วางใจ ต่อเครื่องกังหันก๊าซ รุ่น จีอี เฟรม 6บี จำนวน 8 เครื่อง ณ โรงผลิตไฟฟ้าของ บริษัท พีทีที ยูทิลิตี้ จำกัด ในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง

เครื่องกังหันก๊าซดังกล่าวทำการผลิตกระแสไฟฟ้าจำนวนมากกว่า 300 เมกะวัตต์ และแรงดันไอน้ำกว่า 1,200 ตันต่อชั่วโมง ให้แก่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีในประเทศไทย ซึ่งยกระดับการผลิตไฟฟ้าเพื่อสั่งจ่ายให้โรงงานปิโตรเคมีถึง 15 โรงงาน ด้วยประสิทธิภาพสูง มีความน่าเชื่อถือ และสามารถส่งจ่ายพลังงานได้อย่างมีเสถียรภาพ ทั้งนี้ บริษัท พีทีที ยูทิลิตี้ จำกัด เป็นบริษัทในเครือของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
“ข้อตกลงนี้ ได้รับการจัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยให้ บริษัท พีทีที ยูทิลิตี้ จำกัด สามารถจัดการในด้านต้นทุนค่าใช้จ่ายของเครื่องกังหันก๊าซได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่สามารถคงมาตรฐานระดับสูงและความน่าเชื่อถือ ของโรงไฟฟ้าได้อย่างดีเยี่ยม” กล่าวโดย คุณโกวิทย์ คันธาภัสระ คันทรี่ เอ็กเซ็กคูทีฟ ประจำประเทศไทยและภาคพื้นอินโดจีน จีอี เอ็นเนอร์ยี “นอกจากนี้ ข้อตกลงยังรวมถึงการรับประกันการเสื่อมของอัตราความร้อน หรือผลที่ได้จากกระบวนการผลิต เพื่อให้มั่นใจว่าโรงไฟฟ้าสามารถทำการผลิตตามกระบวนการได้ต่อเนื่องและบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้”
ข้อตกลงของจีอียังครอบคลุมถึงการให้บริการอะไหล่ ซ่อมอุปกรณ์ ให้บริการเมื่อระบบผลิตไม่มีการจ่ายกระแสไฟสู่เครื่องกังหันก๊าซและอุปกรณ์ที่จำเป็นอื่นๆ ทั้งในกรณีที่ได้มีการวางแผนยุติการจ่ายกระแสไฟไว้ล่วงหน้าและเกิดเหตุกระแสไฟฟ้าดับแบบฉับพลัน รวมถึงรับประกันประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ด้วย ข้อตกลงระยะยาวของจีอี ช่วยให้ลูกค้าสามารถทำการคำนวณต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านการบำรุงรักษาล่วงหน้าได้ ปัจจุบัน จีอี ได้บรรลุข้อตกลงระยะยาวกับโรงงานมากกว่า 700 แห่ง ทั่วโลก
ข้อตกลงของจีอีกับบริษัท พีทีที ยูทิลิตี้ จำกัด ครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากข้อตกลงระยะเวลา 13 ปี ครั้งก่อน ที่ จีอี ได้ลงนามร่วมกับ บริษัท ปตท. เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ในการให้บริการระยะยาวสำหรับเครื่องยนต์ใบพัดจีอี จำนวน 9 เครื่อง ที่ได้รับการติดตั้ง ณ โรงงานของ บริษัท ปตท. เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง
เขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ได้รับการก่อตั้งเมื่อปี 2531 โดยเป็นส่วนหนึ่งในนโยบายของภาครัฐเพื่อพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก ปัจจุบัน เขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเป็นฐานที่ตั้งสำคัญของโรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เคมี เหล็ก และโรงกลั่นน้ำมัน จำนวนมาก
กนอ.จัดโครงการปลูกป่าชายเลนเฉลิมพระเกียรติฯ จับมือพันธมิตร-ชุมชน-เยาวชน ฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่ง
นายสมคิด แท่นวัฒนกุล รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) เปิดเผยว่า กนอ.ได้ร่วมกับพันธมิตร และผู้ประกอบการในนิคมฯบางปู รวมทั้งชุมชน และนักเรียนโดยรอบพื้นที่นิคมฯบางปู จัดโครงการอนุรักษ์และปลูกป่าชายเลน ภายใต้กิจกรรม “บางปูเชิดชูเมืองนิเวศ เฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา มหาราชันย์” โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2554 ณ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก (บางปู) จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อพัฒนาและฟื้นฟูป่าชายเลน ให้มีสภาพที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันการพังทลายและการกัดเซาะบริเวณชายฝั่งทะเล และ ดักตะกอนสิ่งปฎิกูลต่างๆ ไม่ให้ไหลลงสู่ทะเล อีกทั้งยังช่วยบรรเทาผลกระทบจากภาวะโลกร้อนอีกด้วย

“กนอ.ได้รณรงค์และส่งเสริมการทำกิจกรรมเพื่อประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรมที่มุ่งหวังให้เกิดความสมดุลของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ระหว่างภาคอุตสาหกรรม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะป่าชายเลนที่เป็นแหล่งรวมของพืช สัตว์น้ำ และสัตว์บกนานาชนิด ในช่วงเวลา 30 กว่าปีที่ผ่านมา พื้นที่ป่าชายเลนลดลงถึงร้อยละ 49 ส่งผลให้ระบบนิเวศบริเวณชายฝั่งได้รับความเสียหายค่อนข้างมาก ดังนั้นกิจกรรมปลูกป่าชายเลนในวันนี้ เกิดจากความสำนึกรับผิดชอบร่วมกันจากทุกภาคส่วนในการอนุรักษ์ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมช่วยกันฟื้นฟูป่าชายเลนให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น” นายสมคิด กล่าว
โครงการอนุรักษ์และปลูกป่าชายเลนเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา ในวันนี้ ได้มีผู้พัฒนานิคมฯ ผู้ประกอบการ พนักงาน กนอ. ชุมชนและนักเรียนรอบนิคมฯบางปู ให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 800 คน ในการร่วมกันปลูกป่าชายเลน 849 ต้น นอกจากผู้ที่เข้าร่วมงานจะได้ร่วมกันฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่งทะเลแล้ว ทุกคนยังได้ความรู้เรื่องการปลูกต้นไม้ที่เหมาะสมในแต่ละสภาพพื้นที่ของป่าชายเลนอย่างถูกวิธี จากเจ้าหน้าที่กรมพลาธิการทหารบก รวมทั้งประโยชน์ของป่าชายเลนซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติ ที่สำคัญ และความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการร่วมกันอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว พื้นที่ดังกล่าวจะเป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติที่สำคัญสำหรับเยาวชนไทยต่อไปในอนาคต
SVOAร่วมกับ วิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ ม.บูรพา เปิดศูนย์บริการด้านไอที GSC IT CITY แห่งแรกในมหาวิทยาลัยไทย
นายแจ็ค มินทร์ อิงค์ธเนศ ประธานที่ปรึกษา บริษัทเอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) (ที่ 4 จากซ้าย) และนายวีระ อิงค์ธเนศ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) (ที่ 6 จากซ้าย) เข้าร่วมในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ ในการเปิด ศูนย์ GSC IT CITY ของวิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา โดยมี ผศ.ดร.บรรพต วิรุณราช คณบดีวิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา (ที่ 7 จากซ้าย) ให้การต้อนรับ สำหรับ ศูนย์ GSC IT CITY เป็นศูนย์บริการด้านไอที ระดับมหาวิทยาลัยแห่งแรกในประเทศไทย ที่ดำเนินการบริหารจัดการโดยนักศึกษาในลักษณะการสร้างธุรกิจจำลอง และได้รับการสนับสนุนจากบริษัทเอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) ในด้านสินค้าและเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำในเรื่องการจัดการด้านสินค้าและบริการแก่พนักงานของร้าน

รมว.อุตสาหกรรมอินโดนีเซียคาดภาคการผลิตขยายตัว 6.1% ในปีนี้
นายเอ็ม เอส ฮิดายัต รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมอินโดนีเซีย คาดการณ์ว่า ภาคการผลิตภายในประเทศจะขยายตัวราว 5.2-6.1% ในปีนี้ โดยได้รับแรงหนุนจากหลายภาคส่วน ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องจักรและการคมนาคม อาหารและเครื่องดื่ม โลหะพื้นฐาน ซีเมนต์ และสิ่งทอ

“ภาคส่วนเหล่านี้ทำผลงานได้ดี และถ้ายังเป็นเช่นนี้ต่อไปภาคการผลิตในประเทศก็มีสิทธิขยายตึวถึง 6.1% ในปีนี้” หนังสือพิมพ์จาการ์ตาโกล๊บ รายงานคำกล่าวของนายฮิดายัต “ภาคการผลิตขยายตัวเกินคาดในช่วงครึ่งแรกของปี แต่เรายังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้”
สำนักงานสถิติกลางของอินโดนีเซียจะเปิดเผยข้อมูลภาคการผลิตประจำครึ่งปีแรกในเดือนหน้า
ข้อมูลเบื้องต้นจากกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆบ่งชี้ว่าการผลิตมีการขยายตัว โดยสมาคมซีเมนต์แห่งอินโดนีเซียเปิดเผยว่า ยอดขายซีเมนต์เพิ่มขึ้นกว่า 6% ในช่วงครึ่งปีแรกเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยได้รับแรงหนุนจากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์อินโดนีเซียก็เผยว่ายอดขายรถในช่วงครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น 12% แตะที่ 415,276 คัน
นอกจากนั้นนายฮิดายัตยังกล่าวว่า การลงทุนจำนวนมหาศาลในปีนี้อาจทำให้อุตสาหกรรมอื่นๆในภาคการผลิตขยายตัวตามเป้าที่ทางกระทรวงตั้งไว้เช่นกัน
“เรากำลังดึงดูดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมปลายน้ำอย่างเหมืองแร่และเกษตรกรรม เราหวังว่าจะสามารถสร้างงานได้ราว 300,000 ตำแหน่งในช่วงครึ่งหลังของปี เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการสร้างงาน 530,000 ตำแหน่งในภาคการผลิตในปีนี้” สำนักข่าวซินหัวรายงาน
