สศอ. กับสัมมนายกระดับเทคโนโลยี เพิ่มความเป็นเลิศด้านงานเชื่อม
สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) จัดสัมมนาให้ความรู้ผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรม หวังสร้างความเป็นเลิศให้กับเทคโนโลยีการเชื่อม สนองรับความต้องการผู้ประกอบการ ยกระดับเชื่อมโยงสู่อุตสาหกรรมต่อเนื่อง
นายอาทิตย์ วุฒิคะโร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กล่าวว่า จากการที่สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม ได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนปี 2552 จำนวน 15 ล้านบาท ภายใต้โครงการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันและการลงทุน ให้กับวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานโครงการเสริมสร้างความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีการเชื่อม เนื่องจากอุตสาหกรรมงานเชื่อมจัดเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญที่ภาครัฐควรให้การสนับสนุนและส่งเสริมอย่างเร่งด่วน เพราะเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานที่สามารถเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมอื่น ๆ เกือบทุกประเภท เช่น อุตสาหกรรมงานโครงสร้างเหล็ก อุตสาหกรรมการต่อเรือ อุตสาหกรรมพลังงาน อุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมเครื่องจักรกล และอุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นต้น
”อุตสาหกรรมการเชื่อมในขณะนี้กำลังเผชิญปัญหาที่สำคัญ คือ ขาดการพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ด้านงานเชื่อมอย่างเป็นระบบ และขาดการนำความรู้และเทคโนโลยีระดับสูงจากต่างประเทศเข้ามาปรับใช้ในกรรมวิธีการผลิต ขาดการบริหารจัดการความรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศลดลง สูญเสียโอกาสในการสร้างงานและการส่งออกผลิตภัณฑ์ ที่ไม่อาจประเมินมูลค่าได้ อีกทั้งยังไม่มีหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่ให้บริการทางวิชาการและเทคโนโลยีด้านการเชื่อมแบบครบวงจร” นายอาทิตย์กล่าว
นายปริยสุทธิ์ วัฒนธรรม หัวหน้าโครงการเสริมสร้างความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีการเชื่อม ภาควิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมการเชื่อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กล่าวถึงโครงการเสริมสร้างความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีการเชื่อมนี้ว่า “ในปัจจุบันอุตสาหกรรมงานเชื่อม และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ อาทิ อุตสาหกรรมพลังงาน, ปิโตรเคมี, เครื่องกล รวมทั้งก่อสร้าง ยังมีความต้องการบุคลากรเฉพาะด้าน หรือวิศวกรการเชื่อมจำนวนมาก โดยเฉพาะในต่างประเทศ ซึ่งต่างจากบุคคลากรด้านวิศวกรรมอื่นๆ ที่มีมากและอาจประสบปัญหาตกงานตามภาวะเศรษฐกิจ”
สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จึงสนับสนุนงบประมาณกว่า 15 ล้านบาท ให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ จัดโครงการยกระดับความรู้แก่ช่างเชื่อมให้แก่นักศึกษาและบุคคลทั่วไปที่มีความรู้ด้านช่างเชื่อม ให้สามารถนำความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ไปใช้เพื่อเสริมสร้างความเป็นเลิศด้านวิชาชีพ ให้แข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคอย่างเวียดนาม จีน ที่กำลังผลักดัน และสร้างบุคคลากรด้านนี้เพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของตลาด ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นโครงการระยะยาว ไปจนถึงปี 2555
การดำเนินงานภายใต้โครงการเสริมสร้างความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีการเชื่อมดังกล่าวของวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ซึ่งร่วมกับสถาบันการเชื่อมฝรั่งเศส (Institut de Soudure) ถือเป็นสถาบันการศึกษาหนึ่งที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรมการเชื่อมและการตรวจสอบงานเชื่อม จะทำหน้าที่เสริมสร้างความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีการเชื่อม อีกทั้งโครงการดังกล่าว จะประกอบด้วยหลักสูตรการเรียนการสอน ทางด้านงานเชื่อม 2 สาขาวิชา คือ สาขาเทคโนโลยีการเชื่อม และสาขาเทคโนโลยีวิศวกรรมการเชื่อม
โดยการให้บริการทางวิชาการและเทคโนโลยีแบบครบวงจรที่ทำหน้าที่ผลิตบุคลากรงานเชื่อมเพื่อสนองความต้องการของผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรม และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาให้กับอุตสาหกรรมการเชื่อม เพื่อเป็นศูนย์กลางความรู้และเทคโนโลยี ทั้งที่มีอยู่แล้วและการสร้างความรู้ใหม่ที่ได้จากการสร้างนวัตกรรมและผลงานวิจัย ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ใช้เทคโนโลยีและวิศวกรรมการเชื่อมในกรรมวิธีการผลิต ซึ่งจะส่งผลให้ขีดความสามารถในการแข่งขันกับนานาประเทศเพิ่มสูงขึ้น อันจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและมีความเข้มแข็งในระยะยาวต่อไป
นายปริยสุทธิ์ วัฒนธรรม กล่าวอีกว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมการต่อเรือในไทย เท่าที่ได้เห็นในหลายบริษัทที่ดำเนินกิจการด้านนี้ ในแถบจังหวัดสมุทรปราการ และทางภาคใต้ เห็นได้ว่าขีดความสามารถของเรา สามารถที่จะแข่งขันกับต่างประเทศได้อย่างสบาย และมีการสั่งสินค้าเพิ่มมากขึ้น
“แต่สำหรับทิศทางของบุคลากรการต่อเรือ ยังขาดแคลน และมีปัญหาในเรื่องฝีมือ และทักษะของช่างเชื่อม ในระบบคุณภาพ เนื่องจากว่าในการสร้างเรือจะใช้การตรวจสอบคุณภาพที่มีมาตรฐานค่อนข้างสูง ใช้ช่างเชื่อมที่มีระดับทักษะฝีมือ ที่ผ่านการรับรอง รวมถึงระบบคุณภาพขององค์กรเองด้วย”
แนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมอู่ต่อเรือ คิดว่าทิศทางน่าจะไปได้ดี เนื่องจากว่า ค่าแรงของบุคลากรของเราค่อนข้างถูก และในส่วนของความน่าเชื่อถือ ซึ่งมีการสั่งยอดการสั่งซื้อตลอดทั้งปี โดยเป็นเรือขนาดกลาง เรือส่วนตัวค่อนข้างมาก
จากข้อมูล อุตสาหกรรมต่อเรือและซ่อมเรือของไทยยังคงมีการขยายตัวอย่างมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยมีการต่อเรือใหม่คิดเป็นมูลค่า 6,000 ล้านบาท ในปี 2548 และทะลุ 10,000 ล้านบาทในปี 2551 เนื่องจากต่างชาติเริ่มให้การยอมรับในฝีมืออีกด้วย
